เจตคติเพื่อทำนายพฤติกรรมการเป็นผู้สูบบุหรี่

เจตคติเพื่อทำนายพฤติกรรมการเป็นผู้สูบบุหรี่ 

ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี 

ภาณุ  อดกลั้น และ คณะ

วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี อุดรธานี  2551

*******************

 1.  ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

        บุหรี่จัดเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งซึ่งสามารถสูบได้โดยไม่ผิดกฎหมาย จากการประเมินสถานการณ์บุหรี่ทั่วโลกล่าสุด  โดยองค์การอนามัยโลกชี้ว่าในปี 2550 มีผู้สูบบุหรี่ประมาณ 1,300 ล้านคน จำนวนบุหรี่ที่สูบกว่า 15,000 ล้านมวนต่อปี ผู้สูบกว่าร้อยละ 50 อยู่ในเอเชีย ร้อยละ 50 จะต้องเสียชีวิตก่อนถึงวัยชรา และต่อวันจะมีวัยรุ่นกลายเป็นนักสูบหน้าใหม่เพิ่มขึ้นวันละ 80,000 -100,000 คนทั่วโลก โดยมีผู้เสียชีวิตจากบุหรี่ปีละ 5 ล้านคน ทั้งนี้จะมีเด็กและวัยรุ่น ประชาชนที่ไม่สูบบุหรี่ ซึ่งมีกว่า 5,000 ล้านคนได้รับสารพิษต่างๆ กว่า 4,000 ชนิดทีมีอยู่ในบุหรี่จากควันบุหรี่มือสอง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆมากมาย หากไม่มีการรณรงค์ควบคุมยาสูบอย่างจริงจัง คาดว่าในปี 2563 จะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าหรือประมาณ 10 ล้านคน เฉลี่ยนาทีละ 19 คน โดยร้อยละ 70 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา (องค์การอนามัยโลก , 2550)

        ในประเทศไทย จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2548 พบว่า  อัตราการบริโภคยาสูบของกลุ่มเยาวชนอายุ  ระหว่าง  15-24 ปี    มีถึงร้อยละ   15.2   ซึ่งสูงเป็นอันดับ  3   รองจากประชาชน       วัยทำงานอายุระหว่าง  25 - 59 ปี และกลุ่มประชากร อายุ  60  ปีขึ้นไป    ทั้งนี้พบว่าในแต่ละปีมีเยาวชนไทยเสพติดบุหรี่ใหม่ และกลายเป็นผู้สูบประจำ 200,000 คน – 300,000 คน ทดแทนผู้ใหญ่ที่ สูบบุหรี่ที่เสียชีวิตหรือเลิกสูบ ดังนั้นจึงทำให้จำนวนผู้สูบบุหรี่ยังคงที่อยู่ที่ประมาณ 10 – 11  ล้านคนมาตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา อีกทั้งบุหรี่ยังเป็นสารเสพติดชนิดแรกที่เยาวชนติด และเป็นสื่อนำไปสู่สารเสพติดชนิดอื่นที่ร้ายแรงกว่า ( สำนักงานสถิติแห่งชาติ ,2549 ;11 )

        รายงานสถานการณ์การบริโภคยาสูบของประชากรไทยในปี พ.ศ. 2544 ซึ่งสำนักงานสถิติแห่งชาติได้สำรวจอัตราการสูบบุหรี่จำแนกรายจังหวัดพบว่า 10 จังหวัดแรกที่มีอัตราการสูบบุหรี่สูงสุดของเพศชาย จังหวัดอุดรธานีอยู่ในอันดับที่ 8 คิดเป็นร้อยละ 52.38  (นายแพทย์สัญชัย  ปิยะพงษ์กุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุดรธานี ได้เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับบุหรี่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ มากกว่า 25  ชนิด  ทั้งใน  ผู้สูบบุหรี่และผู้ใกล้ชิด ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้สูบบุหรี่ทั้งสิน  1,000  ล้านคน  และประมาณทุก  6  วินาทีจะมีคนตายด้วยบุหรี่     1  คน  คาดว่าใน  25  ปีข้างหน้าจะมีผู้ตายจากบุหรี่  10 ล้านคน ( สัญชัย  ปิยะพงษ์กุล, 2550 )

        จากปัญหา   และ  ความสำคัญของปัญหา    ดังกล่าวนำไปสู่ความสนใจที่จะศึกษาวิจัยเพื่อให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับเยาวชน ที่สูบบุหรี่ในจังหวัดอุดรธานี เพื่ออธิบายเกี่ยวกับ เจตคติต่อ    ผู้สูบบุหรี่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น  ในระดับที่สามารถจะนำสารสนเทศที่ได้ไปสู่การแก้ปัญหาในระดับนโยบายและผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด คณะผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะศึกษา “เจตคติเพื่อทำนายพฤติกรรมการเป็นผู้สูบบุหรี่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี” เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ตรงประเด็น นำไปสู่การแก้ไขปัญหาดังกล่าวอันจะเป็นผลดีต่อคุณภาพชีวิตของเยาวชน และสังคมในอนาคต

 

 

 

 

 

 

3.คำถามวิจัย

    3.1  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี มีเจตคติต่อการสูบบุหรี่อย่างไร

    3.2  แนวโน้มในการเกิดพฤติกรรมการสูบบุหรี่  ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจังหวัดอุดรธานีเป็นอย่างไร

 4. วัตถุประสงค์

   4. 1 เพื่อศึกษาเจตคติต่อการสูบบุหรี่ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี

   4. 2 เพื่อศึกษาปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานีรู้จักบุหรี่และ/หรือสูบบุหรี่

    4. 3 เพื่อศึกษาแนวโน้มในการเกิดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ และ ทำนายพฤติกรรมการเป็นผู้สูบบุหรี่ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี

 5.สมมติฐานการวิจัย

    5.1   นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี มีเจตคติในทางบวกต่อผู้สูบบุหรี่

    5.2  นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นจังหวัดอุดรธานีไม่มีพฤติกรรมเป็นผู้สูบบุหรี่รายใหม่

 6.วิธีการดำเนินการวิจัย

     6.1 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี ประกอบด้วยชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 จำนวน 20,839 คน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน  21,114  คน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 20,416 คน รวมทั้งหมด 62,369 คน

    6.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดอุดรธานี ประกอบด้วยชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 จำนวน 140  คน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน  138คน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 135  คน รวมทั้งหมด 413  คนโดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage random sampling)

    6.3 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม ซึ่งคณะผู้วิจัยได้ปรับปรุงจากงานวิจัยของ  ใจเพชร  พลสงคราม (2549) มีค่าความเที่ยง 0.8977 กาญจนศรี สิงห์ภู่ (2541) ค่าความเที่ยง 0.71 และ สุรชาติ  นันทนิรันดร์ (2537)  ค่าความเที่ยง 0.91 เมื่อทดลองใช้เครื่องมือ ค่าความเที่ยง 0.806

    6.4 การดำเนินการวิจัยและการรวบรวมข้อมูล

    คณะผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลในชั้นเรียนด้วยตนเองโดยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลตั้งแต่วันที่1 พฤศจิกายน 2550 – 31 ธันวาคม 2550 ในการเก็บข้อมูลได้ 1) แจงอธิบายวัตถุประสงค์ของการวิจัยแก่อาจารย์ผู้สอนในสถานศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจและให้ความช่วยเหลือในการเก็บรวบรวมข้อมูล   2)  แจกแบบสอบถามให้นักเรียนที่เป็นกลุ่มตัวอย่างคนละ 1 ชุด  3) อธิบายวัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อให้นักเรียนเข้าใจและให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูล และ 4) ให้โอกาสนักเรียนได้ซักถามปัญหาที่สงสัยทั้งก่อนลงมือทำและในขณะลงมือทำ

    6.5  การวิเคราะห์ข้อมูล

        1) วิเคราะห์ข้อมูลทางคุณลักษณะประชากรของกลุ่มตัวอย่างด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

        2) วิเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

        3)  วิเคราะห์เจตคติเพื่อทำนายพฤติกรรมการเป็นผู้สูบบุหรี่รายใหม่ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ด้วยสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สหสัมพันธ์เพียร์สัน สหสัมพันธ์พหุคูณ สหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล และ สัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณ

        4) คำนวณค่าสหสัมพันธ์พหุคูณ โดยมีเจตนาเชิงพฤติกรรม (I) เป็นตัวแปรเกณฑ์และเจตคติต่อการสูบบุหรี่ (AB) กับ การคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (SN) เป็นตัวแปรทำนายโดยคำนวณหา สัมประสิทธิ์ถดถอยพหุคูณ (w1 , w2) จากสมการถดถอย  I   =   w1 AB +  w2SN

        5) คำนวณหาค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันของ ก. คะแนนเจตคติต่อการสูบบุหรี่ทางตรง (AB) และ คะแนนเจตคติต่อการสูบบุหรี่ทางอ้อม (∑bi ei)  ข. คะแนนการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงทางตรง (SN) และ คะแนนการคล้อยตามกลุ่มอ้างอิงวัดทางอ้อม (∑NBi MCi)

            7) คำนวณหาค่าสหสัมพันธ์พอยท์ไบซีเรียล ระหว่างเจตนาเชิงพฤติกรรมต่อการสูบบุหรี่ (I) พฤติกรรมการสูบบุหรี่ของนักเรียน (B)

            8) วิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ของความเชื่อเกี่ยวกับผลความเชื่อ (bi) การประเมินผลการกระทำ (ei) ความเชื่อเกี่ยวกับกลุ่มอ้างอิง (NBi ) แรงจูงใจที่จะคล้อยตามกลุ่มอ้างอิง (MCi) และ เจตนาเชิงพฤติกรรม (I) ของนักเรียนมัธยมศึกษา

7. ผลการวิจัย  สรุปได้ดังนี้

    7.1 นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น   จังหวัดอุดรธานี      มีเจตคติในทางลบต่อ

การสูบบุหรี่

    7.2 ปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น   จังหวัดอุดรธานี   รู้จักบุหรี่คือ สื่อต่างๆ ได้แก่ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และ อินเตอร์เน็ต บุคคลต่างๆ ได้แก่ บิดามารดา  พี่น้อง  ครู  และการซื้อบุหรี่ของนักเรียน และ ปัจจัยเกี่ยวข้องที่สามารถทำนายพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้แก่ การสูบบุหรี่ของบิดามารดา   การอยู่ร่วมกันของบิดามารดา  ค่าใช้จ่ายที่ได้จากผู้ปกครองไปโรงเรียนต่อวัน  การสูบบุหรี่ของเพื่อนในห้อง การสูบบุหรี่ของดารานักร้องที่นักเรียนชื่นชอบ อายุของนักเรียน การสื่อประชาสัมพันธ์โดยหนังสือพิมพ์  การสื่อประชาสัมพันธ์โดยโปสเตอร์  การสื่อประชาสัมพันธ์โดยญาติๆ  และ การสื่อประชาสัมพันธ์โดยเพื่อนๆ นักเรียนรุ่นพี่ 

    7.3. สามารถทำนายพฤติกรรมการเป็นผู้สูบบุหรี่ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นจังหวัดอุดรธานี   ได้ประมาณ ร้อยละ 15.5   จากเจตคติต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่ (AB)   และ ความคิดเห็นที่เป็นบรรทัดฐานสังคมต่อการสูบบุหรี่(SN)

 8. การนำผลการวิจัยไปใช้ประโยชน์

     8.1 ควรจัดทำโครงการ “ โรงเรียนปลอดควันบุหรี่ ”  ทั่วทั้งจังหวัดอุดรธานี เพราะโรงเรียนเป็นสถาบันที่ปลูกฝังความรู้ เจตคติ ละพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้กับนักเรียนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติในอนาคต ดังนั้นบุคลากรในโรงเรียนทุกคน ทุกระดับจึงไม่ควรสูบบุหรี่ในโรงเรียนให้นักเรียนเห็นโดยเด็ดขาด

    8.2 ส่งเสริมการใช้สื่อต่างๆเพื่อให้ความจริงที่นักเรียนสามารถรับรู้ และเข้าใจได้ และหากนักเรียนมีส่วนในการคิด หรือสร้างสรรค์ด้วยแล้วจะเป็นการดียิ่งขึ้น และต้องดำเนินการทั้งสื่อที่สามารถแสดงได้ในโรงเรียน  เช่น โปสเตอร์ขนาดใหญ่ หรือการจัดบอร์ดโดยนักเรียนทั้งนี้ภาพและตัวอักษรที่ใช้จัดต้องชัดเจนให้นักเรียนได้เห็นได้อย่างสะดวกง่ายดาย เป็นรูปแบบเดียวกันทุกโรงเรียน ทุกเขตพื้นที่และดำเนินการพร้อมกันทั้งจังหวัด และสื่อที่มีทั่วไปที่นักเรียนสามารถหาความรู้ได้เอง เช่น โทรทัศน์ทั้งในช่องท้องถิ่น และ ฟรีทีวี ควรคัดสรร ไม่ให้มีการสูบบุหรี่มานำเสนอในรายการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่นักเรียนสามารถดูได้ และในการ์ตูนที่มีการสูบบุหรี่ต้องมีการเซ็นเซอร์ หรือบิดบังภาพสูบบุหรี่ทุกภาพ

     8.3 จังหวัดควรมีการดำเนินการตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองสุขภาพของผู้ไม่สูบบุหรี่พ.ศ.2535 เพื่อให้ผู้ที่อยู่ในปลอดบุหรี่ ปลอดจากควันบุหรี่อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในบริเวณโรงเรียน

     8.4 ร้านค้า หรือบุคคลผู้ที่จำหน่ายบุหรี่ให้แก่นักเรียนจะต้องได้รับการลงโทษ โดยการใช้มาตรการทางสังคม ซึ่งจะเกิดประสิทธิภาพกว่าการมใช้มาตรการทางกฎหมาย เช่น การติดประกาศชื่อร้านที่จำหน่ายบุหรี่ให้แก่นักเรียนในบอร์ดโรงเรียนอาจใช้ข้อความว่า “ ร้านค้าที่ไม่ให้ความร่วมมือในโครงการโรงเรียนปลอดควันบุหรี่”  โดยให้นักเรียนที่เป็นอาสาสมัครในโรงเรียนเป็นผู้ดำเนินการ ทั้งนี้ควรให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ในการดำเนินการ

     8.5 ขอความสนับสนุนจากครอบครัวของนักเรียนในการเฝ้าระวังไม่ให้นักเรียนสูบบุหรี่ที่บ้าน หรือ แอบสูบที่อื่น โดยการใช้แบบสอบถาม หรือ สัมภาษณ์ผู้ปกครองนักเรียน หากพบนักเรียนเป็นผู้สูบบุหรี่จะได้ให้การช่วยเหลือให้เลิกสูบได้ทันท่วงที

 9. เอกสารอ้างอิง

กรองจิต  วาทีสาธกกิจ. (2549). พยาบาลกับบุหรี่. โรงพิมพ์พิมพ์ดี. กรุงเทพฯ.

บัญชา แสงหิรัญ ศรีศักดิ์ จามรมาน และ นภดล กรรณิกา (2548). การสูบบุหรี่ของนักเรียน นักศึกษา และพฤติกรรมปัญหาที่เกี่ยวข้อง : กรณีศึกษานักเรียน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงระดับปริญญาตรี จาก 25 จังหวัด.

ปราชญ์  บุณยวงศ์วิโรจน์ และคณะ .( 2547). การศึกษาปัจจัยทางจิตสังคม และจิตลักษณะกับ

พฤติกรรมการใช้สารเสพติดของนักเรียนอาชีวศึกษา จังหวัดอุดรธานี. โรงพิมพ์

พระธรรมขันต์.ขอนแก่น.

ประกิต วาทีสาธกกิจ . (2549 ). วัยรุ่นสูบบุหรี่ : ปัญหาและแนวทางแก้ไข. มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่.   กรุงเทพมหานคร.

ผ่องศรี  ศรีมรกต. (2550). การบำบัดเพื่อช่วยให้เลิกบุหรี่. เอ็น พี ปริ๊นซ์ ลิมิตเต็ด

พาร์ทเนอร์ชิพ. กรุงเทพฯ.

วันชัย วัฒนศัพท์ และ คณะ. (2540 ).   การสำรวจพฤติกรรมการรับประทานอาหาร การสูบบุหรี่

การดื่มสุรา การเคี้ยวหมาก ของประชากรในจังหวัดขอนแก่น . คณะแพท์ศาสตร์

มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สุวรรณี  แสงอาทิตย์. ( 2550 ). ปัจจัยทำนายพฤติกรรมเสี่ยงสารเสพติดในวัยรุ่น . วิทยานิพนธ์

พยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

สัมพันธ์ พันธ์พฤกษ์ (2539). สถิติประยุกต์เพื่อการวิจัย. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

Botvin, G.J., et al. 1994. Prediators of cigarette Smoking among Iner-City

Minority Yount. Journal consult clinic psychology. 15(2) : 67 – 73

Curry, S. et al. 1991. Evaluation of intrinsic motivations with a Self – Help

quit smoking cessation program. Journal consult clinic psychology.

59 : 318 – 340

Icek Ajzen and Martin Fishbein. Understanding Attitudes and Predicting Social

Behavior. Prentice-Hall,Inc. USA,1980.

Orleans, C., et al. 1991. Self – Help quit smoking. Journal consult clinic psychology.

          59(2) : 439 - 480

Prederick L Coolidge , Statistics : A Gentle Introduction , Second Edition , SAGE

            Publications,Thousand Oaks London , 2006.

Schommer JC, Kucukarslan SN. Measuring patient satisfaction with pharmaceutical

services. Am J Health-Syst Pharm 1997; 54(1): 2721-32

World Health Organization . (2007). Tobacco Free Initiative (TFI). WHO Document

            Production Services, Geneva, Switzerland.

World Health Organization. (2005). WHO FRAMEWORK CONVENTION

            ON TOBACCO CONTROL . repint 3 . WHO Document Production Services,

Geneva, Switzerland.