พระอาจารย์ใหญ่กัณหา สุขกาโม

 

 

(ผู้เขียนกับหลวงพ่อกัณหา

ท่านเมตตาเคาะศรีษะให้พรผมหลายครั้ง)

 การอยู่อินเดีย ประเทศที่มีทั้งความเจริญสูงสุดกับการพัฒนาที่ต่ำสุด วิถีชีวิตที่หลากหลายทั้งรวยมากติดอันดับโลกกับจนที่สุด ผู้คนที่คิดเพียงอย่างเดียวคือการเอาตัวรอด "ฉันก่อน" แต่ไม่ว่าอินเดียจะเป็นอะไรหรืออย่างไร สิ่งหนึ่งสำหรับชาวพุทธไทยอย่างเราก็คือ การอยู่อินเดียมีโอกาสได้ทำบุญมากกว่าอยู่เมืองไทย มีโอกาสได้พบพระมากกว่าอยู่เมืองไทย ดังเรื่องที่จะเล่าให้ฟัง 

ช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณกฎ เพ็ชรภักดีพงษ์ นายสถานีการบินไทยเดลีว่าพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่กัณหา สุขกาโม แห่งวัดป่าทรัพย์ทวี วังน้ำเขียวและคณะจะแวะมาเดลีวันที่ 9 กพ.เพื่อเปลี่ยนเครื่องบินไปลัคเนาว์โดยจะมีเวลาช่วงรอเปลี่ยนเครื่องบิน 2 ชม. กว่าและในวันที่ 12 กพ.จะแวะกลับมาเดลีอีกครั้งโดยคราวนี้จะมีเวลานานกว่า 5 ชม. เนื่องจากคุณเมษา หรือคุณเมย์ ภรรยาคุณกฏเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่กัณหาฯ มานาน จึงบอกบุญมา ผมเมื่อทราบดังนั้นจึงได้ออกปากให้นิมนต์พระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่ฯ มาที่สถานเอกอัครราชทูตซึ่งผมเป็นอุปทูตอยู่ในขณะนั้นเพื่อท่านจะได้มาเยี่ยมชมสถานทูต ทำเนียบทูตและให้โอกาสข้าราชการและคนไทยในเดลีได้กราบ ฟังธรรมและทำบุญกับท่าน โดยที่ผมเองยังไม่ทราบว่าพระอาจารย์ใหญ่นั้นเป็นใคร มีประวัติความเป็นมาอย่างไร รู้แต่เพียงว่าหากมีพระไทยมาเดลี ก็ถือว่าเป็นบุญของผมและคนไทยในเดลี จะได้มีโอกาสทำบุญและฟังธรรม คุณกฏก็ยินดีและได้นัดแนะกับคณะต่อไป

ที่สนามบิน

ที่ห้องอาหาร Hotel Lohias

คุณกฏ คุณเมษาและคุณชุลีรัตน์(ภรรยาผู้ช่วยทูตทหารเรือ)

ในวันที่ 9 กพ. ผมจึงได้ไปรับพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่กัณหาที่สนามบินร่วมกับคุณกฎและภรรยา พาท่านไปฉันอาหาร ณ โรงแรมใกล้สนามบินแล้วก็พาไปส่งขึ้นเครื่องไปลัคเนาว์ เนื่องจากมีเวลาสั้นๆ จึงได้สนทนากับท่านไม่มากนัก แต่ก็รู้สึกแล้วว่าท่านเป็นพระที่ไม่ธรรมดา มีเมตตาสูงมาก ท่านยิ้มได้น่ารักและอย่างเมตตา เอาไม้เคาะศรีษะและให้พรโดยเน้นเสียงตอนท้าย “สุขัง พลัง” ทำให้เรารู้สึกดีมาก นอกจากนั้นท่านพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่ยังแจกท๊อฟฟี่ซองใหญ่ ให้ด้วย ทราบจากปากท่านเองว่าท่านบวชมาแล้ว 40 กว่าพรรษา อายุ 60 ปีแล้ว เป็นหลานของพระอาจารย์ชา และถือธุดงถ์เป็นวัตร พระที่มากับท่าน 9 รูปก็ล้วนเป็นพระที่สำรวมดูเข้มแข็งในทางธรรม ทำให้ผมเลื่อมใสด้วยความจริงใจ เนื่องจากช่วงนั้นมีงานเยอะจึงยังไม่ได้ค้นหาข้อมูลของพระอาจารย์กัณหาซึ่งตั้งใจว่าจะต้องหาความรู้ก่อนที่ท่านจะมาแวะสถานทูตในวันที่ 12 กพ.

คณะญาติธรรมเดลี อยู่กันพร้อมหน้า

ในวันที่ 12 กพ. ท่านพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่ก็มาแวะที่ทำเนียบทูต มีข้าราชการและคนไทยในเดลีมากราบท่านประมาณ 30 คน ก็มีทั้งข้าราชการสถานทูต ผู้ช่วยทูตทหาร นักธุรกิจไทย แม่บ้านไทยในเดลี เช่นคุณตุ๊กตา ดร.วิไลพร คุณธนินทร์ ซึ่งก็เป็นผู้ที่สนใจธรรมะทั้งนั้น ท่านอาจารย์ใหญ่ก็จะให้เข้ามาทีละคน เอาไม้เท้าเคาะศรีษะ ให้พร แจกท๊อฟฟี่และนมกล่องคนละกล่อง เป็นที่ถูกอกถูกใจของทุกคนในที่นั้น จากนั้นก็มีการนำกราบบูชาพระรัตนตรัยและสวดชุมนุมเทวดา สวดอิติปิโสและพระสงฆ์เล่าประวัติของพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่ให้พวกเราได้รับทราบกัน ทำให้พวกเราได้ทราบว่าหลวงพ่อใหญ่นั้นเป็นพระที่มีบารมีธรรมมาก เดินธุดงถ์มาตลอดชีวิต แม้ปัจจุบันก็ไม่ฉันเนื้อสัตว์รวมทั้งไข่ บารมีธรรมของท่านที่เห็นได้ชัดคือความเมตตาเห็นจากแววตาของท่านที่ฉายออกมามีแต่ความเมตตาและสบายๆ มีแต่ให้ผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นมีความสุขใจ อิ่มใจ ทำให้พวกเราได้ทราบว่าพวกเรานั้นโชคดีเหลือเกินที่ได้มีโอกาสได้กราบและพบท่านอย่างใก้ลชิดแบบนี้ พระที่บรรยายบอกว่าหากเป็นที่เมืองไทยจะไม่มีโอกาสแบบนี้เพราะคนที่ไปกราบท่านที่วัดนั้นมากมาย

ผมได้มีโอกาสอ่านข้อมูลของวัดแพร่ธรรมาราม ต.เด่นชัย อ.เด่นขัย จ.แพร่ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์ของผู้ที่จะบวชตามรอยพระพุทธเจ้าซึ่งพระอาจารย์หลวงพ่อใหญ่เป็นคนเขียน อ่านแล้วต้องยอมรับว่าเป็นธรรมะและธรรมวินัยที่ดีมากสำหรับพระ ที่แท้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ท่านถือปฏิบัติมานานตั้งแต่บวช ดังนั้นบารมีธรรมจึงเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายเลย แต่ถ้าใครทำได้แล้วก็จะเป็นอำนาจที่น่ายกย่องและเคารพยิ่งนัก ผมได้ข้อคิดด้วยว่า การที่ใครจะเคารพเลื่อมใสใครนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่อยู่ที่ยศฐาบรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งใหญ่โตแต่อยู่ที่การปฏิบัติจริง สำหรับพระสงฆ์แล้ว การปฏิบัติที่ถูกต้อง ตรงต่อพระวินัยและทำได้จริงตลอดเวลายาวนานแสดงให้เห็นถึงอำนาจหรือบารมีธรรมที่เรารู้สึกได้เองและต้องเคารพและยกย่องนั่นคือพระที่เราสามารถกราบได้ด้วยความสนิทใจ

ครอบครัวผู้ช่วยทูตทหารเรือ น.อ. บัญชา บัวรอด

คุณแจ่มใส คุณแม่และลูกศิษย์หลวงพ่อ

เย็นนั้นนอกจากพวกเราจะ ได้ร่วมกันทำบุญกับพระอาจารย์แล้วก็ยังได้ฟังธรรมะโดยการถามตอบด้วยซึ่งนับว่าได้รับข้อคิดและสติเตือนใจที่ดีมาก โดยเฉพาะเรื่องการคิดที่ถูกต้อง ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ (มรรค 8 ) จึงจะเป็นพุทธแท้ แต่ถ้าเริ่มต้นคิดก็ผิดซะแล้ว ต่อให้นั่งสมาธิหรือไปทำบุญบูชาอะไรก็ไม่เป็นผล นอกจากนั้นก็ให้มีเมตตาทั้งกับตัวเราและผู้อื่น มีความกตัญญูต่อบิดามารดา และมีสติเพื่อทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด ก็ต้องบอกว่าเป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้มีโอกาสพบ ได้ทำบุญและได้ฟังธรรมจากพระดีๆ รู้สึกได้ชัดเจนว่าไม่เสียทีที่ได้มาอยู่ ณ ดินแดนพุทธภูมิแห่งนี้ จึงเผื่อแผ่มายังผู้อ่านทุกท่าน ให้ได้บุญกันถ้วนหน้าครับ

คุณกฏ คุณเมษาและบุตรชาย

ลูกศิษย์คนสำคัญของหลวงพ่อและ

พ.จ.อ.สุพจน์กับครอบครัว

 

พ.จ.อ.ณัฐวุฒิจากสำนักงานผู้ช่วยทูตทหารอากาศ

สุดท้ายก็ต้องขอบคุณ คุณกฏ เพ็ชรภักดีพงษ์และคุณเมย์ที่เป็นเสมือนสะพานบุญทำให้พวกเราคนไทยในเดลีได้มีโอกาสพบพระดีๆ เช่นนี้ และขอบคุณคนไทยทุกท่าน ตั้งแต่ผู้ช่วยทูตทหารเรือ แม่บ้าน จนท.ผู้ช่วยทูตทหารทั้งทหารเรือและทหารอากาศที่ได้ถ่ายภาพดีๆ ให้พวกเราได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก

และขอจบด้วยคำว่า พบกันในโอกาสสร้างบุญครั้งหน้าครับ