ได้เรื่องให้กระตุกคิดอีกแล้ว "ที่ไหนมีความชื้น ที่นั่นเชื้อโรคชอบ" อย่างนี้ถ้าแก้ปัญหาคราวนี้ได้ดีก็เท่ากับได้ ๒ เด้ง แก้ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงให้ต่ำ แล้วจะได้แถมการป้องกันคนอีกหลายคนให้ปลอดภัยขึ้นจากเชื้อโรคที่แพร่ในอากาศ ได้

ระหว่างรอว่าจะทำยังไงกับคำตอบที่ได้จากการแปลความหมาย “ความชื้นสัมพัทธ์สูง” อีกโจทย์ก็ถูกส่งมาให้ “ขอติดแอร์หน่อยเหอะ มันร้อนจนทำงานไม่ไหว” ตึกที่ปรึกษามาใหม่อยู่ชั้นบนของตึกที่ส่งปัญหาแรกมาปรึกษา

ก็เป็นอะไรที่ปวดขมับอีกรอบ เพราะการตามแกะรอยความรู้เรื่องความชื้นสัมพัทธ์ ทำให้ได้พบกับอะไรที่ทำให้สะดุ้งเมื่อนำความรู้มาเชื่อมโยงกัน

เวลารักษาโรคผิวหนังก็มักจะเห็นคนไข้มาด้วยง่ามเท้าเป็นเชื้อรา ประวัติที่ให้จะบอกว่าเท้าไม่เคยแห้ง เดี๋ยวแห้งเดี๋ยวเปียก บางทีเท้าก็เข้าไปอยู่ในที่อับเท้าลมเข้าไม่ถึง หรือใส่รองเท้าชื้นๆบ่อยๆ

ได้เรื่องให้กระตุกคิดอีกแล้ว  "ที่ไหนมีความชื้น ที่นั่นเชื้อโรคชอบ"  อย่างนี้ถ้าแก้ปัญหาคราวนี้ได้ดีก็เท่ากับได้ ๒ เด้ง แก้ความชื้นสัมพัทธ์ที่สูงให้ต่ำ จะได้แถมการป้องกันคนอีกหลายคนให้ปลอดภัยขึ้นจากเชื้อโรคที่แพร่ในอากาศได้

ก็ต้องมาหาวิธีลดความชื้นสัมพัทธ์แล้วซิลดยังไงดี  อยู่ดีๆติดพัดลมเป่าเข้าไปไล่ไอน้ำดีมั๊ยนี่ อย่าเพิ่งดีกว่า ลองเอาจานเลี้ยงเชื้อมาลองรับเชื้อไปเพาะดูดีกว่า จะพบมั๊ยเจ้าเชื้อที่กลัวว่าจะแพร่โรคนี่นะ

พอแกะรอยได้เรื่องเชื้อโรคปนเปื้อนได้ในอากาศ เลยตามค้นดูว่ามีอะไรที่ยังไม่รู้อีกมั๊ยเรื่องสิ่งแวดล้อม ก็ไปเจอคำอธิบายมาว่าอย่างนี้

“เมื่อไรความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศเกิน ๖๐% เมื่อนั้นจุลชีวทางอากาศจะเติบโตได้ดี จะไม่ให้เชื้อโรคแพร่ก็ต้องคุมให้ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ราวๆ ๔๐- ๖๐% ”

ไชโย ในที่สุดก็ได้คำตอบที่ผู้เชี่ยวชาญทิ้งไว้ให้แกะรอยเองแล้ว มิน่าจึงให้ข้อมูลไว้แค่ “ความชื้นสัมพัทธ์” เขาเข้าใจว่า พวกเรามีความรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อโรคกับความชื้นสัมพัทธ์นี่เอง

คนเขากลัวเชื้อโรค เขาจึงปรึกษามาให้หาวิธีป้องกันให้หน่อย ได้คำตอบอย่างนี้ไปตอบเขาว่าใช่เลยพื้นที่เขามีโอกาสให้เชื้อโรคโต เขาก็จะยิ่งกลัว เอาอย่างนี้เหอะวางจานเพาะเชื้อพิสูจน์ให้เห็นกับตาจะจะดีกว่า แต่จะวางตรงจุดไหนดีละผลออกมาแล้วจึงไม่เถียงกัน   วางไม่ดีคำตอบสุดท้ายของทีมแก้ปัญหาจะกลายเป็นขอ “สร้างตึกใหม่” ซะเองได้นา ตอนนี้ไร้เครื่องมือวัดความชื้นสัมพัทธ์ด้วยซิ