เหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ซุกหาอ้อมกอดแม่ในคืนวันเหงา (ผมกับโซล ตอนที่ 2)

 
วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554
 

 

วันนี้ผมขึ้นเวรถึงบ่ายสี่โมงครึ่ง...ภรรยาไปไหว้หลวงตาบัวตั้งแต่เช้ากับเพื่อน ๆ ทั้งที่ลงเวรดึกที่โรงพยาบาลมา...ผมรบเร้าให้ภรรยาไปนะถึงไม่มีผมและทิมดาบ...ผมอยากไปใจเกือบขาด...ส่วนทิมดาบก็อยากไป แต่กลัวคนมากมายที่วัด จะทำให้เป็นภาระของคุณแม่...ผมได้แต่รวบรวมปัจจัยของผมและพี่น้องให้ไปทำบุญด้วย...เอาไว้หาเวลาลงตัวผมต้องไปทั้งครอบครัวอย่างแน่นอน
 

 

ผมฝากทิมดาบไว้ที่บ้านคุณแม่ผม  ซึ่งผมไม่กังวลใจเลย เพราะที่บ้านมีน้องสาวอีก 2 คน อยู่ด้วย และบ้านพี่ชายก็อยู่ติดกัน ... และถึงแม้ผมจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันกับคุณแม่ แต่ในทุกวัน ถ้าไม่ได้เดินทางไกล ผมจะไปหาแม่ทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง
 

 

เมื่อลงเวรผมก็ไปบ้านคุณแม่  พี่ชายผมเอารองเท้ามาให้ 2 คู่ และเสื้อกันหนาวตัวใหญ่อีก 3 ตัว และบอกว่า ที่เกาหลีใต้วันที่ผมจะไป อุณหภูมิน่าจะ 1-7 องศา น่าจะเตรียม “ลองจอง” หรือกางเกงขายาวแนบเนื้อป้องกันลมหนาว   เพราะที่ผมจะไปมีหิมะด้วย  ส่วนกระเป๋า  หมวก ถุงเท้า และผ้าพันคอ...ผมก็มีอยู่เดิม   
 

 

เงิน “วอน” ที่จะใช้ส่วนตัว ผู้ประสานงานบอกว่า เอาไว้ไปแลกที่สนามบินก็ได้ มีธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ ผมกะจะแลกเพียง 5,000 บาท ไว้ซื้อน้ำดื่ม เพราะเขาไม่ให้นำของเหลวขึ้นเครื่องบิน  ผมว่า ผมคงใช้ไม่หมดหรอกครับ เพราะเสียดายเงิน เขาว่า แค่ข้าวโพดที่วางขายที่ริมทาง หรือ OTOP ของเขา ก็ฝักละ 2,000 วอน หรือประมาณ 60 บาทแล้ว แต่ที่บ้านของผม  ฝักโตๆ แค่ 10 บาทเอง
 

 

ผมบอกเพื่อน พี่น้อง แม่ ภรรยา และทิมดาบว่า คงไม่ซื้ออะไรนะ ไมว่า จะเป็นเครื่องสำอาง “อีกูดี้” ที่ดังในเมืองไทย โสม  มาม่า หรือขนม อย่างผม คงฝากได้แค่ใจ  รูปถ่าย  และบันทึกเล็ก ๆ   
 
ผมคิดว่า เป็นการเ
ดินทางที่ประหยัดที่สุด และผมอยากให้เป็นเช่นนั้นด้วย เพราะค่าเครื่องบิน และที่พัก ก็ไม่ได้จ่าย ….นับเป็นการเดินทางที่เหมาะกับผมอย่างยิ่ง
 

 

แม้ผมจะเดินทาง เพื่อถึงสนามบินสุวรรณภูมิ ตอน 4 ทุ่ม ของวันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ แต่ใคร ๆ หลายคน ในบ้านต่างวุ่นวายในการเตรียมตัวของผม (ตอนแรก ๆ ผมกะจะห่มผ้าห่มโรงแรมไปสถานที่ต่าง ๆ เหมือนหนัง “กวน-มึน-โฮ”) จนผมอดยิ้มไม่ได้ ราวกับผมจะไปอยู่ที่โซลหลายปี ทั้งที่ไปเพียง 5 วัน 3 คืน เท่านั้น
 

 

ผมนวดขาของแม่เบา ๆ ที่บนเตียงของแม่  ใบหน้าแม่ที่มองผมยิ้มแย้มและห่วงใย  สองแม่เหี่ยวย่นของแม่ มาลูบที่หัวผมเบา ๆ และผมได้ยินเสียงให้สินให้พร ให้เดินทางปลอดภัย  ด้วยเพราะตอนเด็ก ๆ ผมกลัวความสูง และแม่ก็รับรู้ว่า เป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผม  แม่บอกว่า กินอาหารให้ระวัง  เดินข้ามถนนให้มองซ้ายมองขวา แม่สั่งสอนราวกับผมอายุเท่าทิมดาบตอนนี้
 

 

และสุดท้าย แม่บอกผม พร้อมเสียงหัวเราะเหมือนเด็กน้อย “ เอาหิมะมาฝากแม่ด้วยนะ”  ใช่ซิครับแม่  หิมะมันน่าจะขาว เย็น  และอ่อนนุ่ม  เหมือนน้ำแข็งใสราดน้ำหวานสีแดงที่แม่ชอบกิน ซึ่งพักหลัง ๆ ผมยอมให้แม่กินได้สัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพราะสงสารแม่เหลือเกินที่ต้องควบคุมเบาหวาน  “ให้แม่กินเถิดนะ ตายแล้วก็ไม่ได้กิน” คำพูดอย่างนี้แหละที่ผมอดใจอ่อนไม่ได้ทุกครั้ง
 

 

ผมได้กราบ กอดและหอมแก้มแม่ทุกวัน ผมทำมาได้เกือบ 6 ปี หลังจากที่แม่ป่วยหนักเกือบตาย จึงทำให้ผมและลูก ๆ ทุกคน ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจที่ทำเช่นนี้
 

 

และวันนี้เช่นกันผมได้กอดแม่  กอดกายที่เนื้อหนังเหี่ยวย่นของแม่  เหมือนเด็กเล็ก ๆ ที่ซุกหาอ้อมกอดแม่ในคืนวันเหงา และไม่คืนวันที่ไม่เหงา
 

 

ขอบคุณคืนและวันที่ทำให้แม่มีชีวิตต่อ...เพื่อให้ลูกทุกคนได้ปรนนิบัติ
 
ผมรู้รสชาติของชีวิต...  รู้รสชาติของอ้อมกอดแม่
 

 

มันอบอุ่นเหลือเกิน.....
 
 
 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความสุขของหมออนามัย



ความเห็น (9)

IP: xxx.207.166.129
เขียนเมื่อ 

เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง ยิ่งรักแม่มากขึ้นจังเลย

เขียนเมื่อ 

ขอให้มีความสุข  สนุกสนานกับการเดินทาง

ไปและกลับอย่างปลอดภัยนะค่ะ

             คนบ้านเดียวกัน

 

เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะ

เป็นการเขียนจากใจเขียนเพื่อความรัก เป็นบันทึกที่น่ารักมากนะคะ

ยายคิมไปต่างประเทศทีไร เป็นผู้ที่ใช้ตังค์น้อยที่สุดเลยค่ะ และเป็นผู้ที่มีเงินมาแลกคืนมากกว่าเพื่อน

เพราะทุกอย่างประเทศไทยมีทั้งนั้นค่ะ เอาเงินให้คนไทยเราดีกว่า 

ขอให้เดินทางปลอดภัย มีสุขภาพแข็งแรงดีตลอดการเดินทางดูงานนะคะ  จะรอชมภาพและเรื่องเล่าค่ะ

กอดแม่และไหว้พระดี หลวงตาบัว

ได้บุญมากทั้งสองประการ

ขอร่วมอนุโมทนาด้วยนะครับ


เขียนเมื่อ 

สวัสดีค่ะน้องทิมดาบ

เขียนเมื่อ 

งดงาม อบอุ่น ทุกคราครั้ง ที่นั่งอ่านบันทึก คุณหมออิสานค่ะ

เดินทางปลอดภัย ไว้จะมาเก็บตกบรรยากาศเมืองไกล ขอบคุณค่ะ

เขียนเมื่อ 

ผมเพิ่งกลับมาจากวัดป่าบ้านตาดเมื่อวาน(20 ก.พ.)

ผู้คนมากมาย อากาศร้อนอบอ้าว 

ได้เคารพหลวงตาฯ คนละไม่กี่วินาที(ต้องเอื้อเฟื้อคนอื่น)

แต่ทั้งคนและรถ หลั่งไหลเข้ามาที่วัดไม่ขาดสาย

เห็นแล้วทึ่งในศรัทธาของคนจริง ๆ ครับ

ที่สำคัญกุฏิหลวงตาฯ เย็นสบายแม้ภายนอกจะร้อน

งดงามในความรู้สึก

ความอบอุ่นที่แผ่ซ่าน ^_^