เมื่อวันที่ ๓ ก.พ. ๕๔ มีการประชุมหารืออย่างไม่เป็นทางการเรื่อง ปฏิรูประบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ที่ สกอ.
ผมเข้าร่วมประชุมด้วยในฐานะคนที่ไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย และได้ความรู้ว่า เวลานี้แต่ละปี มีการรับนักศึกษาเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ๑.๒ แสนคน เข้าโดยระบบสอบรวม ที่เรียกว่า admission ๔ หมื่น นอกนั้นเข้าโดยการสอบตรงโดยแต่ละมหาวิทยาลัย
การรับตรงก่อความเหลื่อมล้ำทางสังคม เด็กยากจนลำบาก ต่อการวิ่งรอกสอบ ค่าสอบเป็นรายวิชา ค่าสมัครสอบ ๑๐๐๐ เศษๆ ต่อหลักสูตร ส่อเค้าเป้าหมายแฝงเพื่อหาเงิน มีการสละสิทธิ์มาก
เป้าหมายสำคัญที่สุดของการรับตรง ก็เพื่อแย่งชิงเด็กที่เรียนดี ตัวแปรสำคัญคือ timing ใครสอบก่อนได้ครีม ผูกไว้ ทำให้เกิด waste และ inefficiency ในการใช้ทรัพยากรของชาติด้านการศึกษา มีผู้กล่าวว่า คณะของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งรับเด็กเตรียมฯ ม. ๔ ให้ทุนเรียนถึง ป. เอก หากเกรดเข้าขั้น
เห็นพ้องกันว่าควรจัดให้มีหน่วยงานหรือกลไกจัดการกลาง (ไม่ใช่จัดสอบ) เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูล และประสานการเลือกซึ่งกันและกันระหว่างนักเรียนกับมหาวิทยาลัย การคัดเลือก นศ. เป็นหน้าที่และเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย แต่ก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของสังคมด้วย โดยประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ equity ในสังคมที่เกิดจากการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย
มีการพูดกันว่า เด็ก ม. ๖ ไม่รู้ศักยภาพของตน ขาด career guidance เฉพาะเด็กเก่ง หรือเด็กจากครอบครัวดีเท่านั้นที่รู้จักตนเอง และมีโอกาส สกอ. ต้องมีกลไกช่วยการตัดสินใจที่ฉลาดขึ้น
มีข้อเห็นพ้องว่า ควรแยกการสอบ, การสมัคร, และการเลือก ออกจากกัน ใช้แนวทางของอังกฤษ UCAS ทำหน้าที่ (๑) ช่วยให้ข้อมูล แก่เด็ก (๒) รับสมัคร แล้ว (๓) ประมวลส่งให้มหาวิทยาลัย ๕ แห่ง คัด มหาฯ แจ้งผลการคัดเลือกกลับที่ศูนย์ (๔) ศูนย์แจ้งเด็กว่า ๒ แห่งรับ นร. ต้องตัดสินใจเลือก รอบแรกยังมีที่เรียนว่าง ทำรอบ ๒ แก่เด็กที่ยังไม่มีที่เรียน วิธีนี้ มรภ. และ มทร. เกรงจะไม่มีเด็กเลือก
พูดกันว่าศูนย์รับสมัครนี้ ควรบริการฟรี ใช้เงินงบประมาณเรียนฟรี ๑๕ ปี เพื่อความเสมอภาค ความเป็นธรรม ลดค่าใช้จ่าย
ระบบรับสมัครใหม่นี้ต้องยืดหยุ่น เปิดช่องแก่กรณีพิเศษ เพื่อสร้างนักวิชาการระดับสูง หน่วยงานกลางที่จะตั้งขึ้นใหม่ต้องมีระบบข้อมูลเพื่อการเลือกมหาวิทยาลัย ให้ตรงความต้องการของตน ที่ช่วยทั้งเด็ก และช่วยมหาวิทยาลัย ข้อมูลที่สำคัญคือผลการสอบต่างๆ ที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนด โดยควรผลใช้การสอบที่มีอยู่แล้ว ไม่จัดสอบเพิ่มขึ้นอีก แต่ช่วยกันทำให้การสอบมีความตรงเป้า และน่าเชื่อถือมากขึ้น
มีการเน้นว่า การศึกษาต้องทำให้เด็กรู้จักตัวเอง นี่คือเป้าหมายพื้นฐานของการศึกษา นักเรียนต้องตัดสินใจอนาคตของตนเอง ตามความชอบ ความถนัดของตน ไม่ใช่ผลสอบตัดสิน
วิจารณ์ พานิช
๘ ก.พ. ๕๔
มีความเห็นว่าเราจะต้องมีระบบการรับนักศึกษาเข้าศึกษาต่อ ที่จะต้องไม่ใช่การรับตรง
ของแต่ละมหาวิทยาลัยที่รับงบประมาณจากรัฐบาล ส่วนของเอกชนก็คงไปทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล