บ้านเราเมืองเรามีของดีมากมายดี นับตั้งแต่เบื้องสูงเรามีพระเจ้าแผ่นดินดี.. มีแดดดี..เบื้องล่างมีดินดี..มีน้ำดี..ดังที่ว่าเมืองไทยใหญ่อุดมดินดีสมทำนาสวน หรือที่ว่าภาคเหนือ ร่ำรวยธรรมชาติ อากาศดี มีศิลปที่สวยงาม มีวัฒนธรรมที่งดงาม จึงได้ชื่อว่า เป็นถิ่นไทยงาม..ภาคอีสานถิ่นไทยดี..แม้เป็นที่ราบสูงแห้งแล้ง แต่หนาแน่นไปด้วยประเพณีวัฒนธรรมพื้นถิ่นที่ดีงาม ภาคใต้ถิ่นไทยอุดม มากไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติบนบก ใต้ภูเขา ในทะเล..ภาคกลางถิ่นไทยสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศ เป็นศูนย์กลางของภาคพื้นเอเชีย เป็นถิ่นเมืองทอง หรือสุวรรณภูมิ นอกจากนี้เมืองไทยยังมีภูมิปัญญาดีๆมากมายทั่วทุกพื้นถิ่น ทั้งวิถีอยู่และวิถีกิน รวมไปถึงภูมิปัญญาหมอรักษาโรค แต่ไม่รู้จักนำเอามาใช้..เห็นดีเห็นงามตามฝรั่ง โดยเฉพาะค่านิยมตะวันตก อันเป็นวัฒนธรรมต่างด้าว ทำให้วิถีไทเปลี่ยนไป จนมีคนคิดปฏิรูปบ้านเมืองในหลายๆเรื่อง อาทิ ระบบสุขภาพ การเมือง การศึกษา ระบบราชการ ฯลฯแต่น่าเสียดายที่หลายเรื่องล้มเหลวซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า เพราะได้จากการลอกเขา เราไม่ได้คิดเองบนพื้นฐานข้อมูลวัฒนธรรมชุมชนชาติไทย โดยเฉพาะการเมือง และการศึกษา ดังที่ผลออกมา ประชาชนยากจนลง เป็นหนี้ท่วมหัว เด็กและเยาวชนปัญญาต่ำลงๆ
พูดถึงการเมืองบ้านเรา ปีนี้รัฐบาลคิดดีตั้งใจทำงานสร้างปัญหาให้กับประชาชน ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่โดยคิดโครงการ"ขายไข่เป็นกิโล" และกวดขันผลิตภัณฑ์ชุมชนให้"เติมสารไอโอดีน" เพื่อใคร ทั้งๆที่มีเรื่องใหญ่ๆชนิดคอขาดบาดตายเป็นผลร้ายกับประเทศชาติ และประชาชน มีมากมายตั้งหลายเรื่อง กลับไม่สนใจ เพิกเฉย สร้างเรื่องเบี่ยงเบนความสนใจ หลายประเด็น อาทิเช่น การประชุมสภาล่ม การโกงกินคอรัปชั่นในทุกภาคส่วน ส่วยบ่อนการพนัน ยาเสพติด อาชญากรรม การบุกรุกที่สารณะ สินค้าการเกษตรตกต่ำ วัฒนธรรมถูกรุกราน สิ่งแวดล้อมเสียหาย เคมีบ่อนทำลายสุขภาพ ฯลฯ รัฐบาลกลับใจเย็น เสมือนรู้เห็นเป็นใจแบบมีส่วนได้ส่วนเสีย เรื่องนี้จึงเห็นได้ว่า ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ผู้คน-ประชาชนทุกข์หรือสุข ไม่ใช่อยู่ที่กรรมกุศลของตนเอง แต่อยู่ที่กรรม(การกระทำ)ของนักการเมือง และรัฐบาล ฉะนั้นต่อไปจะเลือกผู้แทนให้เลือกที่การกระทำ เลือกผู้นำให้เลือกที่มีความเสียสละมีปราชญ์ชาวบ้านกล่าวถึงเรื่องการเมืองของไทยเอาไว้ว่า "ความดีของมนุษย์จะสิ้นสุดเพราะทำเป็นเล่นเรื่องการเมือง และความดีของมนุษย์จะสูงสุดเพราะทำจริงเรื่องการเมือง"
และขอให้ทุกคนช่วยกันคิด พร้อมกับตระหนักว่า สงครามวัฒนธรรม ร้ายแรงและน่ากลัวกว่าสงครามทางเศรษฐกิจ เพราะ "สิ้นวัฒนธรรมหมายถึงสิ้นชาติ" ประเทศชาติขาดความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ(ค่าจีดีพี)เราอยู่ก็ได้ด้วยเศรษฐกิจแบบพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงพระราชทานความคิดให้กับเหล่าราษฎรอย่างลุ่มลึก
ได้ข่าวว่าน้ำบูดูที่ทำจากปลาเล็กปลาน้อยจากทะเลแถบสทิงพระ(มหาสมุทรแปซิฟิก)เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมาบอกว่าให้ไส่ไอโอดีนลงไปด้วย ต่อไปไม่รู้ว่าเคยที่ทำจากกุ้งเคยต่องไส่ไอโอดีนด้วยหรือไม่ น่าขำ นะครู
นั่นแหละ..ครูวัลย์ ไม่โร่ไซ่นักการเมืองบ้านเราพาให้เพี้ยนๆ..นักวิชาการพาให้เบาๆ..มีอย่างที่ไหนให้ใส่ไอโอดีนลงในน้ำปลา..บูดูที่ทำมาจากปลาทะเล...ไม่ใช่ปลาแดก ปลาร้า..ของโหมฺลาวทีละ..ที่ทำมาจากปลาน้ำโขง ลองเสิบข้อมูลแลตะว่าคนภาคใต้ที่กินปลาเลเค็ม...กินเคยกุ้ง...กินมันกุ้ง..กินบูดู...เป็นโรคคอพอกกันมั่งม่าย..ถ้าเป็นๆกี่ราย..กี่คน ลำบากจริงนักวิชการเมืองไรในหัวหาไม่ไหรแล้วเพราะเรียนตามตำราฝรั่ง...แถมนั่งคร่าวนายหาไม่ไหรทำ...คิดไม่ออก...จบออกมาแบบลอกปัญญาเพื่อน..เข้าสูตรลอก(ฝรั่ง)เก่ง...คิดเองโม่.. เลยไมโร่ไหรเลย