ดวงชีวันฝันสลายทุกครั้งที่เห็นชายในดวงใจเดินเคียงกับภรรยา ผู้ชายที่เพียบพร้อมด้วยรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติออกอย่างนั้น จะรีบแต่งงานทำไมกันนะ ทำไมไม่รอมาเจอเธอเสียก่อน ไม่อย่างนั้น คนที่เดินเคียงกันไปกับเขาทุกที่อาจไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น แต่อาจเป็นเธอคนนี้เองก็เป็นได้
เธอมักคิดเสมอๆ ว่าทำไม เธอจึงมีกรรมอย่างนี้ มีชายหลายคน ทอดไมตรีให้ แต่เพราะความช่างเลือก เธอจึงไม่เคยแล ไม่เคยรับ แต่เพียงสายตาปรายมาจับกับใบหน้าเขาที่กำลังก้มกระซิบบางอย่างที่ข้างหูภรรยา เธอก็รู้สึกว่าใจเต้นไม่เป็นส่ำ ร่ำๆจะยกใจไปให้เขาเสียในทันทีด้วยที่เขามีแทบทุกอย่างตรงอย่างที่ฝัน
เมื่อนำภาพเขามาครุ่นคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งครวญหา จนบางคราเผลอคิดไปถึงว่า เธอกับเขามีโอกาสได้การใช้ชีวิตคู่ เผลอสุขอยู่ในความคิด
เธอและเขาทำงานอยู่ตึกเดียวกันแต่คนละชั้น จึงมีโอกาสได้สวนกันเวลาขึ้นลงลิฟท์ ส่วนเขาและภรรยาคงทำงานที่ที่บริษัทเดียวกัน เพราะเห็นเขาทีไรก็เห็นเธอทีนั้น สายตาเธอก็ช่างกระไร ช่างตามจับภาพคนทั้งสองอยู่ได้ ทั้งๆที่เห็นภาพแล้วใจดังถูกมีดกรีดเฉือน
นานนับปีมาแล้ว ที่เขาอยู่ในใจเธออย่างไม่ลบเลือน นานเข้าเพื่อนๆเห็นเธอไม่สดใสอย่างที่เคยจึงเลียบเคียงถาม เมื่อทราบเรื่องจึงชวนเธอไปทำบุญแก้กรรมกับเทพต่างๆ เผื่อทำแล้วเธอจะพ้นจากกรรมเก่าที่ทำให้เธอเร่าร้อนด้วยไฟรัก แต่เธอก็ยังหักใจไม่ได้ จึงคิดว่ากรรมเธอคงหนักเกินกว่าจะบรรเทา ต้องอับเฉาเพราะเขาไปจนตาย สุดท้าย จึงทำใจก้มหน้ารับกรรมไปแต่โดยดี

คุณเห็นด้วยกับดวงชีวันไหมคะ ว่าที่เธอทุกข์เพราะเธอมีกรรม กรรมเก่าทำให้เธอไม่สมหวังในความรัก ต้องทนทุกข์เพราะรัก ??สำหรับดิฉันแล้ว เห็นด้วยเพียงส่วนน้อยส่วนเดียวเท่านั้นค่ะ

นั่นคือ "กรรม" หรือ "เหตุปัจจัย" ทำให้เธอได้พบ ให้ได้ประทับใจในตัวเขาในครั้งแรก แต่หลังจากนั้น เธอทำตนให้ตกอยู่ในความทุกข์เองทั้งหมด เพราะกรรม หรือเหตุปัจจัย เป็นเพียงประตูที่เปิดให้เท่านั้น การจะก้าวผ่านประตูนั้นเข้าไปหรือไม่ อยู่ที่ตัวเธอเป็นผู้ตัดสินใจ และกระทำด้วยตนเอง

อาการอันนำดวงชีวันไปสู่ทุกข์นั้น เกิดได้อย่างไรหรือคะ

เพียงสายตาปรายมาจับกับใบหน้าเขาที่กำลังก้มกระซิบบางอย่างที่ข้างหูภรรยา เธอก็รู้สึกว่าใจเต้นไม่เป็นส่ำ ร่ำๆจะยกใจไปให้เขาเสียในทันทีที่เขามีแทบทุกอย่างตรงตามที่ฝัน

เริ่มตั้งแต่ก่อนที่เธอจะพบเป็นเขาครั้งแรกแล้ว

ความยึดถือมั่น ไม่ว่าในอะไร ก็นำไปสู่ทุกข์ได้ทั้งนั้น เพราะความที่เธอสร้างคุณสมบัติของชายในฝัน และยึดถือไว้อย่างเหนียวแน่นนั่นเองค่ะ จึงทำให้เธอไม่มองมนุษย์ทุกคนที่ความดี ที่คุณธรรมที่เขามี แต่มองที่รูปลักษณ์และคุณสมบัติภายนอก เธอจึงเฝ้ารอ รอจนกว่าจะพบกับคนคนนั้น เมื่อได้พบเขาซึ่งมีคุณสมบัติตรงตามที่เธอวาดหวัง ทำนบแห่งการรอคอยจึงแตกทำลาย และ

เพราะปัญญามาไม่ทันสถานการณ์ เธอจึงเผลอไผลมอบใจให้เขาไปตั้งแต่เมื่อได้เห็นหน้าในนาทีแรกทั้งๆที่รู้ว่าเขาไม่ใช่คนตัวเปล่า

สายตาที่เห็นเขาในคราวแรก ทำให้เกิดทุกข์ตามมาได้อย่างไรนั้น อยากให้ลองพิจารณาจากพระสูตรนี้ที่คัดมาจากหนังสือ อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคต้น ของท่านพุทธทาส (หน้า ๓๓๕) ดูค่ะ

เพราะอาศัยซึ่งจักษุด้วย ซึ่งรูปทั้งหลายด้วย, จึงเกิดจักขุวิญญาณ ; การประจวบพร้อมแห่งธรรม ๓ ประการ (จักษุ + รูป + จักษุวิญญาณ) นั่นคือผัสสะ ; เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา ; เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา ; เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน ; เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ ; เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ ; เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะโทมนัสะอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้

(ในกรณีแห่ง โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ และ มนะ ก็ได้ตรัสไว้โดยนัยอย่างเดียวกันกับกรณีแห่งจักษุ)

สฬา.สํ.๑๘/๑๑๑/๑๖๓

และในเวลาต่อมา เมื่อเธอ

นำภาพเขามาครุ่นคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งครวญหา

ทำไม.....

ความคิดจึงนำเราไปสู่ทุกข์ได้

พุทธพจน์นี้สามารถอธิบายได้เป็นอย่างดี

ภิกษุ ท ! ถ้าบุคคลย่อมคิด (เจเตติ) ถึงสิ่งใดอยู่. ย่อมดำริ (ปกปฺเปติ) ถึงสิ่งใดอยู่, และย่อมมีจิตฝังลงไป (อนุเสติ) ในสิ่งใดอยู่ ; สิ่งนั้นย่อมเป็นอารมณ์ เพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ. เมื่ออารมณ์มีอยู่, ความตั้งขึ้นเฉพาะแห่งวิญญาณย่อมมี ; เมื่อวิญญาณนั้น ตั้งขึ้นเฉพาะ เจริญงอกงามแล้ว, ความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปย่อมมี ; เมื่อความเกิดขึ้นแห่งภพใหม่ต่อไปมี, ชาติชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วนต่อไป : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้

พุทธทาสภิกขุ อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคต้น หน้า ๓๔๑

ในชีวิตเรา จะให้รู้เท่าทันกระบวนการเกิดทุกข์ตั้งแต่ต้น บางทีเราก็ทำไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าเมื่อกระบวนการเกิดแล้ว

เราดับได้ทันที่ความคิดด้วยการเบนความสนใจไปที่เรื่องอื่น หรือการเลิกคิดถึงเรื่องนั้น หรือการตั้งสติติดตามลมหายใจ

เมื่อความคิดเรื่องนั้นดับไปแล้ว เรานำเรื่องที่วนเข้ามาในความคิดมาพิจารณา เพื่อคาย เพื่อสำรอก ความอยากอันเป็นตัณหา ออกไป จนมีท่าทีเป็นกลางกับเรื่องนั้นๆได้ เมื่อวางใจเป็นกลาง ก็ไม่ใส่ใจ เมื่อไม่ใส่ใจ ก็ไม่คอยครุ่นคิด ความคิดอันนำไปสู่ตัณหาซึ่งนำไปสู่ทุกข์อีกทีหนึ่งเพราะเรื่องนั้นๆก็ไม่เกิดขึ้นอีก

แต่เพราะเธอไม่หยุดความคิด ความคิดจึงนำเธอไปสู่ทุกข์ต่อไป

จนบางคราเผลอคิดไปถึงว่า เธอกับเขามีโอกาสได้การใช้ชีวิตคู่ เผลอสุขอยู่ในความคิด

และเกิดความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) เห็นทุกข์เป็นสุข คือคิดว่าการจินตนาการถึงคนที่พอใจเป็นความสุข ทั้งๆที่ในความเป็นจริง การคิดฝันโดยไม่มีพื้นฐานอยู่บนความจริงในปัจจุบัน (ปัจจุบันธรรม) เป็นเพียงฝันเลื่อนลอยและทำให้ทุกข์หนักมากยิ่งขึ้น เพราะยิ่งคิดก็ยิ่งเกิดความทะยานอยาก ยิ่งยึดติดกับความคิดในฝันนั้นๆ แต่เมื่อออกจากโลกจินตนาการมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง การรับความจริงในโลกปัจจุบันที่ช่างต่างจากโลกในความคิดเป็นอย่างมากไม่ได้ ย่อมทำให้ความทุกข์ยิ่งทวีเพิ่มขึ้น

พระพุทธองค์ตรัสว่า ผลของทุกข์มีสอง คือให้หลงใหล และใคร่หาทางออก

ภิกษุ ท. ! ผลของทุกข์ เป็นอย่างไรเล่า? ภิกษุ ท.! บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว ย่อมเศร้าโศก ย่อมระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ย่อมถึงความหลงใหล ; หรือว่า ถูกความทุกข์ชนิดใดครอบงำแล้ว มีจิตอันความทุกข์รวบรัดแล้ว ย่อมถึงการแสวงหาที่พึ่งภายนอก ว่า ใครหนอย่อมรู้วิธี เพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้ สักวิธีหนึ่ง หรือสองวิธี ดังนี้ ภิกษุ ท. ! เรากล่าวว่า ความทุกข์มีความหลงใหลเป็นผล หรือมิฉะนั้น ก็มีการแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล ภิกษุ ท. ! นี้เรียกว่า ผลของทุกข์

พุทธทาสภิกขุ อริยสัจจากพระโอษฐ์ภาคต้น หน้า ๒๕๕

ไม่ทราบว่าคุณจะเห็นด้วยกับดิฉันหรือไม่ ว่าที่ดวงชีวันทุกข์ เพราะความเห็นผิด (คือเห็นไม่ตรงกับความเป็นจริง เห็นทุกข์เป็นสุข) เพราะหลงใหลในทุกข์ และเพราะเธอไม่คิดหาทางออกจากทุกข์ จึงจมลงในความทุกข์อยู่อย่างนั้น

เมื่อจมอยู่ในทุกข์ด้วยการกระทำ (กรรม) ของตนเองในปัจจุบัน ทั้งการกระทำด้วยกาย (กายกรรม)

สายตาเธอก็ช่างกระไร ช่างตามจับภาพคนทั้งสองอยู่ได้

ด้วยใจ (มโนกรรม)

นำภาพเขามาครุ่นคิด ยิ่งคิดก็ยิ่งครวญหา

แล้วเธอจะบอกว่าทุกข์เพราะกรรมเก่าได้อย่างไรกันคะ ในเมื่อกายกรรม มโนกรรม อันนำไปสู่ทุกข์นั้น เธอประกอบขึ้นด้วยตัวเองในปัจจุบันอย่างสม่ำเสมอ

และถึงแม้......

เธอไปทำบุญแก้กรรม เผื่อทำแล้วเธอจะพ้นจากกรรมเก่าที่ทำให้เธอเร่าร้อนด้วยไฟรัก แต่เธอยังหักใจไม่ได้ จึงคิดว่ากรรมเธอคงหนักเกินกว่าจะบรรเทา ต้องอับเฉาเพราะเขาไปจนตาย สุดท้าย จึงทำใจก้มหน้ารับกรรมไปแต่โดยดี

คุณคิดว่า เธอจะพ้นทุกข์ด้วยการทำบุญแก้กรรมได้ไหมคะ

หรือตัวเธอเองควรแก้ปัญหาอันนำไปสู่ทุกข์ด้วยตัวเธอเอง โดยการเห็นธรรมตามที่เป็นจริง ดำริจะออกจากกองทุกข์ หยุดสร้างเหตุปัจจัยอันไปสู่ทุกข์ให้ตน รวมถึงสร้างปัจจัยที่เป็นไปในทางตรงข้าม เพื่อความดับของทุกข์

หากคุณเป็นเธอ คุณจะเริ่มต้นดับทุกข์อย่างไรคะ

..................................................................................

ภาคปลาย ขอยกไปไว้ที่นี่ค่ะhttp://portal.in.th/nadrda2/pages/13887

........................................................

ทุกข์เพราะรัก : กรรมเก่าหรือเราเองก่อ (ภาคปลาย)

https://www.gotoknow.org/posts/627238