นักปฏิบัติควรบริโภคอาหารวันละ ๑ หรือ ๒ ครั้ง
เป็นอาหารที่วิรัติจากการเบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง
บริโภคโดยการสำรวมคือนำอาหารทุกอย่างใส่ภาชนะเดียวกัน
คลุกเคล้าให้เข้ากันเพื่อทำลายรสจำเพาะที่พอใจ หรือไม่พอใจ
ใครจะผสมน้ำเพื่อให้รสเจือจางลงด้วยก็ได้ *
อาหารที่ไม่เบียดเบียน ไม่สั่งฆ่า ไม่มีส่วนในกรฆ่า
คือวัตรปฏิบัติที่เคร่งครัดของนักปฏิบัติธรรม
พึงสังวรไว้ว่า เรากำลังจะตัดกรรมตัดเวร
ที่ได้เบียดเบียนปวงสัตว์น้อยใหญ่มาเป็นเวลานาน
จนต้องชดใช้กรรมกันอยู่
*ดังนั้นต่อไปนี้จงตั้งปณิธานให้แน่วแน่ว่า
เราจะไม่ทำลายชีวิตสัตว์ แม้แมลงตัวน้อยให้ล่วงไป
เราจะไม่เบียดเบียนชีวิตใดใด
และใครฆ่าสัตว์เพื่อเอาเนื้อมาให้เราเป็นเฉพาะ
เราก็จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์นั้น *
ญาติโยมที่จะถวายภัตตาหารแก่สงฆ์
ก็พึงถวายแต่หารที่เว้นจากการเบียดเบียนเท่านั้น
เพราะการฆ่าสัตว์ถวายเนื้อแก่สงฆ์เป็นบาปใหญ่
ดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ในชีวกสูตรไว้ว่า
“ผู้ฆ่าสัตว์อุทิศพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต
ย่อมประสบสิ่งมิใช่บุญเป็นอันมากโดยฐานะ”
คือ
*๑. ข้อที่กล่าวว่า จงไปสัตว์ตัวโน้นมา
สัตว์นั้นถูกลากคอมา ย่อมเสวยทุกข์โทมนัส
๒. ข้อที่กล่าววาจาฆ่าสัตว์ตัวนี้
เมื่อสัตว์ถูกฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส
๓. คนย่อมรุกรานพระตถาคต และสาวกแห่งพระตถาคต
ด้วยเรื่องเนื้อสัตว์อันไม่สมควร*
*การบริโภคอาหารตามปฏิปทานี้
เป็นการเกื้อกูลแก่กรรมฐานโดยตรง *
ด้วยการบริโภคปริมาณน้อย
ทำให้ให้เกิดกามราคะ ทำให้ไม่เกิดถีนมีทธะ
การบริโภคอาหารที่ไม่เบียดเบียน
ทำให้ไม่เกิดกำหนัดราคะ
ทำให้ไม่เกิดบ่วงเวรกับสัตว์ทั้งปวง
ทำให้เมตตาเจริญเป็นต้น
*แต่หากใครยังรู้สึกว่าปฏิบัติได้ยาก
ด้วยมีความอยากในรสอาหาร
หรือปรารถนาปริมาณมากๆ ก็พึงลงอดอาหารดู*
ธรรมกับอาหารการกิน
บริโภคให้ปราศจากการเบียดเบียน
กินดีมีสุขนะค่ะ คุณครูชนภัทร