ปัญหาทางเพศของวัยรุ่่น(ขายบริการทางเพศ)

ปัญหาการขายบริการทางเพศของวัยรุ่น

 นักศึกษาขายตัว อีกหนึ่งปัญหาเรื้อรัง ที่ยังรอการแก้ไขอย่างจริงจัง !!!!

 

บ้านเราทุกวันนี้จะเห็นได้ว่ามีภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา

อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ครอบครัวมีรายได้เท่าเดิม แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องดิ้นรนหาเงินเพื่อนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน บางครอบครัวมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพจึงนำไปสู่ปัญหาครอบครัวแตกแยกและปัญหายาเสพติดและก่อให้เกิดการกระทำผิดในรูปแบบต่างๆ เช่น การลักทรัพย์ การค้ายาเสพติด และรวมไปถึงการค้าประเวณีในหมู่วัยรุ่นด้วย

 

 การค้าประเวณีในหมู่นักศึกษาเริ่มมีให้เห็นกันมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อีกทั้งค่านิยมที่รับมาอย่างผิดๆ ของเด็กไทยบ้านเราบวกกับความต้องการที่จะมีเงินมาใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย เพื่อรองรับความสบายของตัวเอง มัวบ้าวัตถุนิยมคิดว่าต้องมีของแบรนด์เนมยี่ห้อดีๆ ซึ่งบางคนที่มีความคิดเค้าไม่คิดใช้กันเพื่อโอ้อวดและประชันกัน โดยมีความคิดที่ว่าใครไม่มีของเหล่านี้ใช้กันมักเป็นพวกล้าหลังเต่าล้านปีไป

 

 

 

 

และนี่ก็เป็นเหตุที่ทำให้นักศึกษาบางคนดิ้นรนหามาใช้เหมือนคนอื่น

เพื่อที่จะให้พ้นคำสบประมาทที่ว่าเป็นเต่าล้านปีด้วยการหาทางออกที่ไม่คำนึงถึงจริยธรรม วัฒนธรรม ประเพณีไทยอันดีงาม และไม่เกรงกลัวกฎหมาย ซึ่งมีให้เห็นกันมากในปัจจุบัน และถือว่าเป็นเรื่องปกติในหมู่นักศึกษาไปแล้ว

 

ระยะหลังนี้ปรากฏข่าวอยู่บ่อยครั้งว่า

เด็กและเยาวชนเสนอตัวขายบริการทางเพศ เป็นที่เปิดเผยและโจ่งแจ้งโดยไม่แคร์สังคมบ้านเรา จนนำมาซึ่งข่าวฉาวขึ้นหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ พบว่ามีการส่งข่าวเสนอขายตัวผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านหน้าจอมือถือตลอด โดยมีนายหน้าที่เป็นครู เป็นนักเรียนรุ่นพี่ เป็นเพื่อน เป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้าง หรือแม้กระทั่งเป็นช่างตัดผมก็ไม่วาย คอยจัดการติดต่อหาแขกให้ หรือพาแขกไปส่งถึงโรงแรม ซึ่งเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ใช่มีเฉพาะในยามปิดเทอม ซ้ำเด็กและเยาวชนที่ค้าบริการนั้น ก็มีทั้งที่อยู่ในและนอกระบบการศึกษา ทั้งนี้แหล่งที่คาดว่าบางคนก็เคยได้ยินมาบ้างว่า มีการยืนขายบริการกันอย่างไม่อายก็เช่น แถวสนามหลวง ข้างโรงแรมสยาม เส้นรางรถไฟ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีสำหรับกลุ่มผู้เที่ยวกลางคืนว่าหลังจากการดื่มกินเต็มที่แล้ว หากใครที่มีอารมณ์เปล่าเปลี่ยวขึ้นมาก็สามารถเลือกใช้บริการได้ง่ายๆ เพียงแค่การขับรถไปวนรอบๆ บริเวณเหล่านั้น ก็จะมีบรรดาหญิงสาว ซึ่งล้วนแต่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆ คอยยืนยิ้มและให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พร้อมทั้งเสนอราคา ซึ่งสามารถต่อรองกันได้ เป็นต้น

 

สาเหตุต่างๆ ที่นักศึกษาทั้งหลายแหล่เอามาอ้างก็มักจะมีอยู่ไม่กี่ข้อที่มักจะได้ยินบ่อยๆ ก็คือ

 

   -มีปัญหาเรื่องเงิน/ต้องการเงิน

    -ความฟุ้งเฟ้อ, ใช้ของแพงตามแฟชั่น

    -หาเงินไว้เรียน/ช่วยเหลือครอบครัว

    -อื่นๆ เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

 

 จากประสบการณ์ของนักศึกษาคนหนึ่งที่เคยขายตัวแล้วเลิกไปกล่าวว่า

ที่ทำไปเพราะทางบ้านมีฐานะยากจนต้องการหาเงินมาใช้เป็นเงินค่าเล่าเรียน ค่าใช้จ่าย ไม่อยากที่จะรบกวนเงินทางบ้าน เป็นอาชีพที่หาเงินได้ง่ายและรายได้ดีที่สุดขณะที่ยังเป็นนักศึกษา ซึ่งการกระทำดังกล่าวทางบ้านไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย แต่พอส่งตัวเองเรียนจบแล้วก็เลิกทำแล้วหันไปทำอาชีพที่สุจริตและไม่มีมลทินแทน

 

 ส่วนอีกรายกลับบอกว่า

ทำไปเพราะว่าต้องการที่จะเอาเงินมาใช้จ่ายตามประสาวัยรุ่นที่กำลังแสวงหาความสุขใส่ตัว ซื้อของมียี่ห้อมาอวดร่ำอวดรวยใส่กัน ไปเที่ยวกินเหล้ากับเพื่อนๆ แล้วก็ไม่คิดที่จะเลิกทำเพราะว่ามันสบาย มีเงินใช้ตามใจตัวเองถึงพ่อแม่รู้ก็ไม่คิดเลิก เนื่องจากขอพ่อแม่แล้วเค้าไม่ค่อยให้เราก็หาเองก็ได้ เวลาพ่อแม่ถามว่าเอาเงินที่ไหนมาซื้อของดีๆ แพงๆ เราก็บอกแค่ว่าเงินเก็บที่เหลือจากค่าขนมเท่านั้น

 

และนักศึกษาอีกรายหนึ่งบอกว่า

ตอนแรกก็คิดว่าอยากทำอยู่เหมือนกันแต่คิดไปคิดมาไม่ทำดีกว่า เพราะกลัวพ่อแม่จะเสียใจแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร อีกอย่างเสี่ยงต่อการติดโรคด้วย ถ้าเราทำไปแล้วมันจะส่งผลไปถึงอนาคต ถ้าเราเลิกทำไปมีแฟนแต่งงานมีลูกแล้วเราคงไม่อยากให้ลูกเราไปขายตัวแน่นอน

 

ยุคนี้เป็นยุคสมัยที่ประเทศไทยของเรามีกฎหมายที่ทันสมัยและมีโทษรุนแรง

คือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 เอาผิดผู้เกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีของเด็ก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเอาไม่อยู่ ได้มีนักการเมืองระดับสูงในวุฒิสภาและตำรวจระดับรองผู้กำกับ ถูกจับกุมในข้อหาดังกล่าว จนเป็นข่าวครึกโครมและกำลังดำเนินคดี ภายใต้โทษที่ศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ ลงไว้หนักหนาสาหัสหลายปี แต่ก็ดูเหมือนว่ายังมีผู้ชายไทยอีกมากในสังคมไทย ไม่ตระหนัก หรือ หวาดกลัว แต่อย่างใด ยังจะกล้านอนกับเด็กๆ เหล่านี้กันอยู่เป็นประจำ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะว่าการจับกุมทั้งสองกรณีข้างต้นนั้น จับได้เพราะครอบครัวของเด็ก ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและร้องทุกข์เอาเรื่อง ไม่ใช่เพราะตำรวจตรวจตราพบปะและจับกุมได้เอง รวมถึงบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเด็กและสตรี ที่ได้รุกเข้าช่วยเหลือดูแลด้านคดีความและติดตามทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมอย่างใกล้ชิด จนคดีความก้าวมาได้ถึงระดับนี้ เมื่อมีการถูกจับกุม ผู้ต้องหามักยกความยากลำบาก ในการดำรงชีวิตของเธอและเด็ก ในสังกัดมาเป็นเหตุผลสร้างความชอบธรรม และนั่นทำให้เกิดคำถามขึ้นเสมอว่า ระหว่าง ศีลธรรม กับ ความอยู่รอด อย่างไหนที่เธอควรต้องเลือก??

 

 ส่วนแนวทางป้องกันนั้นทางอาจารย์มหาวิทยาลัย มีความเห็นว่าทางมหาวิทยาลัยได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยต่างๆ คอยสอดส่องดูแลอย่างสม่ำเสมอ

โดยมีแนวทางป้องกันคือต้องสร้างจิตสำนึกในการยอมรับสภาพความจริง พ่อแม่ ครูอาจารย์ต้องสอดส่องใกล้ชิด สร้างความอบอุ่นในครอบครัว ควรสอดส่องเพื่อนๆ ที่ลูกคบ ให้ความรู้ หาอาชีพเสริมที่สุจริต และสถานศึกษาจัดหางานพิเศษให้ และควรจัดตั้งกองทุนสวัสดิการการศึกษาแก่นักศึกษาให้แพร่หลายกว่าที่เป็นอยู่ และกระจายทุนให้นักศึกษาที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจ แม้ว่ามันอาจจะไม่ได้ผลเต็มร้อยในตอนนี้ แต่ในภายภาคหน้าแนวทางเหล่านี้อาจจะได้ผลเต็มร้อยก็เป็นได้ ซึ่งทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจได้พยายามหามาตรการต่างๆ มาป้องกันอย่างต่อเนื่อง

 

      ... ถึงวันนี้กาลเวลาก้าวล่วงไปอีก 1 ปี เชื่อเหลือเกินว่า ในศักราชใหม่ 2551 ปัญหาเรื้อรังของเยาวชนข้อนี้จะได้รับการห่วงใยจากสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่ และจะมีการแก้ไขอย่างจริงจังจากทุกภาคส่วน...

 

แหล่งอ้างอิง        

จาก บ้านเมืองออนไลน์

http://tnews.teenee.com/etc/19076.html

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน น.ส.สมฐิญาพรรณ สัณหาภิรมย์กุล



ความเห็น (2)

ขออนุญาตแชร์ความเห็นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครับ

ความคิดเห็นของผม ผมมีมุมมองว่าแก่นของปัญหาคือ กรอบแนวคิดของบุคคลที่ขาดภูมิคุ้มกันทางการใช้ปัญญา ผมว่านี่คือสิ่งที่เป็นปัจจัยอันมีอิทธิพลหลักเลย เด็กเกิดมาเราฉีดแต่วัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคภัยทางกาย แต่วัคซีนป้องกันโรคทางจิตใจหาฉีดได้ที่ไหน? คนส่วนใหญ่ไม่ทราบจริงๆ บางส่วนทราบแต่ก็ละเลย ส่วนน้อยทราบและปฏิบัติอยู่เป็นกิจวัตร กลุ่มของผู้ที่ทราบแต่ละเลยก็จะมีข้ออ้างต่างๆนาๆกันไปผู้ถูกกล่าวหาส่วนใหญ่ก็จะเป็น เศรฐกิจ สังคม ค่านิยม การเมือง ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่อยู่นอกตัวเองทั้งสิ้น หากพิจารณาให้แยบคายจริงๆแล้วปัจจัยจากภายนอกมีอิทธิพลกับตัวเราน้อยมาก ยกเว้นแต่ผู้ที่ไม่รู้จักตัวเอง ไม่ยอมรู้จักตนเอง (ผมจะเรียกว่าผู้ที่ยังค้นหาจิตวิญญาณตนเองไม่พบ) แท้จริงแล้ววัคซีนที่เป็นภูมิคุ้มกันโรคทางจิตใจ อยู่ในตัวมนุษย์เราทุกคนครับเพียงแต่จะตระหนักรับรู้และมีสำนึกแค่ไหนมากน้อยกว่ากันแค่ไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นพ่อ เป็นแม่คน

พ่อแม่เป็นครูคนแรกสำหรับลูก พฤติกรรมการกระทำของพ่อแม่เป็นสิ่งที่สอนลูกได้ดีกว่าคำพูดเป็นแสนเป็นล้านคำ เป็นเสมือนวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาให้กับลูก ทุกวันนี้เด็กๆต้องการต้นแบบที่ดีจากผู้ใหญ่ ถึงแม้เราจะไม่ใช่พ่อใช่แม่ แต่ถ้าเราเป็นบุคคลสาธารณะ อยู่ในสถานะของผู้นำด้านต่างๆ ความประพฤติ พฤติกรรมที่เราแสดงออกมา จะมีอิทธิพลอย่างมากกับเด็กๆเพราะเขาคอยจับตามองเราอยู่ และมันจะเป็นสิ่งที่ตกตะกอนไปเป็นกรอบแนวคิดของเขาต่อไป

"คำพูดอาจช่วยสร้างภาพที่ดีให้กับเราได้เพียงชั่วคราว แต่นิสัยที่เกิดจากการลงกระทำในสิ่งที่พูดจะเป็นสิ่งที่สร้างคุณค่าความเป็นมนุษย์ได้อย่างยั่งยืนและถาวรตลอดไป"

ขอบคุณสำหรับการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นนะครับ 

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นมากค่ะ ความคิดเห็นของท่าน ทำให้ดิฉันมีมุมมองที่เพิ่มมากขึ้น