วันที่ ๖ เมษายน ของทุก ๆ ปี  นอกจากจะเป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องสถาบันพระมหากษัตริย์แล้ว ยังเป็นวันที่เด็กชายคนหนึ่งลืมตามาดูโลกคุณพ่อตั้งชื่อให้ลูกว่า  ยศพล  ส่วนฉันผู้เป็นแม่ตั้งชื่อสั้น ๆ ว่า "ภูมิ" (พูม)  เพราะต้องการเตือนสติลูกว่า เรามาจาก "ดิน"  ส่วน "ต้นน้ำ" คือชื่อที่ลูกใช้เป็นนามแฝงนโลกอินเทอร์เน็ต จากสภาพครอบครัว ที่เริ่มจุดร้าวตั้งแต่ภูมิยังอยู่ในครรภ์ ทำให้ "ภูมิ" ต้องกลับไปลืมตาดูโลกที่บ้านเกิดของตัวเอง นั่นคือ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (มอ.) จังหวัดสงขลา  และได้รับการเลี้ยงดูจากคุณตาคุณยาย จนกระทั่งอายุ ๓ ขวบ

        เด็กชายธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เติบโตขึ้นมา จากการเลี้ยงดูของแม่ แม่ที่มีความกังวลตลอดเวลาว่า จะเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีได้อย่างไร  หลายครั้งที่ลูกแสดงอาการก้าวร้าว  โมโหง่าย  ขี้หงุดหงิด  แต่ฉันก็พยายามคิดว่า สิ่งเหล่านี้อาจเกิดจาก ความผิดพลาดของฉันขณะที่เขาอยู่ในครรภ์  เพราะฉันไม่ดูแลจิตของตัวเองให้ดี  ฉันพ่ายแพ้ต่อแรงกดดันภายนอกมากไป คิดถึงคนอื่นมากกว่าความสมบูรณ์ของลูกที่อยู่ในครรภ์  ถึงแม้ฉันจะดิ้นรนอุ้มท้องโย้ ๆ ไปปิดทองฝังลูกนิมิตวัดต่าง ๆ ทั้งในจังหวัดประจวบฯ และในจังหวัดเพชรบุรี จนครบ ๙ วัด  แต่ก็ไม่ได้ทำให้จิตแข็งแกร่งพอที่จะส่งผลถึงลูกในครรภ์ได้ 

        ณ วันนี้ ๑๓ ปีผ่านไป ขณะนี้ภูมิเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓  ภูมิ คือเด็กชายที่สร้างความภูมิใจให้กับแม่  ถึงแม้ลูกจะเรียนไม่เก่งในหลักสูตรที่ถูกบังคับให้เรียน  แต่ลูกก็เก่งใน "หลักสูตรชีวิต"  สามารถทำสิ่งต่าง ๆ นอกหลักสูตรได้อย่างสมวัย ไม่ว่าจะเป็นด้าน ไฟฟ้า  ประปา  จักรยานยนต์ กีฬาบาสเกตบอล  เล่นกีตาร์  ร้องเพลง  เต้นบีบอย วาดภาพ เริ่มขับรถยนต์ให้แม่นั่ง   โดยเฉพาะด้านคอมพิวเตอร์ "ภูมิ"มีเว็บไซต์เป็นของตนเองคือ

 http://www.virus-dee.com/ เป็นสถานีเพลงสำหรับเด็กวัยรุ่น ฝึกจัดรายการเพลง แบบดีเจที่จัดรายการวิทยุ มีดีเจร่วมทีมด้วย ๕ คน หมุนเวียนกันจัดรายการ  ฉันเคยแอบฟังลูกเวลาเขาจัดรายการหน้าคอมฯ เขาก็พูดได้ดี  รู้จักนำเรื่องราวที่เป็นข้อคิดมาพูด  หากวันใดเป็นวันสำคัญ เขาก็จะพูดถึงวันสำคัญนั้น เช่นการเตือนภัยเรื่อง คลื่นสินามิ 

          นอกจากนี้ภูมิยังสร้างและดูแลเว็บไซต์ให้โรงเรียนของคุณพ่อ ความสามารถของลูกทำให้ "พ่อ" หันกลับมาทำหน้าที่และแสดงบทบาทของความเป็น "พ่อ" มากขึ้น ดูแลครอบครัวมากขึ้น เพราะมีเรื่องให้พูดคุยกันมากขึ้น เมือ่พ่อมาเยี่ยมลูกครั้งคราใด ก็มักจะนั่งหน้าคอม อัพเว็บไซต์ ใส่ภาพบ้าง ใส่เสียงเพลงประจำโรงเรียนบ้าง ทำให้พ่อลูกผูกพันกันมากขึ้น 

         ภูมิสามารถแก้ปัญหาทุกอย่างในบ้านได้  ดูแลแม่ และน้องยามเจ็บป่วย  ดูแลแม้แต่การแต่งกายของแม่ยามต้องออกไปร่วมงานเลี้ยง  หรือไปเที่ยว รูดซิปหลังให้แม่ยามที่แม่ใส่ชุดแซ็ก

        ใครบอกว่าไม่ใช่แฟนทำแทนไม่ได้  สำหรับภูมิแล้วเขาทำได้ รวมทั้งการคอยเตือนแม่ในเรื่องต่าง ๆ "แม่!! ชุดนี้ไม่สวยเลยใส่แล้วอ้วน   แม่!! ใส่ชุดนี้ดีกว่านะ" แม่!!  จ่ายค่ำไฟฟ้าแล้วยัง แม่!! จ่ายค่าเน็ตแล้วยัง (อันนี้สงสัยกลัวอดเล่นเน็ต) แ !!ปิดเตาแก๊สแล้วยัง  แม่!! ดอกไม้หน้าพระเหี่ยวแล้วนะ แม่!! รถต้องถ่ายน้ำมันเครื่องแล้วนะ โซ่หย่อนแล้วนะ และ อีกจิปาถะ  

  

      ๑๒ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา "ภูมิ" บอกรักแม่ด้วยเกียรติบัตรจากโรงเรียน มอบให้ในวัน "ครอบครัวอรุณ" คือ เกียรติบัตร

          "นักเรียนผู้มีความประพฤติดี" 

เป็นที่ชื่นชมของคุณครูหลาย ๆ ท่าน แม้ลูกจะไม่โดดเด่นด้านวิชาการ  แต่ลูกคือผู้นำในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ของโรงเรียน เป็นที่รักของคุณครูและเพื่อน ๆ ทุกคน เกียรติบัตรใบนี้ถือเป็นเกียรติบัตรที่สร้างความภาคภูมิใจให้กับแม่ แม้แต่คนเป็นพ่อก็ "ปลื้มใจ"รีบบินตรงมารับลูกเดินทางไปรับเกียรติบัตรด้วยตนเอง

 

        "แม่ครับ...ลูกอยากไปเรียต่อที่อินเดีย ถ้าลูกสอบชิงทุนไม่ได้แม่จะส่งลูกไปเรียนได้มั้ย"

        ฉันแปลกใจกับคำถามของลูกมาก เพราะลูกเคยเล่าให้ฟังเสมอว่า เพื่อน ๆ หลายคนไปเรียนต่อเมืองนอก เช่น อเมริกา ญี่ปุ่น  ออสเตรเลีย  แต่ลูกฉันมาแปลก  อยากไปเรียนต่อที่อินเดีย ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเรื่องการไปเรียนต่อเมืองนอกไม่เคยอยู่ในความรู้สึกนึกคิดของฉันเลย

        "แม่รู้มั้ย คนอินเดียหน่ะ เค้าเก่งคอมพิวเตอร์ที่สุดเลยนะแม่""ลูกชอบทางด้านนี้ และลูกก็จะเรียนต่อสายนี้" ลูกอธิบาย  ฉันก็ยังงง ๆ อยู่ดี

       "ลูกจะไปอยู่ได้เหรอ ลูกรู้เหรอว่าอินเดียหน่ะเขาอยู่กันอย่างไร สภาพประเทศเค้าเป็นอย่างไร"

       "โธ่แม่  ถ้าเราไปเรียนเราก็ต้องเรียนมหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ก็ต้องอยู่ในเมือง ไม่กันดารหรอกแม่"

       "เอาเถอะ ลูก  ค่อย ๆ คิดก็แล้วกัน  เหลือเวลาอีกตั้ง ๓ ปี ลูกต้องเรียนให้จบที่นี่ก่อน ถึงเวลานั้น ลูกอาจเปลี่ยนใจก็ได้"

      "แต่ลูกจะพยายามสอบชิงทุนให้ได้ ถึงเวลานั้น แม่ก็จะได้ไปเที่ยวอินเดีย ที่แม่อยากไปไง"ประโยคหลังนั้น ลูกพูด เพราะคงจำได้ว่า ฉันเคยตั้งใจจะเดินทางไปกราบพระ ที่อินเดียกับทัวร์ธรรมะคณะหนึ่ง แต่ก็มีเหตุบังเอิญให้มิอาจไปได้  แต่ใจก็ยังตั้งใจว่าจะไปให้ได้ไม่วันใดก็วันหนึ่ง

     

         ๒๕ กุมภาพันธ์ นี้  "ภูมิ" จะต้องเดินทางไปเรียนต่อในระดับมัธยมปลายที่จังหวัดสงขลา ฉันรู้สึกเหงาจับใจล่วงหน้า ใจหนึงก็ไม่อยากให้ลูกไป แต่ต้องตัดใจเพื่ออนาคตของลูก และลูกก็เป็นคนเลือกเองว่าจะกลับไปเรียนที่บ้านเกิด  แม้ฉันจะบอกว่าถ้าลูกไม่อยากเรียนที่โรงเรียนเดิมก็ไปเรียนที่อื่น พร้อมทั้งเสนอชื่อโรงเรียนทั้งในกรุงเทพฯ เพชรบุรี นครปฐม แต่ลูกก็ไม่ยอมเปลี่ยนใจ และยืนกรานว่า

       "ลูกไม่ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯแน่ ลูกไม่ชอบ อยากกลับไปเรียนที่หาดใหญ่ ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ลูกจะไปตั้งแผงขายของที่ถนนคนเดิน จะได้เก็บเงินไว้เยอะ ๆ เผื่อสอบชิงทุนไม่ได้"ลูกยังคงพูดด้วยอารมณ์ดี

       ฉันมิอาจเดินทางไปส่งลูกที่หาดใหญ่ได้ เนื่องจากมิอาจทิ้งภารกิจการงานไปได้ และมิอาจทิ้งหรือนำน้องต้นกล้าไปด้วยได้ ลูกจึงเต็มใจที่จะเดินทางตามลำพัง 

       นับเป็นการเดินทางครั้งแรก หากไม่นับการเดินทางที่ลูกเดินทางไปเที่ยวดรีมเวิลด์ ซึ่งตอนนั้นลูกยังเรียนแค่ชั้นประถมสี่ และต้องดูแลน้องชั้นประถมหนึ่งด้วย ฉันจึงมั่นใจว่า ลูกจะต้องเดินทางคนเดียวได้แน่นอน แม้จะหวั่นไหวอย่างไร ก็มิอาจแสดงออกให้ลูกเห็นได้ กลัวจะเป็นการลดความมั่นใจในตัวเองของลูก

       วันนี้เห็นลูกจัดกระเป๋าเดินทาง นอกจากกระเป๋าเดินทางเพียง ๑ ใบแล้วลูกเตรียมสิ่งของที่จะนำไป เพียง 2 ชิ้น คือ กีตาร์  และ โน้ตบุ๊ค  ฉันรู้สึกใจหายพิกล ก็เราไม่เคยจากกันเลยนี่นา 

        แม่ขออวยพรให้ลูกเดินทางด้วยความปลอดภัยแม่เชื่อว่าลูกดูแลตัวเองได้  และเชื่อเหลือเกินว่าลูกจะต้องทำได้และสมหวังในสิ่งที่ลูกหวังอย่างแน่นอน "เชื่อใจลูก" นะ