คิดว่าปัญหาที่ทุกคนพูดถึงในขณะนี้คงจะไม่พ้นราคาน้ำมันพืชเป็นแน่   ผู้เขียนขอเล่าถึงเรื่องกลไกตลาดของน้ำมันพืชในอดีต   ซึ่งถ้าหากว่ารัฐบาลไม่เข้ามาแทรกแซงราคาน้ำมันพืช  ปล่อยให้มีการซื้อขายกันตามปกติ  กรณีที่ราคาน้ำมันพืชในประเทศไทยราคาสูงกว่าต่างประเทศ   แน่นอน...ว่าจะต้องมีน้ำมันพืชจากต่างประเทศทะลักเข้ามา(ซึ่งจะเข้ามาแบบใดอันนี้คิดกันเอง)  เราสามารถพบเห็นได้ตามตลาดทั่วไปรวมตลาดนัด 

              แต่เมื่อมีการตรึงราคาน้ำมันพืชเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

 

1. เมื่อราคาน้ำมันพืชในไทยราคาสูงกว่าต่างประเทศทำให้ไม่มีน้ำมันพืชจากต่างประเทศทะลักเข้ามาเหมือนเคย

2. ธุรกิจไม่อยากขายน้ำมันพืชที่ราคาที่ตรึงไว้   อาจเกิดการกักตุนเพื่อหวังผลกำไร  ทำให้น้ำมันพืชขาดตลาด      และจะเริ่มเห็นน้ำมันพืชราคาสูงขึ้นตามจังหวัดต่างๆ

3. เมื่อราคาน้ำมันพืชในไทยถูกกว่าต่างประเทศ ก็จะยิ่งมีการไหลออกของน้ำมันพืชไปประเทศข้างเคียง แม่ค้าก็อยากจะขายให้เพราะจะได้ราคาดีกว่าราคาที่ถูกตรึงไว้   ก็จะยิ่งทำให้น้ำมันพืชขาดตลาด

 

             ทั้งสองสาเหตุทำให้น้ำมันพืชไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค  ผู้เขียนคิดว่าเป็นการยากของรัฐบาลที่จะคิดนโยบายที่ถูกใจคนทุกฝ่าย  ตรึงราคาน้ำมันพืชเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน  ไหนจะต้องเอาใจผู้ผลิตปาล์ม  การพยายามที่จะเอาใจคนทุกฝ่ายมากเกินไป ในที่สุดก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมแบบนี้นั่นเอง   

 

             ผู้เขียนฟังเจ้าสัวธนินท์  เจียรวนนท์กลับมาพูดถึงทฤษฎีสองสูงอีกครั้งจึงขอมาแลกเปลี่ยนให้รับทราบกัน  ในเมื่อปัจจุบันราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้นก็ไม่ควรไปบิดเบือนราคาตลาด  โดยการตรึงราคาไว้  แล้วทำอย่างไรประชาชนจะไม่เดือดร้อน    ก็ต้องทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น  เช่น

- เพิ่มเงินเดือนข้าราชการ  เพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ  ทำให้ประชาชนมีรายได้สูงขึ้น  แล้วรัฐบาลก็ออกพันธบัตรรัฐบาลเป็นการกู้เงินจากภาคเอกชนและจากประชาชนที่เก็บเงินไว้ในธนาคารซึ่งดอกเบี้ยต่ำ 

 

            เมื่อประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นก็จะออกมาจับจ่ายใช้สอย  เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ  ธุรกิจก็ได้  ประชาชนก็ได้ 

 

            แต่...ผู้เขียนว่ารัฐบาลชุดนี้ก็ออกพันธบัตรรัฐบาลบ่อยแล้วนะ ก็คงไม่ขอวิจารณ์ใคร  เพราะก็เป็นแบบนี้มานานแล้วว่ารัฐบาลที่รับผิดชอบก็จะเป็นชุดต่อไป  คงจะเป็นวัฎจักรไปแล้ว.....