ได้รับขุมทรัพย์จากมหามิตรว่า งานวิชาการที่เขียนอยู่นั้นวิชาการแบบก้าวร้าว
ก็เลยนำเสนอบทความของท่านที่น่าเชื่อถือ มานำเสนอแทน คงจะเป็น
ตัวแทนวิชาการแบบไม่ก้าวร้าว เพราะผู้เขียนมีตำแหน่งที่น่าเชื่อถือ
จึงดูไม่ก้าวร้าว และขอแบ่งปันบทความนะครับ
การศึกษาแบบเสื้อโหลขนาดเดียว เสรี พงศ์พิศ
อุดมศึกษาไทยวันนี้ยังอยู่ในยุค อุตสาหกรรม ทำการศึกษาแบบโรงงานผลิตคนที่ออกมาเหมือนกันหมด เป็นเสื้อโหลที่มีเพียงไซส์เดียวใส่ได้ทุกคน คนอ้วนเกินไป ผอมเกินไปใส่ไม่ได้ เขาสร้าง“มาตรฐาน”ไว้เพียงมาตรฐานเดียวที่พยายามเรียกว่า “สากล”
ระบบนี้สั่งว่า คุณต้องปรับขนาดตัวคุณให้เข้ากับเสื้อ ไม่ใช่ปรับเสื้อให้เข้ากับร่างกายคุณ ต้องปรับเท้าให้เข้ากับเกือก ไม่ใช่ปรับเกือกให้เข้ากับเท้า
เป็น การศึกษาที่มีแบบเดียว คือ แบบให้เด็กจบมัธยมปลายเรียน ผู้ใหญ่ที่อายุเป็นพ่อเป็นปู่เด็กเหล่านี้ถ้าอยากเรียนเขาก็จับเรียนเหมือน เด็กเหล่านี้ คือให้ท่องหนังสือแล้วไปสอบ ไม่สนใจว่าความจำจะพอมีเหลือหรือไม่ ไม่สนใจว่า มีประสบการณ์ชีวิตยาวนานเพียงใด ไม่สนใจว่านั่นเป็นความรู้ที่อาจมีมากกว่าอาจารย์ผู้สอนเสียอีก
เป็น การศึกษาที่มีรูปแบบเดียว ผลิตคนให้ไปรับใช้การผลิต ไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม ในบริษัท ในห้องแอร์ ไม่ได้ต้องการให้ไปทำงานในไร่ในนาในสวน ไม่ได้ต้องการให้กลับไปอยู่ในท้องถิ่น ในหมู่บ้าน ในชนบท ถ้าไปก็เพราะมีตำแหน่งว่างในอบต.หรือเทศบาล
การ จัดการเรียนรู้ยังมีแต่สอน ไม่มีการเรียน เพราะผู้เรียนได้แต่ฟังอาจารย์บรรยาย ต้องจดต้องจำ ต้องท่อง แล้วเอาไปสอบ ไม่มีการเรียนตั้งคำถาม เรียนแต่คำตอบสำเร็จรูปจากตำรา เป็นคำตอบสำเร็จรูป เพราะเป็นการเรียนแบบอุตสาหกรรมเป็นการเรียนแบบปรนัย ให้กาผิดกาถูก
ไม่ ได้เรียนเรื่องการคิด การเขียน การบรรยาย การสรุป การเรียงความ การย่อความ การวิเคราะห์สังเคราะห์ เป็นผลผลิตของวิธีคิดแบบแพ้คัดออก เป็นซีโร่เกมส์ มีได้กับเสีย มีแพ้กับชนะ มีการแข่งขันกันเอาเป็นเอาตาย มีคะแนน A ถึง F มีเกียรตินิยม
นี่ คือการศึกษากระแสหลัก ที่น่าเสียดายว่าเป็นการศึกษาที่ยังหลงยุค เพราะโลกได้เปลี่ยนไปนานแล้ว เป็นสังคมความรู้ เป็นสังคมแห่งความหลากหลาย ไม่ใช่หลากหลายทางชีวภาพอย่างเดียว เป็นสังคมที่ผู้คนยอมรับความหลากหลายทางสังคม ทางวัฒนธรรม ทางเอกลักษณ์และศักยภาพ
เป็น ภูมิสังคมที่แตกต่างหลากหลายในบริบท ที่ต้องการความรู้ความเข้าใจและการยอมรับ ต้องการการจัดการศึกษาและการพัฒนาที่ตอบสนองต่อความหลากหลายเหล่านี้ เพื่อเป็นเงื่อนไขที่หลากหลายและเหมาะสมกับศักยภาพของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละบริบท
ไม่ ใช่มีแต่รูปแบบเดียว เนื้อหาเดียว กระบวนการเดียว มีแต่เข่งเดียวที่ใส่ทุกอย่างลงไป มีมาตรฐานเดียว มีกรอบ เกณฑ์ ตัวชี้วัดและการประเมินผลเดียว เพราะเชื่อว่าการศึกษามีมาตรฐานเดียว
เป็น ทางด่วนที่เมื่อคุณขึ้นไปแล้ววิ่งกลับหลังไม่ได้ หาทางลงยาก หลายคนขึ้นไปจึงไม่ต่างกับ “หมาบนทางด่วน” และหลายคนอยากไปถึงจุดหมายทางอื่นก็ไปไม่ได้ เพราะเขาบอกว่ามีทางนี้เป็นทางหลักและทางเดียว
ปฏิรูป การศึกษา ปฏิรูปอุดมศึกษาถ้าหากต้องการการเปลี่ยนแปลงจริง ต้องยอมรับความหลากหลาย และจัดการศึกษาที่มีหลากหลายรูปแบบ เนื้อหา กระบวนการ เปิดทางเลือกให้มากขึ้น ให้สอดคล้องกับความหลากหลายของวิถีชีวิต ความต้องการของผู้คนที่ต้องการพัฒนาตนเอง
ไม่ ใช่ให้ไปทางเดียว คือ อุตสาหกรรม บริการ บริหาร เมือง แต่ให้มีทางเลือกที่จะคิดเอง เลือกเอง ตัดสินใจทำสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง ทำแล้วมีความพอใจ มีความสุข และพึ่งพาตนเองได้ด้วย
เป็น การศึกษาที่ไม่ได้ดูดคนออกจากชุมชนชนบทอย่างเดียว แต่ทำให้คนอยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีกิน ไม่ย้ายถิ่นไปไหนก็พึ่งพาตนเองได้ นอกจากอยู่รอดแล้ว ยังอยู่อย่างพอเพียงและมั่นคงได้ด้วย เป็นการศึกษาที่เพื่อท้องถิ่น ไม่ใช่เพื่อทิ้งถิ่น
มอง กันว่า การศึกษาแบบนี้ไม่ใช่กระแสหลัก ความจริงการศึกษาแบบนี้ไม่ควรเรียกว่าการศึกษาทางเลือก เป็นการศึกษาที่แตกต่างจากการศึกษาแบบอื่นๆ เท่านั้น สมควรได้รับการยอมรับ การยกย่องให้เกียรติเท่าเทียมกับการศึกษาที่มีอยู่ทั่วไป
กระทรวง ศึกษาธิการควรพัฒนากรอบ เกณฑ์ ตัวชี้วัดที่เหมาะสม สอดคล้องกับการศึกษาแบบนี้ ไม่ใช่เอาไม้บรรทัดวัดการศึกษาเพื่ออุตสาหกรรมและการบริการไปวัดการศึกษา เพื่อชุมชน เอาการศึกษาเด็กไปวัดการศึกษาผู้ใหญ่ การศึกษาเพื่อชุมชนไม่ใช่การศึกษาเพื่ออุตสาหกรรม
กระทรวงศึกษาธิการจึงควรเปิดใจกว้างให้พัฒนามาตรฐาน (benchmark) ด้านนี้ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ไปเรียกร้องให้คนที่จัดการศึกษาเพื่อชุมชน การศึกษาผู้ใหญ่ ต้อง “ตัดเท้าให้เข้ากับเกือก” ที่มีขนาดเดียว ตรงกันข้าม กระทรวงต้องตัดเกือกของตนเองให้เข้ากับเท้าของคนที่มีขนาดและลักษณะแตกต่าง กันรัฐมีหน้าที่กำกับดูแล
ไม่ใช่ไปควบคุมให้ทุกคนเติบโตแบบเดียว ด้วยวิธีการเดียว ด้วยลักษณะเดียว แต่ยอมรับในความหลากหลาย และจัดการอย่างหลากหลาย (diversify) ให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่หลากหลาย ซึ่งเป็นความร่ำรวยมากกว่าความอับจน เป็นพลังสร้างสรรค์ ไม่ใช่ปัญหาหรืออุปสรรค
รัฐ ที่กำกับเป็นย่อมส่งเสริม สนับสนุน ทำให้เกิดเอกภาพในความหลากหลาย เอกลักษณ์ในความแตกต่าง ผนึกพลังปัญญาซึ่งมีอยู่ทั่วไปในแผ่นดิน ให้ร่วมกันจัดการศึกษาที่ตอบสนองความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรม ให้ผู้คนได้โอกาสและเงื่อนไขที่เหมาะสมกับศักยภาพของตนเอง เติบโตเป็นตัวของตัวเอง พึ่งพาตนเองได้และมีความสุข
สยามรัฐรายวัน 16 กุมภาพันธ์ 2554
ขอบคุณมากครับ
เห็นด้วยเลยค่ะ รัฐน่าจะเล็กลงนะ เลิกเอาวาทกรรมของรัฐมาใส่หัว
มองผ่านรัฐอย่างเดียว ชาวบ้านก็ตัวใหญ่ได้นะคะ