ปั้นข้าวจี่ใส่น้ำอ้อย จัวน้อยหลั่งน้ำตา

 

 

ข้าวจี่บุญเดือนสาม
ความงดงามแบบคนอีสาน

           เมื่อวันที่ 18  กุมภาพันธ์  2554 ผู้เขียนได้เข้าร่วมงานบุญข้าวจี่กับชาวบ้านที่วัดบ้านคำแดง ได้เรียนรู้วิถีชาวบ้านที่ผูกพันกับ สภาพภูมิอากาศ ฤดูกาลที่เกี่ยวข้อง เดือนสามเป็นช่วงที่อากาศยังหนาวอยู่ ชาวบ้านแต่ก่อนจะก่อไฟผิง เพื่อคลายหนาว ประกอบกับการที่ต้องเตรียมอาหารในมื้อเช้า พอนึ่งข้าวสุกแล้วก็จะปั้นข้าวจี่รับประทาน โดยนำเอาข้าวเหนียวมาปั้นเป็นก้อนกลมๆ แล้วใช้ไม้เสียบตรงกลาง ตามแนวยาวของข้าวเหนียว นำไปย่างถ่านไฟที่สุมคลายหนาว ให้ข้าวเหนียวที่ย่างนั้นไหมพอเกรียมแล้วชุบด้วยไข่ไก่ ย่างต่อจนไข่สุก จะมีสีเหลืองน่ารับประทาน ในกรณีที่ไม่ใช้ไข่ก็จะโรยด้วยเกลือ สมัยผู้เขียนเป็นเด็กข้าวจี่เขาจะใส่น้ำอ้อยข้างในทำให้มีรสหวาน ใช้เป็นของหวาน ผู้เขียนพยามยามหาผู้ที่ทำมาถวายพระคุณเจ้า ก็จะพบน้อยมาก มีผู้เฒ่าผู้แก่ท่านมักจะพูดถึงความอร่อยของข้างจี่ที่ใส่น้ำอ้อยว่า " ปั้นข้าวจี่ใส่น้ำอ้อย จัวน้อย(เสามเณรน้อย) หลั่งน้ำตา" เพราะความอร่อยของข้างจี่พระจะฉันข้าวจี่หมดก่อน สามเณรไม่ได้ฉันจึงร้องไห้ เท็จจริงประการใดท่านที่อ่านแล้วทราบก็ขยายความให้ด้วยครับ

 

         บุญข้าวจี่ปีนี้ชาวบ้านทำพร้อมกับวันมาฆะบูชา ทุกครอบครัวจะปั้นข้าวจี่ใส่ภาชนะพร้อมทั้งอาหารคาวหวาน ไปถวายพระคุณเจ้าที่วัด ชาวบ้านจะเอาข้าวจี่ใส่บาตร ส่วนพิธีการทางศาสนาก็เหมือนกับวันสำคัญทางศาสนาทั่วไป ผู้เขียนไปสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นมาของข้าวจี่ มีเรื่องเล่าว่านางปุณณทาสี เป็นคนรับใช้ของเศรษฐีคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งเศรษฐีให้นางซ้อมข้าว นางซ้อมข้าวตลอดวันก็ยังไม่หมด ตกตอนเย็นก็จุดไฟซ้อมข้าวต่อไป มีความเหน็ดเหนื่อยเป็นอันมาก ถึงตอนเช้าจึงเอารำมาทำเป็นแป้งจี่ เผาใส้สุกแล้วใส่ไว้ในผ้าของตน แล้วเดินไปตักน้ำปรารถนาจะรับประทานด้วยตนเอง พอถึงกลางทางได้พบกับศาสดาจึงเกิดความเลื่อมใส คิดว่าตนเองเป็นคนยากจนในชาตินี้ เพราะไม่ได้ทำบุญในชาติปางก่อนหรืออาจะเป็นเพราะชาตินี้ยังไม่ได้ทำบุญเลย เมื่อคิดดังนั้นนางจึงนำแป้งข้าวจี่ถวายศาสดา พระองค์ทรงรับแล้ว ก็ทราบถึงความคิดของนางว่ากลัวพระองค์จะไม่เสวย นางมีความเศร้าหมอง จึงเสวยต่อหน้านาง แล้วอนุโทนากถาดปรดนางจนสำเร็จโสดาปัตติผล เป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา เมื่อตายแล้วก็ไปเกิดชั้นดาวดึงส์สวรรค์เสวยทิพย์สมบัติ อยู่ในวิมานทองอันผุดผ่องโสภา มีนางฟ้าแวดล้อมเป็นยศบริวาร

            ชาวบ้านได้เล่าให้ฟังถึงความสำคัญของวันมาฆะบูชา ว่ามีเหตุการณ์สำคัญ 4 ประการ คือ

               1. เป็นวันเพ็ญเดือนสาม

               2. พระสงฆ์ 1250 รูปมาประชุมกันที่เวฬุวันมหาวิหารโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้า

               3. พระสงฆ์ที่มาล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา(ภิกษุที่พระพุทธเจ้าบวชให้)

               4. ท่านเหล่านั้นล้วนเป็นพระอรหันต์

               เรื่องที่กล่าวมาผู้เขียนมีความเห็นว่าการสอนพุทธศาสนาในปัจจุบัน เรามักจะละเลย ไม่ค่อยกล่าวถึงผ เคยถามครูผู้สอนพุทธศาสนาถึงเหตุการณ์ในวันสำคัญทางพุทธสนา มักจะถูกเลี่ยงไม่ตอบ เขาอาจจะไม่กล้าพูดใส่ไมค์โครโฟนหรือจำไม่ได้ก็สุดแท้แต่จะคิด แต่ที่แน่ๆ ต่อไปเราต้องกลับมาย้ำเรื่องเหล่านี้กันมากขึ้น เพื่อจะได้ไม่อายแบบม้วนต้วนเมื่อชาวบ้านให้เล่าเรื่องเหล่านี้ให้ฟัง คนอีสานจึงเป็นคนที่อยู่แบบเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน พึงพาตนเองโดยนำเอาสภาพแวดล้อมมาเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิต ที่แฝงไว้คือการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน อย่างไม่รู้ตัว นี่แหละคือภูมิปัญญาในการสร้างสังคมที่ร่มเย็น