บันทึก สรส. หนุน KM ท้องถิ่น : 2. อบต. ท่าข้าม อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา (2)
ต่อจากตอนที่ 1 <p> ช่วงบ่ายเข้ามาคุยกันต่อว่ารู้สึกอะไร มีคำถามอะไร หรือฟังเมื่อเช้าแล้วมีความเห็นอย่างไร แต่ละคน ได้สะท้อนออกมาอย่างน่าสนใจ เพราะออกมาจากความคิด จากใจตัวเองจริงๆ </p><p>
ความรู้และความรู้สึกที่เกิดจากการดูหนัง ได้ฟังเสียงสะท้อนว่าภาพยนตร์ช่วยจุดประกายให้ได้มาก อยากเห็นผู้นำเป็นเหมือนครูใหญ่หลายๆคน เห็นได้ชัดว่าการทำงานชุมชนสิ่งที่ได้รับไม่ใช่เงินทอง แต่เป็นความสบายใจ วิธีการทำงานของครูใหญ่ที่เริ่มงานพัฒนาจากเด็ก จะรู้สึกว่าง่ายและได้ผล แต่หันมามองการศึกษาของบ้านเรา พบว่าการเรียนการสอนไม่ได้สร้างอาชีพให้ชุมชน แต่สร้างอาชีพให้นักวิชาการ น่าจะถอดรูปแบบจากการนำเสนอแนวคิดของอาจารย์ทรงพล แล้วเอาไปขยายผลกับชาวบ้านโดยเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารทำความเข้าใจ ที่สำคัญต้องสร้างคนของเราให้เข้าใจเจตนาที่เราต้องการก่อน แล้วค่อยขยายออกไปสู่คนนอก อบต.</p><p>
ความคิดเชื่อมโยงสู่ อบต.ที่เกิดขึ้น อ.กาจได้สะท้อนว่าเมืองไทยคือเมืองไทย แผนใหม่เข้ามาก็ทิ้งแผนเก่า ไม่ต่อเนื่อง ทำงานครูมา ๓๐ ปี พบว่าทำงานตามวัตถุประสงค์ของต้นสังกัด ไม่ใช่ตอบสนองชุมชน เหมือนกับว่าขณะนี้เราพยายาม “ติดตา” ใหม่ให้กับต้นไม้ มิใช่ตัดรากถอนโคนต้นเดิม แล้วปลูกต้นใหม่ </p><p>
อ.กาจ ได้ร่วมสะท้อนในฐานะฝ่ายชุมชนว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นการจัดการร่วมกันระหว่างภาครัฐและชุมชน วิธีการจัดการก็คงแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันชาวบ้านเมื่อมาเป็นสมาชิกอบต.เป็นต้น จะกลายเป็นข้าราชการทันที (ถูกราชการดูดกลืน) แต่แท้ที่จริงเขาต้องเป็นของชุมชนด้วย</p><p>
คน อบต.ต้องทำเพื่อตัวเองด้วย เพื่อชุมชนด้วย (เราได้ ชุมชนได้) หากที่นี่เหมือนบ้าน เราควรดูว่ามีส่วนตัวเท่าใด และทำงานส่วนรวมเท่าใด เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจกับคนในครอบครัวให้ได้ ให้เขาไว้เนื้อเชื่อใจ ไม่เละเทะ ทำอย่างไรให้พัฒนาตัวเองและพัฒนาองค์กรไปด้วยกัน มีตัวชี้วัด เช่น ทำแล้วสนุก (ได้กับตัวเอง) และทำแล้วเห็นงาน (ให้กับองค์กร) และทำแล้วเกิดความสัมพันธ์ระหว่างอบต.และชุมชน และค้นหาขีดความสามารถหลักของท่าข้าม เช่น ทำหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่ ขุด ถม และสร้าง </p><p>
นอกจากนี้อ.กาจ เป็นห่วงเทคนิคการนำสู่ปฏิบัติ ประสบการณ์ที่ผ่านมาได้ใช้การบันทึก จึงอยากแนะนำตั้งแต่บันทึกงานที่ตัวเองต้องทำทั้งฝ่ายคุณกิจ (คนทำงานระดับล่าง) คุณอำนวย (หัวหน้าส่วนงาน) และคุณเอื้อ (ผู้บริหารองค์กร) เพื่อเจ้าตัวจะได้ดูความสำเร็จและนำไปใช้ต่อ หรือสิ่งไหนไม่สำเร็จก็จะได้เรียนรู้ เอาบันทึกหลักฐานเหล่านี้มาเป็นข้อมูลประเมินการให้รางวัลแต่ละคน รวมทั้งได้ทิ้งข้อคิดว่า การทำงานพัฒนาเป็นการทำงานเชิงรุก มีทั้งคนชอบและไม่ชอบ ได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เจ้าหน้าที่ประจำอบต.เป็นส่วนสำคัญในการประชาสัมพันธ์ อบต.</p><p> พี่ๆน้องซึ่งเป็นเจ้าของ อบต.ก็ได้เสริมต่อว่า เราคือเราเป็น อบต.ที่มีกำลังแค่นี้ จะทำองค์รวมภาพใหญ่เลยคงยาก การทำงานของเราแยก ๒ ส่วน ๆ แรกทำตามหลักปฏิบัติราชการ อีกส่วนหนึ่งทำเพื่อชุมชน การศึกษาที่ผ่านมาทำเฉพาะส่วนแรก นักเรียนยิ่งเรียนสูง ยิ่งเอาเปรียบเพื่อน </p><p> อบต.มีกำลังคน ๓๐ คน น่าจะวางแผนทำอะไรกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม อบต.มีอิสระในการทำงานมากกว่าโรงเรียน มีอิสระในการสร้างคนใหม่ สร้างงานใหม่ได้ มือเรามี ๕ นิ้ว ยังไม่เสมอกัน การทำงานก็ต้องปรับและพัฒนาเข้าหากัน ทีมในอบต.ที่คุยกันอยู่นี้เปรียบเหมือนผู้เล่นในทีมฟุตบอลโลก มีทั้งคนที่เล่นมาหลายปี มีสูตรมีวิธีการเล่นที่เกิดจากการ “เจนสนาม” แต่ฟุตบอลโลกมีการซื้อตัวกัน ตรงกันข้ามพวกเรายินดีถ่ายเทเทคนิคความรู้ให้แก่กัน ดูๆแล้วหลายคนอาจอยากจะขยับ แต่ดูคนอื่นไม่ขยับ เขาอาจจะรู้สึกเขิน หากทั้งองค์กรขยับไปด้วยกันก็จะมีพลัง</p><p>
หลายคนได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น สิ่งที่อยู่ในใจ และยึดถือในการทำงานออกมาให้เราได้รับทราบ เช่น ข้าราชการมีหลายแบบ เช่น ข้าราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น เราจะเอาแนวคิดและยึดติดภาพของราชการส่วนกลางในขณะที่เราเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ส่วนท้องถิ่นควรทำงานเชิงรุกมากขึ้น ไม่เอาระเบียบส่วนกลางมาใช้ เราทำเพื่อชุมชน ไม่ใช่เพื่อนายกฯ งานบริการต้องออกใบเสร็จ ๓ สำเนา ทำให้เสียเวลามาก ทำไมไม่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ เพราะติดที่ระเบียบ การเข้ามาสู่ระบบราชการทำให้เกิดความคิดจำยอม และสมยอมของข้าราชการ แต่ปัจจุบันเริ่มมีข้าราชการทลายกรอบ แต่อยู่ในกรอบที่ปกป้องตัวเองได้ เราไม่ควรมีความคิดว่า “เมืองไทยทำไม่ได้หรอก”
</p><p> มีช่วงหนึ่งที่เกิดเสียงสะท้อนขึ้นในวงคุยถึงสถานการณ์ปัจจุบันของ อบต.ว่า หากดังแล้วมีคนมาดูงานเยอะจนไม่มีเวลาทำงาน ก็จะเจ๊ง ฟังแล้วน่าจะมีวิธีการดูงานที่ไม่รบกวนการทำงานของ อบต. คือการสังเกตวิถีการทำงานขององค์กร แล้วค่อยหาโอกาสคุยเป็นบางช่วง เช่น ตอนทานข้าว เป็นต้น</p><p> บ้านหลังที่ ๒ อยากจะเห็นเป็นอย่างไร เนื่องจากการพูดคุยได้เริ่มเข้ามาสู่เรื่อง “บรรยากาศการทำงานของ อบต.” โดยท่านปลัดได้สะท้อนว่า ทีมข้าราชการประจำของท่าข้าม ส่วนมากอยู่นาน ไม่ยอมย้ายไปไหน เพราะเป็นบ้านที่อบอุ่น โดยมีค่านิยมของบ้านคือการ “ประหยัด” </p><p>
ฝ่ายการศึกษาได้สะท้อนว่าใช้คำว่า “บ้านที่ ๒” ทุกคนรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์มากกว่า การเข้ามาทำงานในอบต.ซึ่งเป็นหน่วยงานปราบเซียน ต้องเผชิญกับคนในชุมชนหลากหลาย ทั้งแนวคิด อารมณ์ ความรู้ “ความมั่นคงทางจิตใจ” มีความสำคัญกับการทำงาน ที่บ้านดี ที่ทำงานดี จะทำให้เรามีกำลังใจทำงานมากขึ้น คงจะประมาณไม่ได้ว่าจะทำให้ดีได้มากขึ้นแค่ไหน ท่าข้ามคงจะไปอีกไกล ไม่มีใครเข้าใจเรามากกว่าคนทำงานกันเอง
</p><p> ส่วนฝ่ายโยธา บอกว่าสิ่งที่อยากเห็นคือ พวกเราเป็นมืออาชีพที่รักองค์กร มีเหตุมีผล เหมือนบริษัทมืออาชีพ แต่เราไม่ได้แข่งขันเพื่อเอาชนะคู่แข่งหรือทำกำไร แต่เราแข่งขันกันเพื่อชาวบ้าน
</p><p> สมาชิก อบต.บอกว่า อยากเห็น อบต.ที่พึงปรารถนา เป็น อบต.ในฝันที่สมาชิกมีความคิดไปข้างหน้า (วิสัยทัศน์) มิใช่ได้เป็นเพราะมีญาติพี่น้องเยอะ ให้ชุมชนรู้สึกว่าพึ่งได้ในเรื่องที่อยู่ในวิสัย ตัวเองก็กำลังเรียนอุดมศึกษาอยู่ หากไม่ได้เป็นสมาชิกอบต.คงไม่ไปเรียน ให้รู้สึกว่าเป็นอบต.ท่าข้ามไปที่ไหน เช่น มหาวิทยาลัยแล้วภูมิใจ ไม่อายใคร</p><p> จากที่ฟังทำให้เห็นว่า รูปแบบการประชุมเจ้าหน้าที่ของ อบต.ก็ใช้ การประชุมอย่างสร้างสรรค์เช่น มีการเตรียมก่อน (จัดการความรู้ก่อนทำ) นายกฯ เตรียมกระบวนการประชุม ผู้เข้าร่วมเตรียมประเด็นหรือเรื่องจะมาเล่าในการประชุม (ทุกคนเล่าความสำเร็จและความภาคภูมิใจในรอบเดือนและพัฒนาต่อไปอย่างไร แลกเปลี่ยนวิธีพัฒนางานกันและกัน) องค์กรแห่งการเรียนรู้สามารถเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ ที่เราทำอยู่แล้วเช่นประชุมประจำเดือน</p><p> สรุปสิ่งที่น่าจะทำต่อหลังจากการพูดคุย อาจารย์ทรงพลได้ฟังทุกท่านอย่างตั้งใจ และได้ประมวลสรุป ทำให้เห็นสิ่งที่น่าสนใจจะทำต่อ หลังจากการพูดคุยในครั้งนี้ เช่น</p><p>
• การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการเข้ามวยกับชุมชน เข้าทางไหนดีกว่า ทางเด็ก หรือผู้ใหญ่ แล้วแต่บริบทของแต่ละท้องถิ่น รวมถึงภาษา ท่าทางต่างๆด้วย ทุกกลุ่มองค์กร โดยธรรมชาติได้สร้างชุดภาษามาโดยไม่รู้ตัว </p><p>
• การสร้างเป้าหมายร่วม ให้รู้ว่า “เราจะไปไหนกันแน่” หากเป็นการขึ้นรถไปเที่ยว ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงต้องสร้างเป้าหมายร่วมให้เห็นคุณค่าด้วยตัวเขาเอง ทำอย่างให้เกิดกระบวนการสร้างเป้าหมายร่วมกัน บ้านหลังที่ ๒ ใช่ไหมคือชีวิตที่เราต้องการ </p><p>
• ความชัดเจนของตัวละคร มีเป้าหมายร่วมแล้วต้องมีกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ ตัวละครต้องชัดเพื่อแบ่งบทบาทหน้าที่กันชัดเจน ให้ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างไร</p><p>
• การตามต่อเรื่องบ้านหลังที่ ๒ โดยเริ่มที่ตัวเราเองและเริ่มที่อบต.ก่อนว่า “บ้านหลังที่ ๒ ที่พูดถึงกันนั้น ต้องถอดรหัสออกมาให้เห็นชัด” ในการพูดคุยครั้งต่อไปว่า อะไรเป็นตัวชี้วัดของบ้านหลังที่ ๒ ซึ่งเป็นคำที่แสดงถึงความมั่นคง การเริ่มจากเรื่องเล็ก ง่ายๆ ให้ความหมายให้ลึก เพราะเราทำงานมาก และยุ่ง จึงไม่ค่อยได้หันกลับมาให้คุณค่าและความหมายกัน เช่น
๑) ฝ่ายศึกษาน่าจะทำตัวชี้วัด “ความมั่นคงทางอาชีพ” รวมทั้ง “ความมั่นคงทางอารมณ์” ขึ้นมาด้วย
๒) สิ่งที่ฝ่ายโยธาอยากเห็นข้าราชการ “มืออาชีพ” นั้น มีความหมายที่ต้องอาศัยการพูดคุยเชิงลึกเพื่อให้ตกผลึก จะบอกได้อย่างไรว่าเราเป็นมืออาชีพ ทำงานเก่ง เป็นต้น
๓) “อบต.ดี อบต.มีศักดิ์ศรี” มีหน้าตาอย่างไร เราจะบ่มเพาะ เรียนรู้และสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไร
๔) ปรัชญาในการทำงานขององค์กร เช่น เราเป็นข้าราชการหรือข้าราษฎร ใครคือคนที่เราบริการ ปกครองท้องถิ่น นายอำเภอ นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาล คำเหล่านี้ เช่น “ข้าราชการท้องถิ่น” มีความหมายลึกซึ้งเป็นปรัชญาการทำงานของเราอย่างไร
</p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p><p> </p>