นับตั้งแต่ต้นเดือนคือ วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ที่ออกเดินทางไปร่วมบ่มเพาะพลังแห่งความรักและการเกื้อกูลที่นราธิวาส (r2r สสจ.นราธิวาส ) และเดินทางกลับถึง กทม. เย็นวันที่ ๔ ตื่นเช้ามืดนั่งเครื่องกลับจังหวัดอุบลราชธานี และขับรถกลับมาสอนเด็กๆ สมาชิกฯ ที่วัดในวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ (ต้นกล้าแห่งอนาคต ) เช้าวันจันทร์ที่ ๗ ข้าพเจ้าช่วยงานที่คลินิกจิตเวชซึ่งนี่แหละคือ งานประจำ (r2r หรือ Routine to Research) ของข้าพเจ้า
วันอังคารที่ ๘ ภาคเช้าบำบัดกลุ่มเด็กยาเสพติดที่ถูกส่งมาบำบัดที่โรงพยาบาลและช่วงบ่ายไปสอนเด็ก (ต้นกล้าแห่งอนาคต ) วันที่ ๑๐-๑๑ เดินทางไปรดน้ำหัวใจคนหน้างานฝ่ายสนับสนุน ณ ศูนย์อนามัยที่ ๗ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งมีเรื่องราวอันทรงคุณค่ามากมายที่ข้าพเจ้าไม่ได้บันทึกและถอดบทเรียนออกมา หากแต่ความรู้สึกอิ่มเอิบใจยังเต็มเปี่ยม ในช่วงระหว่างนี้เดินทางไปบ้านเกื้อรัก...หน้าวัดหนองป่าพง เติมเต็มให้กับเครือข่ายชาว R2R ที่ไปอบรมศีล ๕ กับคุณแม่ศรีใบตอง
เช้าวันที่ ๑๒ นั่งเครื่องแต่เช้า...มืดเดินทางไปงานประชุมวิชาการประจำปีของชาวสมาคมเวชปฏิบัติทางจักษุ...ไปขายฝัน r2r ให้กับคนหน้างานกว่าสี่ร้อยคนได้เปิดประตูใจต้อนรับ r2r
วนกลับมาอีกรอบที่วันจันทร์ที่ ๑๔ กพ. ช่วยงานคลินิกจิตเวช และวันอังคารที่ ๑๕ อบรมพ่มเพาะพลังแห่งความดีงามให้กับเด็กๆ สมาชิกศูนย์ที่วัดหนองไคร้ วันที่ ๑๖ ไปเชียร์และไปชื่นชม r2r ที่เครือข่าย รพ.ป่าติ้ว R2R CONTINUE @ PATIU HOSPITAL ซึ่งข้าพเจ้าจินตนาการว่าที่แห่งนี้ข้าพเจ้าจะใช้เป็นจุดศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Happiness-R2R และวิถีแห่งการงาน เครือข่ายยโสธรที่เรามารวมกันด้วยหัวใจด้วยความรักและความเกื้อกูล ซึ่งท่านผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าติ้ว นพ.เอกวิทย์ ท่านสนับสนุนและเปิดไฟเขียว และเปี่ยมด้วยความเป็นกัลยาณมิตรอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนคนหน้างานให้ทำ r2r และเมื่อวานนี้วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ได้นัดพบปะพูดคุยกับเครือข่าว R2R รพ.ยโสธร... อีกทั้งไปเชื่อมโยงกับชุมชนในการขับเคลื่อนบ่มเพาะหัวใจแห่งความรัก (อมรมศีล ๕) ให้กับ "อสม."
วันนี้...เป็น วันแห่งความรักของข้าพเจ้า ได้นั่งทบทวนต่อตนเอง
ตลอดทั้งเดือนข้าพเจ้าได้รับความกรุณาจากรองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ คือ นพ.ยุทธชัย ตริสกุล ที่อนุญาตให้ข้าพเจ้าลากิจปฏิบัติหน้าที่เกื้อหนุนต่อสังคมและได้ทำงานขายฝัน และร่วมทำความฝันให้เป็นจริงสำหรับคนหน้างานอื่นๆ อีกมากมาย ... วิถีการทำงานเช่นนี้ข้าพเจ้าใช้วิถีการลากิจบ้าง ลาพักร้อนบ้าง หรือทำเรื่องไปราชการบ้างหากว่าไม่เกินกำหนดที่ต้นสังกัดอนุญาต ซึ่งเดือนนี้อนุญาตให้เพียงแค่ ๓ วัน ซึ่งข้าพเจ้าใช้สำหรับไปบ่มเพาะทางปัญญาให้กับคนหน้างาน "ศูนย์มะเร็ง" ที่จังหวัดอุบลราชธานีในวันที่ ๒๒-๒๔ กุมภาพันธ์ ... ส่วนวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ที่จะเดินทางไปขายฝัน r2r ที่ รพ.ชลบุรีนั้นได้ยื่นหนังสือลากิจไปเรียบร้อยแล้ว...
การทำงานเช่นนี้...สิ่งที่ข้าพเจ้าได้ต่อตนเอง คือ การได้ฝึกฝนการละออกจากความเห็นแก่ตัวและความหวาดกลัว... ซึ่งส่งผลต่อจิตใจของข้าพเจ้าอย่างมากคือ ความมั่นคงต่อเป้าหมายและเจตนาที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันได้บ่มเพาะพลังแห่งความรัก อันไม่สั่งสมความโกรธหรือความไม่พอใจใดใด หากแต่ได้พอกพูนการฝึกฝนทางปัญญาที่หาหนทางให้ได้ทำงานทั้งงานประจำในหน้าที่ งานที่ตนเองรัก และงานเกื้อกูลสังคม
การดำเนินวิถีเช่นนี้นับตั้งแต่วันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๘ ทำให้ข้าพเจ้าได้เรียนรู้ว่า การทำงานที่เกิดคุณภาพและดำเนินไปอย่างก้าวหน้าอันเป็นคุณลักษณะของการพัฒนานั้น หากว่าเราได้ดำเนินด้วยความรักและการเกื้อกูล (ความเมตตาและกรุณา) แล้ว...จะทำให้การทำงานพัฒนานี้เป็นการทำงานด้วยจิตวิญญาณอันลึกซึ้งที่ละออกจากโลกธรรมแปด ที่ไม่ต้องแสวงหาชื่อเสียง เกียรติยศ คำชื่นชม หรือแม้แต่คำตำหนิ หรือคำกล่าวหา ตลอดถึงอุปสรรคต่างๆ ในการทำงาน จะไม่มีผลใดใด ต่อวิถีการทำงานเช่นนี้
ที่สำคัญ...ยิ่งทำยิ่งเกิดพลังใจ ...
ยิ่งทำ ยิ่งมองเห็นคุณค่า...
และยิ่งทำ...ยิ่งทำให้เรามีความเพียรและมุ่งมั่นที่จะทำ
๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๕๔
วิถีการงาน
อ่านแล้วเห็นความมุ่งมั่นในการทำงาน.....จนต้องกลับมามองย้อนดูตัวเอง
ต้องบอกว่าอ.เป็็นกำลังใจให้คนได้มุ่งมั่นในการทำงานเลยล่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
อ่านแล้วเหมือนกำลังส่องกระจกเงา
สักครู่ก็บานนั้นก็แตกกระจาย
แต่กลับมีแสงเรืองรองจากขอบฟ้าไกลส่องตัวผมเองให้อบอุ่นและมั่นใจ
ผมมาอ่านบันทึกของอาจารย์ยามใด
ผมรู้สึกหัวใจตนเองมีกำลังใจเกิดขึ้นเสมอครับ