ในยามที่แม่ทัพไม่อยู่ หากนายทหารสามารถลุกขึ้นมาเคลื่อนทัพร่วมกันได้อย่างมีพลัง ผมว่านั่นแหละคือความหมายของการเป็น "ทีม"

       ว่าด้วยการทำงานนั้น  ลูกทีมจะรู้ดีว่าผมเป็นคนประเภท "จริงจัง" เอามากๆ 
       จริงจังจนดูเป็น "เครียดๆ"  
       แต่ในเบื้องลึกของน้ำใสใจจริงแล้ว  มันก็คือภาพลักษณ์ในแบบฉบับ "จริงจัง จริงใจ" นั่นแหละ
 



       เกือบสองปีให้หลังนี้  ผมเน้นย้ำเหลือเกินกับวาทกรรมว่า "สอนงานสร้างทีม"
       เพราะอยากให้วาทกรรมนี้ เป็นเสมือน "วัฒนธรรมขององค์กร
       วาทกรรมที่ว่านี้  เกิดจากการทบทวนรอยเท้าของการขับเคลื่อนตัวเองและองค์กรมาอย่างยาวนาน  จนที่สุดแล้วก็พบว่า การจะพัฒนาคนในองค์กรและยกระดับองค์กรนั้น หัวใจหลักมันหนีไม่พ้นการ "สอนงาน-สร้างทีม"

 

       ผมไม่ใช่คนที่หลากบุคลิกนัก ตีกลองร้องเพลงไม่เป็น  ถนัดกับการคิดและวางแผน หรืออยู่เบื้องหลังซะมากกว่า  ...
       ดีหน่อยที่ทุกวันนี้  มีทีมงานที่ "รู้ใจ" 
       ชนิดมองตารู้ใจ ..ไปไหนไปกัน  จนบางสายงานมองว่าพวกเราเป็น "ทีม" และดูเป็นกลุ่ม "มาเฟีย"  ไปแล้ว (ก็ว่าได้)

 

 

       ระยะหลังทีมงานได้รับการติดต่อไปจัดกระบวนการตามที่ต่างๆ บ่อยขึ้น  ผมให้พวกเขามีอิสระต่อการ "รับงาน"  เพราะเชื่อว่านั่นคือกระบวนการพัฒนาขีดความสามารถของพวกเขา  มันสอนความเป็นทีมไปในตัว  และที่สำคัญคือมันเป็นกระบวนการของการ "บำบัดเยียวยาและเติมพลังชีวิตให้ตัวเอง" ...
      ครับ, บางทีงานนอกก็ช่วยให้เรากลับมายังองค์กรอย่างมีพลัง  กลับมาพร้อมกับทัศนคติที่ดีในการที่จะบูรณะองค์กรไปพร้อมๆ กับการปกป้ององค์กร

 

 

       ล่าสุด  ผมไปร่วมงานในเวทีหนึ่งซึ่งมีหลายๆ มหาวิทยาลัยมาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้
       ผมถูกร้องขอให้ช่วยจับประเด็นการสะท้อน "บทเรียน" อันเกิดจากการ "ถอดความรู้"  ซึ่งผมก็อดที่จะบอกอย่างจริงใจไม่ได้ว่า นั่นคือ "AAR"   หาใช่ "บทเรียน" จากวิถีของการถอดความรู้  เพราะมันยังไม่ "ลึก" พอที่จะเป็น "บทเรียน" ได้
       และสิ่งที่ผมสะท้อนไปนั้น  ก็สอดรับกับผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านได้ฝากไว้ในเวทีก่อนๆ บ้างแล้ว  เพียงแต่ว่า "ทีมงาน"  ยังไม่มีการ "เปิดใจ" ปรับปรุงและปรับแต่งให้มีรูปลักษณ์อย่างที่ควรจะเป็นเท่านั้นเอง

  

       งานครั้งนี้  เมื่อลงจากเวทีแล้ว  ผมเฝ้ามองการทำงานของทีมงานตัวเองอย่างเงียบๆ...
       ผมไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในวิธีคิดอะไรมากนัก  ปล่อยให้เขาออกแบบกิจกรรมด้วยตัวของเขาเอง  เพียงแต่เปรยสั้นๆ ว่า "หากเรามีอำนาจพอ  เราน่าจะโละโต๊ะเก้าอี้ออกให้หมด"  (เพราะมันบีบรัดจินตนาการเหลือเกิน)

       และเมื่อกิจกรรมเริ่มเคลื่อนตัวไป  ผมก็ยังนั่งปักหลักเฝ้ามองแบบสุภาพ  ไม่ถือวิสาสะเข้าไปบริหารจัดการใดๆ ปล่อยให้ลูกทีมจัดกระทำกระบวนการด้วยตัวของเขาเอง...

       ทันทีที่กระบวนการเปิดตัวขึ้น  สองคนเด่นหราอยู่หน้าเวที  ทำหน้าที่เป็นผู้ผูกโยงเรื่องราวและขั้นตอนต่างๆ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน...
       อีกคนพยายามปักหลังอยู่หลังเวที คล้ายกับกำลังประเมินผลพฤติกรรม รวมถึงประเมินสถานการณ์ต่างๆ  โดยพยายามเคลื่อนตัวอย่างเงียบๆ ขณะที่อีกคนปักหลักอยู่ด้านข้างของเวที  ซึ่งคาดว่าคงทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ช่วยกัน... 

 

       จากภาพชีวิตที่เกิดขึ้นเช่นนั้น  ผมอดไม่ได้ที่จะสะกิดให้บุคลากรอีกท่านในสายงานอื่นที่นั่งข้างๆ ได้วิเคราะห์และเรียนรู้ร่วมกันว่า "นั่นคือกระบวนการของการเป็นทีมที่ควรเรียนรู้" ...

       ผมเล่าให้บุคลากรท่านนั้นฟังว่า  "ผมเคยสอนให้ทีมงานได้คิดร่วมและแบ่งเบาภาระกันและกัน  ใครเป็นพระเอก ก็ให้เล่นบทบาทนั้นเต็มที่ ใครเป็นพระรองก็สนับสนุนและเติมเต็มกระบวนการเหล่านั้นช่วยกัน"   พร้อมๆ กับชี้ไปยังจุดต่างๆ เพื่อให้เขาเห็นภาพของการการฝังตัวและเคลื่อนตัวของพระเอกและพระรอง ซึ่งกำลังทำงานอย่างมีชีวิตชีวา...


      ไม่เพียงเท่านั้น  ผมยังสะท้อนให้เขารับรู้อีกว่า  "โดยปกติ ในยามที่พวกผมทำกระบวนการนั้น  เมื่อมีคนบรรยายบนเวที ทีมของเรา จะมอบหมายให้แต่ละคนมานั่งบันทึกข้อมูล หรือจับประเด็นต่างๆ เพื่อสังเคราะห์และจัดกระทำเป็นข้อมูลแจกจ่ายให้ผู้ร่วมกิจกรรมได้อ่านและต่อยอด"...  ซึ่งครั้งนี้  ผมไม่เห็นเจ้าของงานๆ นี้ให้ความสำคัญ เพื่อให้กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้นได้

 

 

     ครับ,นี่คือสิ่งเล็กๆ...ที่ผมเห็นการเติบโตของทีมงานตัวเอง...
     เป็นการเติบโตที่ผมไม่จำเป็นต้อง "บอก หรือกำกับบท หรือแม้แกระทั่งเขียนบทด้วยตนเอง"
     ผมดีใจ ชื่นใจ และอิ่มใจกับการเติบโตเล็กๆ ของพวกเขา
     หากเขาทั้งหลายเข้ามาอ่านบันทึกนี้  พวกเขาคงรู้กระมังว่า  ผมรักและเอ็นดูพวกเขาอย่าง "จริงจังและจริงใจ" แค่ไหน... โดยหากผมต้องวางมือตอนนี้  พวกเขาก็ "อยู่ (กัน) ได้" 
     อยู่กันได้ด้วยความเป็นทีม  ไม่ใช่อยู่ได้เพราะคนใดคนหนึ่ง...แต่ทุกคนก็สามารถสลับกันรับบทพระเอกและพระรองได้อย่าง "ลงตัว" 

     แน่นอนครับ  ในยามที่แม่ทัพไม่อยู่  หากนายทหารสามารถลุกขึ้นมาเคลื่อนทัพร่วมกันได้อย่างมีพลัง  ผมว่านั่นแหละคือความหมายของการเป็น "ทีม"  และนั่นแหละคือนิยามของคำว่า "องค์กร"  ซึ่งบางทีมันอาจจะหมายถึง "วัฒนธรรมขององค์กร" ด้วยเหมือนกัน



     แต่ที่แน่ๆ ประชุมวันนี้  ผมจะบอกกับพวกเขาว่า "ผมชื่นชมพวกเขายิ่งนัก  และ บัดนี้พวกเขาก็เติบโตและเปล่งประกายสมวัยของพวกเขาแล้วล่ะ"
    

...

     11  กุมภาพันธ์ 54
     เขื่อนอุบลรัตน์,ขอนแก่น