การสอนเพศศึกษาในแต่ละระดับชั้น
ระดับชั้นประถมศึกษา
ระยะเด็กอายุ 6-12 ปี
เด็กเรียนรู้เรื่องเพศจากโรงเรียน สังคมสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ครูมีบทบาทมากขึ้น
1.พัฒนาการทางเพศ ไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางเพศชัดเจน เด็กดูเหมือนสนใจอยากรู้อยากเห็นเรื่องเพศน้อยลง
2.สัมพันธภาพ เด็กจะจับกลุ่มเล่นแยกเพศ ควรให้เด็กเล่นตามเพศที่เหมาะสม เด็กบางคนเข้ากับเพศตนเองไม่ได้ อาจสนิทสนมกับเพื่อนต่างเพศมากเกินไป ทำให้เกิดพฤติกรรมผิดเพศได้ ควรแก้ไขตั้งแต่เริ่มเห็นพฤติกรรมนี้ โดยพยายามให้เด็กเข้ากันได้กับเพศเดียวกันเอง เด็กวัยนี้อาจมีการล้อเลียนเรื่องเพศ จับคู่เป็นแฟนกัน ผู้ใหญ่ควรนำมาสอนให้เด็กเข้าใจเรื่องของการชอบพอกันแบบเพื่อนและแบบแฟน แตกต่างกันอย่างไร ไม่ควรห้ามการรู้จักกันกับเพื่อนต่างเพศ แต่การคบกันเป็นแฟนควรมีขอบเขตที่เหมาะสม ในขณะเรียนควรคบกันแบบเป็นเพื่อนก่อน และระวังอย่าให้ความสัมพันธ์รบกวนหน้าที่ตามปกติ เช่น ไม่เสียการเรียน ไม่
3.ทักษะส่วนบุคคล เข้าใจเหตุผลที่เป็นรูปธรรม เข้าใจจิตใจผู้อื่นมากขึ้น รู้จักรับผิดชอบต่อส่วนรวม การเรียนมักชอบแข่งขัน
4.พฤติกรรมทางเพศ วัยนี้เด็กจะเรียนรู้จากการสังเกตและจดจำพฤติกรรมของพ่อแม่ ครู เพื่อน และคนอื่นในสังคม ควรสอนให้เด็กมีพฤติกรรมเหมาะสมกับเพศตนเอง ควรสอนเรื่องสถานการณ์เสี่ยงทางเพศ ที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กวัยนี้ เช่น การหลอกลวงหรือละเมิดทางเพศ เพื่อให้เด็กระมัดระวังตนเอง
5.สุขอนามัยทางเพศ ในตอนปลายของวัยนี้ เด็กบางคนเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นแล้ว ควรเริ่มให้ความรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงตนเองสำหรับวัยรุ่น เช่น การเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ในเพศหญิงจะมีประจำเดือน
6.สังคมและวัฒนธรรม พฤติกรรมทางเพศ ควรสอนให้เด็กให้เกียรติกันทางเพศ ไม่ละเมิด ให้มีพฤติกรรมเหมาะสมตามเพศ เช่นเพศชายแข็งแรงกว่า ต้องรู้จักเอื้อเฟื้อช่วยเหลือเพศหญิง เป็นต้น
ชั้นมัธยมศึกษา
ระยะเด็กอายุ 12-18 ปี
วัยรุ่นเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด การเรียนรู้ในวัยนี้มีความจำเป็นมาก เด็กเรียนรู้เรื่องเพศจากการหาความรู้ด้วยตัวเอง จากกลุ่มเพื่อน และจากครูมากขึ้น การสอนสามารถจัดเป็นกลุ่มในโรงเรียน ให้ครอบคลุมสิ่งที่วัยรุ่นต้องรู้ ก่อนจะเป็นผู้ใหญ่ต่อไป(10) แบ่งเป็น 2 ช่วงอายุ คือ
1.ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น
วัยรุ่นตอนต้น(12-15 ปี)
วัยนี้เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น พฤติกรรมทางเพศเห็นมากขึ้นและชัดเจนขึ้น เนื่องจากเด็กเริ่มมีความรู้สึกทางเพศ และความสนใจทางเพศ จากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ วัยนี้ต้องการความรู้เรื่องเพศที่แตกต่างกันระหว่างวัยรุ่นตอนต้นและตอนปลาย และมักแสวงหาจากแหล่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ตามหนังสือหรือ เว็บไซต์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่วนใหญ่เป็นสื่อที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทางเพศ หรือเป็นเพศวิปริต ทำให้วัยรุ่นเรียนรู้ไม่ถูกต้อง หรือหมกมุ่นเรื่องเพศมากเกินไป วัยนี้ควรมีเวลาพูดคุยให้ความรู้ และเปิดโอกาสให้วัยรุ่นซักถามข้อสงสัยเรื่องเพศ
ในโรงเรียน ควรมีกิจกรรมที่สอนเรื่องเพศอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงในวัยรุ่น และการจัดการกับอารมณ์เพศตนเอง ควรสอนบทบาททางเพศที่เหมาะสม ตามขนบธรรมเนียมประเพณีด้วย
1.พัฒนาการทางเพศ วัยนี้ควรสอนให้เด็กเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจ อิทธิพลของฮอร์โมนส์ที่มีต่อร่างกายและจิตใจ การเกิดประจำเดือน ฝันเปียก อารมณ์เพศ ความรู้สึกและความต้องการทางเพศ สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกทางเพศ ปฏิกิริยาตอบสนองทางเพศเมื่อมีอารมณ์เพศ ได้แก่ การแข็งตัวของอวัยวะเพศชาย และการมีสิ่งหล่อลื่นออกมาในช่องคลอดหญิง
วัยนี้เริ่มรู้ตัวว่าตนเองมีความรู้สึกทางเพศกับเพศเดียวกัน หรือกับเพศตรงข้าม เรียกว่า ความพึงพอใจทางเพศ(sexual orientation) ถ้าชอบเพศตรงข้ามเรียกว่า รักต่างเพศ(heterosexuality) ถ้าชอบเพศเดียวกันเรียกกว่า รักร่วมเพศ(homosexuality) ในกลุ่มรักร่วมเพศยังแบ่งออกเป็น รักร่วมเพศชาย(gay) และรักร่วมเพศหญิง(lesbian)
ในเด็กผู้หญิงควรสอนการดูแลเรื่องประจำเดือน การปวดประจำเดือน การจัดการกับอารมณ์ที่แปรปรวนก่อนมีประจำเดือน ประจำเดือนที่ไม่สม่ำเสมอ
2.สัมพันธภาพ วัยนี้ควรสอนให้มีเพื่อนต่างเพศ ทักษะสังคมในการคบเพื่อนต่างเพศ การแสดงออกอย่างเหมาะสมเมื่อสนใจเพศตรงข้าม ใช้เวลาโดยไม่รบกวนหน้าที่ประจำของตนเอง ไม่ให้ความสัมพันธ์มากระทบการใช้เวลาในการเรียน หรือความรับผิดชอบอื่นๆ ยังไม่ควรคบใครแบบแฟน แต่ใช้ความสัมพันธ์แบบเพื่อนเพื่อเรียนรู้นิสัยใจคอ และการปรับตัวเข้าหากัน การระมัดระวังในการใกล้ชิดกัน ความแตกต่างระหว่างความรู้สึกของหญิงชายเวลาใกล้ชิดกัน เพศชายมีแนวโน้มจะเกิดความรู้สึกทางเพศรุนแรงและอยากมีเพศสัมพันธ์ ในขณะที่ฝ่ายหญิงรู้สึกอบอุ่นใจ ไม่ได้อยากมีเพศสัมพันธ์มากเท่า การใกล้ชิดกันทำให้มีโอกาสเกิดเพศสัมพันธ์ได้ง่าย
3.ทักษะส่วนบุคคล ทักษะในการสื่อสารเจรจา การสร้างความสัมพันธ์และรักษาความสัมพันธ์ให้ยาวนาน การควบคุมตนเอง ควบคุมอารมณ์ จัดการกับอารมณ์และความต้องการทางเพศ
4.พฤติกรรมทางเพศ ทัศนคติและบทบาททางเพศ ควรได้รับการปลูกฝังให้เป็นกลาง สามารถสนใจและศึกษาเรื่องเพศได้ในกรอบที่พอเหมาะ ทัศนคติถูกต้องต่อการสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเอง ไม่รู้สึกผิดบาปที่ทำ แต่ควบคุมให้มีพอสมควรไม่หมกมุ่นจนเกินไป มีการแต่งกายที่เหมาะสม ถูกต้องตามเพศ มีความความสนใจเพศตรงข้ามได้แต่แสดงออกถูกต้อง ไม่ละเมิดหรือฉวยโอกาสทางเพศต่อผู้อื่น
5.สุขอนามัยทางเพศ ได้แก่ การรักษาความสะอาดเวลามีประจำเดือน การทำความสะอา[คำไม่พึงประสงค์]วัยวะเพศอย่างถูกต้อง เมื่อมีอารมณ์เพศ มีการจัดการกับอารมณ์เพศอย่างถูกต้อง ทางออกทางเพศ(sexual outlet) ได้แก่ การระบายด้วยการสำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ไม่แนะนำให้มีเพศสัมพันธ์ก่อนการแต่งงาน ไม่แนะนำให้มีเพศสัมพันธ์กับหญิงบริการทางเพศ นอกจากนี้ยังมีวิธีการระบายอารมณ์เพศด้วยวิธีอื่น ได้แก่ การออกกำลังกาย การเล่นกีฬา กิจกรรมกลุ่ม งานอดิเรก การป้องกันการหมกมุ่นทางเพศมากเกินไป โดยการจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการอยู่ตามลำพัง อยู่คนเดียว หรืออยู่กับเพื่อนต่างเพศตามลำพัง หลีกเลี่ยงเหล้าและยาเสพติด หลีกเลี่ยงสถานการณ์เสี่ยงต่างๆ เก็บสิ่งกระตุ้นยั่วยุทางเพศ เช่น รูปภาพ ปฏิทินที่มีรูปกระตุ้นทางเพศ
6.สังคมและวัฒนธรรม ความเสี่ยงทางเพศ ควรให้เด็กมีพฤติกรรมเหมาะสมกับสังคมประเพณี เช่น การแต่งกาย ไม่ควรยั่วยวนทางเพศ ควรให้ถูกต้องตามเพศตนเอง ไม่ส่งเสริมให้เด็กแต่งกาย หรือมีกิริยาท่าทางผิดเพศ แม้ว่าเด็กจะเริ่มรู้ตนองว่าเป็นรักร่วมเพศ ก็ไม่ควรให้แสดงออกมากจนคนอื่นๆเห็นชัดเกินไป จนอาจถูกล้อเลียน
2.ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
วัยรุ่นตอนปลาย (15-18 ปี)
วัยนี้โตพอที่จะเรียนรู้เรื่องเพศได้ด้วยตนเอง ผู้ใหญ่ควรมีคำแนะนำในการหาความรู้เรื่องเพศ โดยการมีสื่อที่ถูกต้อง เช่น หนังสือ เทปโทรทัศน์ หรือเว็บไซต์ที่ให้ความรู้อย่างมีคุณภาพ ให้วัยรุ่นได้ศึกษาได้ด้วยตัวเอง แต่ก็ควรมีโอกาสพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อสำรวจว่าวัยรุ่นเรียนรู้อย่างถูกต้องหรือไม่ หรือเปิดโอกาสให้วัยรุ่นได้ซักถามในเรื่องเพศเป็นครั้งคราว
ในโรงเรียน การสอนเรื่องเพศในชั้น หรือเป็นกลุ่ม จะช่วยให้วัยรุ่นปรับทัศนคติทางเพศได้ถูกต้องขึ้น เช่น การให้เกียรติกันทางเพศ การไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น เป็นต้น
สิ่งที่สอนในวัยรุ่นตอนปลายนี้ ควรช่วยเขาสามารถมีชีวิตครอบครัวได้อย่างมีความสุข ป้องกันความเสี่ยงต่างๆทางเพศได้ การสอนค่อยเพิ่มมากขึ้นตามสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมของวัยรุ่น ดังนี้
1.พัฒนาการทางเพศ วัยนี้มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจและสังคมเต็มที่ บอกผู้อื่นได้ชัดเจนว่า ตนเองมีความพึงพอใจทางเพศกับเพศเดียวกัน หรือเพศตรงข้าม หรือ ทั้งสองเพศ มีเอกลักษณ์ทางเพศแน่นอน ชัดเจน และพึงพอใจต่อเอกลักษณ์นี้ วัยนี้อาจเรียนรู้เรื่องเพศมาไม่ถูกต้องจากเพื่อนๆ หรือสื่ออื่นๆ จึงควรหาโอกาสพูดคุยกับวัยรุ่น เพื่อสอบถามความรู้ ความเชื่อ หรือทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง และแก้ไขให้ถูกต้อง วัยนี้ควรยอมรับเอกลักษณ์ทางเพศของตน
2.สัมพันธภาพ วัยนี้เริ่มสนใจทางเพศอย่างจริงจัง ต้องการมีแฟน ควรสอนให้รู้จักการเลือกแฟน การคบแบบแฟน การสังเกตนิสัยใจคอ ความเข้ากันได้ทั้งร่างกาย จิตใจอารมณ์ แยกแยะข้อดีข้อเสียของตนเองและแฟนได้ มีทักษะในการปรับตัวเข้าหากัน เมื่อพบว่าไม่เหมาะสมกัน ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ก่อนที่ความสัมพันธ์จะลึกซึ้งยาวนานเกิดไป จนอาจเลิกคบกันไม่ได้ ควรสอนเรื่องชีวิตครอบครัว การเลือกคู่ครอง การแต่งงาน และปรับตัวในชีวิตสมรส
3.ทักษะส่วนบุคคล มีทักษะในการปรับตัว สื่อสารบอกความต้องการตนเอง ให้สามารถตอบสนองความต้องการของกันและกันได้อย่างสมดุล มีการปรับเปลี่ยนตนเองแก้ไขข้อบกพร่องของตนเองบ้าง เพื่อให้พึงพอใจด้วยกัน มีทักษะในการดำเนินชีวิตร่วมกัน วางแผนอนาคต ควบคุมตนเองให้รับผิดชอบต่อครอบครัว ทำหน้าที่สามี ภรรยา พ่อและแม่ที่ดี การรับผิดชอบต่อครอบครัวต้องทำอย่างไร การเลี้ยงลูกที่ดีทำได้อย่างไร
4.พฤติกรรมทางเพศ ควรสอนวิธีปฏิเสธเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ควรสอนเรื่อง การเตรียมตัวก่อนการแต่งงาน การตรวจทางร่างกายละโรคหรือภาวะที่จำเป็นก่อนแต่งงาน เรื่องการตอบสนองทางเพศปกติ (normal sexual response) การมีเพศสัมพันธ์อย่างมีความสุข ในกรณีที่ต้องการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน หรือเพศสัมพันธ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ให้ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ การทำความสะอา[คำไม่พึงประสงค์]วัยวะเพศหลังเพศสัมพันธ์ ผลที่จะเกิดจากเพศสัมพันธ์ การวางแผนครอบครัว การคุมกำเนิด
5.สุขอนามัยทางเพศ ควรสอนการเปลี่ยนแปลงทางเพศที่จะเกิดในขณะตั้งครรภ์ เพศสัมพันธ์ระหว่างตั้งครรภ์ การคลอดบุตรและการดูแลหลังการคลอดบุตร การคุมกำเนิดทั้งแบบชั่วคราวและถาวร การทำหมันและการเลี้ยงดูบุตร การวางแผนครอบครัว การแท้งบุตร ความผิดปกติทางเพศเช่น รักร่วมเพศโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
6.สังคมและวัฒนธรรม ควรสอนให้ยับยั้งใจที่จะมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนสมรส การซื่อสัตย์ต่อคู่ครองตนเอง บทบาทที่ดีของพ่อแม่ เป็นอย่างไร การแสดงออกทางเพศให้เหมาะสมอยู่ในประเพณีที่ดี และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ เช่น การแต่งงานทำได้ในอายุใด การทำผิดทางเพศมีโทษอย่างไรบ้าง
ระดับอุดมศึกษา
ในการสอนสุขศึกษา ควรจัดการสอนที่เน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน จูงใจให้นักศึกษาเข้ากลุ่มก่อน แล้วจึงสอดแทรกเนื้อหา รวมถึงสถานที่บริการการให้คำปรึกษาต่างๆเข้าไป เนื่องจากนักศึกษาเป็นบุคคลที่ใกล้บรรลุนิติภาวะแล้ว และผ่านการเรียนเรื่องเพศศึกษามามาก ดังนั้นเนื้อหาที่ควรเน้นก็คือ เรื่องการดูแลอนามัยการเจริญพันธุ์ของตนเอง การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะโรคเอดส์ รวมไปถึงเรื่องการตั้งครรภ์ การป้องกันการตั้งครรภ์ ทั้งเพศชายและหญิง เช่นผู้หญิงก้อสอนเรื่อง การใช้ยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน ผู้ชายก็สอนเรื่องการใช้ถุงยางอนามัย และสอนให้ตระหนังถึงโทษของคำว่า "ลืม" หรือคิดว่า "ช่างมัน" เป็นต้น และสำหรับนักศึกษาเรียนคณะศึกษาศาสตร์ หรือ ครุศาสตร์ ความจะสอนครูสุขศึกษาให้ มองการสอนเพศศึกษาเป็นการพูดถึง “ความจริงของชีวิตคน” ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบต้องเข้าใจวิถีชีวิตปัจจุบันว่าการรับรู้ในชีวิตของเด็กไปไกลกว่าห้องเรียนมากมาย อยู่นอกเหนือการควบคุม จึงเป็นลบได้ง่ายเพราะได้รับข้อมูลไม่รอบด้าน แต่การเรียนการสอนในชั้นเรียนมีจุดประสงค์หลักคือ ให้ผู้เรียนวิเคราะห์ด้วยตัวเอง มองเห็นความสำคัญของผู้อื่น จึงเป็นบวก และได้นำข้อถกเถียงนี้ไปเป็นคำถามหลังเรียนวิชาเพศศึกษาแบบรอบด้านด้วยเช่นกัน และความท้าทายที่ผู้สอนต้องเผชิญคือ การไม่ใช้อคติไปตัดสินเด็ก ไม่ว่าคำตอบนั้นจะเป็นอย่างไร เพราะการพูดคุยเรื่องเพศวิถีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน กระทบต่อตัวตนของคน ผู้เรียนย่อมจับตามองท่าที ทัศนคติต่อเรื่องเพศของผู้สอนไปด้วยพร้อมกัน และต้องมองทะลุในกรอบเนื้อหาของวิชาว่า ครอบคลุมวิถีชีวิตทุกด้านโดยมองจากความเป็นเพศ ไม่ใช่การมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
ที่มา : http://www.radompon.com/webboard/index.php?topic=33.0
ยอดเยี่ยมมากเลยนะคะ ลองเล่าเรื่องประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องเพศของตนเองตามความคิดของตนเอง ตอนเด็กซิคะว่าเป็นอย่างไรบ้าง
สวัสดีครับอาจารย์นิ่ม
เรื่องประสบการณ์การเรียนรู้เรื่องเพศของผมในสมัยเด็กนั้น ผมคิดว่า คงจะเป็นการเรียนรู้จาก โรงเรียน และการดูรายการโทรทัศน์ ดูละครต่างๆ ตามสถานีโทรทัศน์ทั่วไป แล้วมีฉากที่ผู้ชายกับผู้หญิง แสดงความรักต่อกัน เช่น พระเอก กับนางเอก จีบกัน กอดกัน หอมแก้มกัน รวมถึง การที่ผู้ชายกับผู้หญิงร่วมรักกัน (ฉากการที่ผู้ชายกับผู้หญิงร่วมรักกันนี้ ไม่ได้หมายความถึงการมีเพศสัมพันธ์ให้เห็น แต่ส่วนมากเป็นฉากที่ผู้ชายกับผู้หญิง นอนบนเตียง กำลังจะจูบกัน และภาพโทรทัศน์ก็ตัดไป พอมาอีกที ก็ตอนที่ ผู้ชายกับผู้หญิง นอนบนเตียงห่มผ้าผืนเดียวกัน ไม่ใส่เสื้อผ้ากันทั้งคู่) ผมจำได้ว่า ตอนที่ผมเห็นพระเอกจีบนางเอก ในโทรทัศน์ ผมรู้สึกเขินมากๆ นั่นอาจจะเป็นการแสดงว่า ผม เริ่มมีการเรียนรู้เรื่องเพศ ว่า ผู้ชายจะต้องจีบผู้หญิง เป็นแฟนกัน แสดงความรัก ความปรารถนาดีต่อกัน จนนำไปสู่เรื่องการแต่งงาน การมีครอบครัว และมีเพศสัมพันธ์กัน และเกิดเป็นผม หรือ เพื่อนๆของผมหลายๆ คน ครับ