ปลายปี ๒๕๕๒ ผมมีอาการปวดในกระบอกตา โดยเฉพาะตาขวา และตามัว ไปตัดแว่นใหม่หลายครั้งก็ยังมัวเหมือนเดิม จึงไปโรงพยาบาลเพื่อพบจักษุแพทย์
 
จักษุแพทย์วัดความดันตาและส่องกล้องดูเข้าไปลูกตาผมแล้วบอกว่าความดันตาขวาสูงกว่าค่าปกติมาก ส่วนตาซ้ายสูงกว่าเล็กน้อย ให้ผมไปตรวจลานสายตา (บริเวณที่ตาสามารถมองเห็น) ที่อีกโรงพยาบาลหนึ่งที่ใหญ่กว่าและมีเครื่องมือครบครันกว่า
 
ผลที่เครื่องตรวจลานสายตาพิมพ์เป็นรายงานออกมา คือ ตาขวาผมเสียลานสายตาไปแล้ว ๕๐% (นี่คือเหตุของตามัว)
ส่วนตาซ้ายเสียไปประมาณ ๑๐% (เรียกว่าข้างซ้ายยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ถ้าไม่ตรวจก็ไม่รู้ บางคนจึงเรียกโรคต้อหินว่า โรคขโมยสายตา เพราะค่อยๆ เสื่อมอย่างช้าๆ โดยเราไม่ทันรู้ตัว อย่างเช่นตาขวา ที่กว่าจะรู้ตัวก็เสื่อมไปมากแล้ว)
 
โดยสรุปก็คือเป็นต้อหินจากการที่ประสาทตาถูกทำลายอย่างช้าๆ มาอย่างต่อเนื่องโดยผมไม่รู้ตัว
หากไม่รักษา โรคจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งตาบอดในที่สุด
 
หมอให้ผมหยอดตาตัวหนึ่งเช้าเย็นแล้วไปตรวจเป็นระยะๆ ก็ไม่ดีขึ้นเท่าไร ความดันตายังสูง จึงให้ยาหยอดตาเพิ่มขึ้นเป็นสองชนิด
ก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควรตามความเห็นของหมอ จึงให้ยากินด้วยอีกตัว แต่ผมแพ้ยากิน หมอให้หยุดยากิน แต่ให้เพิ่มยาหยอดขึ้นอีกชนิดหนึ่ง รวมเป็น ๓ ฃนิด บางชนิดหยอดวันละครั้ง บางชนิดหยอดวันละ ๒ ครั้ง บางชนิดหยอดวันละ ๓ ครั้ง แล้วมาตรวจความดันตา และส่องกล้องดูภายในลูกตาเป็นระยะๆ หมอบอกว่าหากไม่ดีขึ้นก็ต้องผ่า แต่ท่านบอกว่า การผ่าตานั้นก็มีความเสี่ยงอยู่ด้วยนะ
 
หลังหยอดตาทุกครั้ง ตาผมจะแดง บางครั้งตาก็อักเสบ ตาผมจึงแดงๆ อยู่ทั้งวัน นอกจากนี้ รู้สึกว่าขนตาจะยาวขึ้น รอบๆ ขอบตาสีก็คล้ำขึ้น
 
ผมเริ่มทนกับวิธีการรักษาแบบนี้ไม่ไหว ขณะเดียวกันก็ไม่อยากผ่าตัดตาด้วย เลยค้นหาทางเลือกในการรักษาวิธีอื่นๆ จากในเว็บไซต์ เจอเว็บไซต์หนึ่งมีข้อเขียนของผู้ป่วยด้วยโรคจอประสาทตาคนหนึ่ง ว่าไปรักษากับ นพ.สมเกียรติ จักษุแพทย์ รพ.เอกชน แห่งหนึ่ง โดยวิธีการนวดตา
 
ผมจึงไปหาหมอสมเกียรติตั้งแต่ต้นปี ๒๕๕๓ ท่านวัดความดันตา ขยายม่านตาแล้วส่องกล้องดูจอประสาทตาผม แล้วก็สอนวิธีนวดตารักษาต้อหินให้ โดยนวดวันละ ๖ ครั้ง ห่างกันครั้งละ ๓ ชั่วโมง นวดครั้งหนึ่ง ๒ นาทีครึ่ง โดยยังคงหยอดตาที่หมอคนเก่าให้หยอดต่อไปควบคู่ไปด้วย แล้วก็ไปตรวจเป็นระยะๆ  
 
ปรากฏว่านวดแล้วความดันตาลดลงเรื่อยๆ การมองเห็นก็ดีขึ้นด้วย คือปิดตาซ้ายแล้วมองด้วยตาขวาข้างเดียวภาพก็ใสขึ้น หมอสมเกียรติอธิบายว่า ในบางคน ประสาทตาที่ยังไม่ตายสนิท แต่ป้อแป้อยู่ การนวดทำให้การไหลเวียนเลือดในลูกตาดีขึ้น เซลล์ประสาทตาที่ป้อแป้อยู่ ที่ยังไม่ตายสนิทฟื้นขึ้นมาแข็งแรงได้ใหม่ (ส่วนที่ตายสนิทแล้วไม่ฟื้น แล้วร่างกายเรามีกระบวนการขจัดเซลล์ที่ตายออกไป) นอกจากนี้ การนวดยังทำให้เซลล์ประสาทตาแข็งแรงขึ้นด้วย
 
เมื่อตาผมดีขึ้นเช่นนี้ หมอสมเกียรติจึงค่อยๆ ให้ลดยาที่หมอคนเก่าให้หยอดลงทีละตัว จาก ๓ เหลือ ๒ จาก ๒ เหลือ ๑ จนกระทั่งในที่สุด ยกเลิกยาทั้ง ๓ ตัวนั้น เปลี่ยนมาใช้อีกตัวหนึ่งที่ราคาถูกมาก (หลอดละประมาณ ๑๑๐ บาท) พร้อมกับให้นวดตาต่อไป โดยท่านบอกว่า หากความดันตาลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติอยู่ตัวแล้ว ก็สามารถถอนยาหยอดตาตัวนี้ออก เหลือแต่นวดอย่างเดียว จากนั้นไปรับการตรวจปีละครั้งหรือ ๒ ครั้ง ก็พอ
 
ผมถูกใจวิธีการรักษาแบบนี้ เพราะ
๑.ไม่ต้องผ่าตัด ที่อย่างไรเสียก็มีความเสี่ยง และไม่มีหลักประกันว่าผ่าครั้งเดียวจะต้องผ่านอีกหรือเปล่า (เท่าที่ค้นข้อจากหลายแหล่งพบว่าส่วนใหญ่ผ่าแล้วต้องผ่าอีก และพบว่าจบด้วยตาบอดก็มี)
๒.เป็นวิธีการให้ผู้ป่วยรักษาตนเอง
๓.เมื่อดีขึ้นแล้วก็ไม่ต้องพึ่งหมอมาก (พึ่งตนเองเป็นหลัก นานๆ จึงไปตรวจครั้งหนึ่ง) ต่างกับการรักษาโดยการหยอดตาตลอดชีวิตและต้องพี่งหมอตลอดชีวิต (หรือเมื่อตาบอดก็ไม่ต้องพึ่งอีก)
 
สัปดาห์นี้มีข่าวเรื่องหมอสมเกียรติในหน้าหนังสือพิมพ์ มีการวิพากษ์วิจารณ์จากจักษุแพทย์หลายคน
 
ผมตัดสินใจสนับสนุนหมอสมเกียรติ เพราะมีประสบการณ์ตรงมาด้วยตนเองว่า รักษาด้วยวิธีนวดตามาปีกว่าแล้วได้ผลดีกับตนเอง ไม่ปวดกระบอกตาอีกเลย และรู้สึกมองเห็นดีขึ้น(หายมัว) ช่วยหยุด(หรือชะลอ)ไม่ให้โรคต้อหินของผมดำเนินต่อไป (ประสาทตาที่เสียไปแล้วก็เสียไป) ทุกวันนี้ ผมกลับมาขับรถได้อีกด้วยความมั่นใจ ฯลฯ
 
เมื่อวันจันทร์ที่ ๒๑ ก.พ.๕๔ ผมตัดสินใจไปออกทีวีช่อง ๙ ร่วมกับหมอสมเกียรติ รายการ บอกเก้าเล่าสิบ-นวดตารักษาต้อหิน 
 
ดูเทปบันทึกรายการในยูทิวบ์ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=J_6Tl9f6DWA&feature=related
สุรเชษฐ เวชชพิทักษ์
๒๓ ก.พ.๕๔