การสอบปากเปล่า

 

        นำวิธีการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ของ รศ.ดร.บุญชม  ศรีสะอาด มาฝาก

 วิธีการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์/การศึกษาค้นคว้าอิสระ

                   วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์  (Thesis  or  Dissertation)  เป็นการศึกษาค้นคว้าของนิสิตนักศึกษาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในระดับมหาบัณฑิตหรือดุษฎีบัณฑิตหรือทั้งสองระดับโดยทั่วไปจะอยู่ในรูปของงานวิจัยภายใต้การดูแลให้คำปรึกษาของอาจารย์ผู้ควบคุมหรืออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์นิสิตนักศึกษาจะเลือกศึกษาค้นคว้าในเรื่องที่ตนสนใจเรื่องที่มีความสำคัญตามนโยบายของสถาบัน  คณะ  และภาควิชาที่รับผิดชอบผลิตบัณฑิตและตามความเชี่ยวชาญของอาจารย์ที่ควบคุมวิทยานิพนธ์การศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกให้ความสำคัญ  แก่วิทยานิพนธ์มาก  หลักสูตรระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอกบางหลักสูตรไม่มีการเรียนเป็นรายวิชาแต่จะมีการทำวิทยานิพนธ์เพียงอย่างเดียวชี้ถึงการเห็นความสำคัญของวิทยานิพนธ์  นิสิตนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาหลายคน  ได้ให้ข้อมูลสะท้อนกลับว่าความรู้  ประสบการณ์ที่ได้รับจากการทำวิทยานิพนธ์มีประโยชน์ต่อการนำไปปฏิบัติหน้าที่มาก  เป็นประโยชน์ยิ่งกว่าที่ได้รับจากการเรียนในรายวิชาต่าง ๆ

                   ในการทำวิทยานิพนธ์  นิสิตนักศึกษาต้องเสนอ  (Defense)  เค้าโครงวิทยานิพนธ์และหลังจากที่ได้รับอนุมัติแล้ว  จะดำเนินการศึกษาค้นคว้าแล้วเขียนรายงานเสนอกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์พิจารณาให้คำแนะนำตรวจแก้ข้อบกพร่องต่าง ๆ  จนเป็นที่พอใจจึงดำเนินการขอสอบปากเปล่าต่อไป  มีข้อเสนอแนะข้อสังเกตเกี่ยวกับการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์  ดังนี้

                         1.  ในการเสนอเค้าโครงวิทยานิพนธ์  ถ้านิสิตนักศึกษาได้เสนอเค้าโครงที่เหมาะสม  ละเอียด  ชัดเจน  รอบคอบ  รัดกุมในทุกส่วนแล้ว  (โดยทั่วไปมักประกอบไปด้วยภูมิหลัง  ความเป็นมาของงานวิจัย  ความมุ่งหมาย  สมมติฐาน  (ถ้ามี)  ขอบเขต  นิยามศัพท์เฉพาะ  แนวคิดทฤษฎี  และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง  วิธีดำเนิน  การวิจัย  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง  เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ฯลฯ)  ก็จะเป็นประโยชน์มาก  เพราะเค้าโครงดังกล่าวเป็นเงื่อนไขที่จะต้องปฏิบัติตามทำให้ผู้วิจัยมีความชัดเจน  เป็นการป้องกันปัญหาต่าง ๆ  ที่จะตามมา  ถ้าเค้าโครงไม่ชัดเจนแล้ว  เมื่อดำเนินการศึกษาค้นคว้าก็จะพบว่าปัญหายากต่อการตัดสินใจอาจเกิดข้อขัดแย้ง  อาจต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติม  ซึ่งจะก่อให้เกิดความยุ่งยากตามมามากมายส่งผลให้มีปัญหาในการสอบปากเปล่า

                         2.  นิสิตนักศึกษาจะต้องเตรียมพร้อมในการสอบปากเปล่าอย่างดีเยี่ยม  โดยเตรียมการนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้าให้กระชับ  รัดกุม  เข้าใจง่าย  น่าสนใจ  ด้วยความคล่องแคล่ว  ถูกต้อง  แม่นยำ  รวมทั้งเตรียมตอบคำถามต่าง ๆ  ที่แสดงถึงการมีความรอบรู้ในเรื่องที่ทำวิทยานิพนธ์  ทั้งนี้ต้องมีตัวรายงานวิทยานิพนธ์ที่มีความสมบูรณ์

                         จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่านิสิตนักศึกษาเตรียมตัวมายังไม่ดีพอ  ตัวรายงานมีความบกพร่องหลายแห่ง  การนำเสนอไม่น่าสนใจ  บางคนนำเสนอโดยการอ่านจากเอกสารที่เตรียมมาการตอบคำถามบางครั้งไม่ตรงประเด็น  หรือตอบไม่ได้  โดยเฉพาะในคำตอบที่เป็นการประเมินความรู้  ความเข้าใจในวิธีการ  หลักการ  ทั้งนี้เนื่องจากขาดความรอบรู้อย่างแท้จริง  เตรียมตัวมาน้อย  นิสิต

นักศึกษาควรวางแผนและดำเนินการให้สามารถเขียนรายงานให้เสร็จสมบูรณ์โดยที่เหลือเวลาพอ

สมควรสำหรับเตรียมสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์  เช่น  มีเวลาเตรียมตัวก่อนสอบ  10  วัน  เป็นต้น  และควรซักซ้อมให้คล่อง  โดยเฉพาะถ้าได้ซักซ้อมกับอาจารย์ผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์จะช่วยได้มาก

                         3.  ด้านกรรมการสอบ  กรรมการสอบโดยทั่วไปประกอบด้วยอาจารย์ผู้ควบคุมหรืออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์และกรรมการจากภายนอก  กรรมการจากภายนอกอาจจะมีจำนวนเท่ากันกับอาจารย์ที่ปรึกษา  น่าจะมีทั้งกรรมการที่เคยสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์  และที่ไม่ได้เป็นกรรมการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์  ข้อดีของการแต่งตั้งอาจารย์ภายนอกที่มาจากกรรมการสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์ก็คือ  จะได้ทราบถึงเงื่อนไข  ข้อตกลงต่าง ๆ  ที่ได้พิจารณา  เมื่อครั้งสอบเค้าโครงวิทยานิพนธ์มีความเข้าใจในเรื่องและวิธีการของการศึกษาค้นคว้า  ลดความขัดแย้งอันเนื่องมาจากความไม่เข้าใจในเรื่องต่าง ๆ  ส่วนกรรมการจากภายนอกที่ไม่ใช่กรรมการสอบเค้าโครงมีข้อดีคือ  จะมีมุมมองที่อาจสะท้อนให้เห็นข้อความจริงบางประการ  ซึ่งถ้าหากนำมาพิจารณาจะทำให้งานวิจัยนั้นสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  กรรมการจากภายนอกต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในเรื่องที่นิสิตนักศึกษาทำวิทยานิพนธ์  โดยอาจจะอยู่คนละสถาบันหรืออยู่ในหน่วยงานอื่น ๆ  ที่ไม่ใช่สถาบันการศึกษาหรืออาจจะมาจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ

                         4.  โดยทั่วไปจะแบ่งการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ออกเป็นสองขั้นตอน 

                                ขั้นตอนที่หนึ่ง  จะให้นิสิตนักศึกษารายงานถึงการศึกษาค้นคว้าที่ได้ดำเนินการ 

อาจให้กล่าวเฉพาะประเด็นที่สำคัญ  เช่น  เหตุผลที่เลือกทำการศึกษาค้นคว้าในเรื่องนั้น  วิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า  ผลการศึกษาค้นคว้า  การอภิปรายผลและข้อเสนอแนะ  ในขั้นตอนนี้นิสิตนักศึกษาอาจนำเสนอโดยใช้สื่อต่าง ๆ  เช่น  แผ่นใส  PowerPoint  เป็นต้น  การใช้สื่อต่าง  ๆ  จะช่วยให้รายงานได้ดีกว่า  มีความน่าสนใจในการเตรียมสื่อผู้วิจัยได้มีโอกาสคิดวิธีนำเสนอได้สรุปเนื้อหาสาระที่สำคัญเพื่อนำเสนอช่วยในการจดจำสาระดังกล่าว  นิสิตนักศึกษาต้องเตรียมแผนสำรองกรณีที่มีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่สามารถควบคุมได้  เช่น  ไฟฟ้าดับ  เป็นต้น  ข้อสำคัญคือ  ต้องทำการซักซ้อมติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ  ตรวจสอบการใช้งานจนมั่นใจ  ก่อนถึงเวลาสอบปากเปล่า

                                ขั้นตอนที่สอง  กรรมการสอบจะซักถามข้อสงสัย  สอบถามเพื่อตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของผู้ทำวิทยานิพนธ์  แม้กระทั่งการทักท้วงโต้แย้งในประเด็นต่าง ๆ ที่อาจเป็นข้อผิดพลาดของรายงานการวิจัยเพื่อให้มีการแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป

                         5.  การพิจารณาคุณภาพของรายงานวิทยานิพนธ์

                                พิจารณาในหลาย ๆ  ประเด็น  ดังนี้

                                      5.1  ด้านคุณภาพโดยทั่วไป  พิจารณาความถูกต้องเหมาะสมในส่วนต่าง ๆ  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกำหนดจุดมุ่งหมาย  ขอบเขตของงานวิจัย  นิยามศัพท์เฉพาะสมมติฐาน  (ถ้ามี)  เอกสารที่เกี่ยวข้อง  แนวคิดทฤษฎี  วิธีดำเนินการวิจัย  ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง  เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ผลการวิเคราะห์  การแปลผลการวิเคราะห์  การสรุปผลการวิจัย  อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

                                      จากการพิจารณามักพบข้อบกพร่องในหลายส่วนหลายที่  เช่น  ขาดการให้นิยามในคำศัพท์เฉพาะที่สำคัญ  ให้นิยามศัพท์เฉพาะไม่ชัดเจน  การระบุกลุ่มตัวอย่างไม่ถูกต้อง  การระบุตัวแปรที่ไม่ถูกต้อง  ในส่วนของเอกสาร  แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องยังขาดในสาระที่สำคัญ  งานวิจัยที่เกี่ยวข้องมีจำนวนน้อย  และพบว่ามีเรื่องที่ไม่อยู่ในขอบข่ายที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ  เรื่อง  ด้านกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเขียนไม่ชัดเจนว่าเลือกมาโดยวิธีใด  ด้านเครื่องที่ใช้ในการวิจัยอธิบายไม่ชัดเจนถึงกระบวนการในการสร้างเครื่องมือพบบ่อย ๆ  ว่ายังคงใช้ข้อความเนื้อหาสาระที่เขียนไว้ในเค้าโครงวิทยานิพนธ์  ซึ่งเป็นเนื้อหาที่บอกว่าจะทำอะไรบ้าง  วิธีใด  ฯลฯ  ในรายงานการสอบปากเปล่าจะต้องบอกถึงว่าได้ทำอะไรบ้าง  เช่น  ในการทดลองใช้เครื่องมือได้ไปทดลองกับกลุ่มไหน  จำนวนกี่คน  ทดลองใช้เมื่อใด  ผลการวิเคราะห์คุณภาพได้ค่าอำนาจจำแนกแต่ละข้อเท่าใดบ้าง  ได้คัดไว้กี่ข้อ  การวิเคราะห์ความเชื่อมมั่นของเครื่องมือที่ประกอบด้วยข้อที่ได้คัดไว้ทั้งหมด  นั้นได้ค่าความเชื่อมั่นเท่าใด  การเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีใด  ไปเก็บในช่วงเวลาใด  เป็นต้น  ด้านการใช้สถิติ  มักพบว่าเขียนสูตรสถิติผิด  ด้านการรายงานผลการวิเคราะห์ข้อมูลบางครั้งพบว่า  ผลการวิเคราะห์มีความขัดแย้งกันและวิเคราะห์ผิดพลาด  และแปลความผลการวิเคราะห์  แปลความไม่รัดกุม  เป็นต้น

                                      5.2  ด้านความคงเส้นคงวาในการเขียน  มักพบว่าขาดความคงเส้นคงวาในการเขียน ตัวอย่าง  ได้แก่  การใช้ศัพท์ต่าง ๆ  ใช้แตกต่างกัน  เช่น  บางที่ใช้  คำว่า  ค่าเฉลี่ย  บางที่ใช้คำว่า  รายเฉลี่ย  และบางที่ใช้คำว่า  คะแนนเฉลี่ย  เป็นต้น  หรือการอ้างอิงชื่อผู้เขียน  ในบางแห่งใช้ภาษาไทย  บางแห่งใช้ภาษาอังกฤษ  คำศัพท์ภาษาอังกฤษบางที่ขั้นต้นคำด้วยอักษรตัวเล็ก  แต่บางที่ขั้นต้นคำด้วยตัวอักษรตัวใหญ่  เป็นต้น  ผู้วิจัยต้องเขียนให้มีความคงเส้นคงวาตลอดทั้งเล่ม

                                      5.3  ด้านความสัมพันธ์ระหว่างชื่อเรื่อง  ความมุ่งหมาย  ผลการศึกษา  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล  จะตรวจสอบว่าผลการศึกษาได้ตอบความมุ่งหมายหรือไม่  ตรงกับชื่อเรื่องที่ศึกษาค้นคว้าเพียงใด  บางครั้งพบว่านิสิตนักศึกษาเขียนผลการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับความมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้

                                      5.4  ด้านการอ้างอิง  ตรวจสอบการอ้างอิงว่าที่ได้อ้างอิงไว้นั้นถูกต้องหรือไม่และแหล่งอ้างอิงนั้นระบุในบรรณานุกรมหรือไม่  มักพบว่าการอ้างอิงที่ระบุไว้ในหลายแห่งไม่ปรากฏในบรรณานุกรม

                                      5.5  ด้านบทคัดย่อ  บทคัดย่อเป็นส่วนที่สรุปแก่นสาระที่สำคัญของการวิจัยมีสาระ  3  ส่วน  คือ  ความมุ่งหมาย  วิธีดำเนินการวิจัย  สรุปผลการศึกษาค้นคว้า  โดยทั่วไปมีความยาวประมาณหนึ่งหน้า  กรรมการสอบจะพิจารณาว่า  ในบทคัดย่อนั้นได้กลั่นกรองเอาสาระที่เป็นแก่นสำคัญครบถ้วนหรือไม่  สรุปได้ถูกต้องสมบูรณ์หรือไม่  บางคนเขียนบทคัดย่อยาวเกินไป  เช่น  มีจำนวน  4  หน้า  เป็นต้น  บางคนเขียนสรุปไม่กระชับทำให้ต้องแก้ไขใหม่  ในส่วนที่เป็นสรุปผลการศึกษาค้นคว้าจะต้องตอบความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของการวิจัย

                                            การเขียนบทคัดย่อเป็นภาษาอังกฤษ  ถ้านิสิตนักศึกษาเขียนเองมักไม่ถูกต้องเนื่องจากไม่มีประสบการณ์  โดยเฉพาะการใช้ภาษาในสาขาวิชาการนั้น ๆ  บางคนจึงให้คนอื่นช่วยหรือจ้างแปล  ซึ่งโดยทั่วไปจะดีขึ้นแต่ก็ยังบกพร่องอยู่ดี  ผู้วิจัยควรศึกษาบทคัดย่อภาษาอังกฤษในเรื่องที่เกี่ยวข้องจากแหล่งต่าง ๆ  เช่น  จาก  Dissertation  Abstracts  International  หรือ  Dissertation  Abstracts  Online  เป็นต้น  เมื่อได้ศึกษาหลาย ๆ  เรื่องก็จะได้แนวทางในการเขียน

                                      5.6  การอภิปรายผล  ได้ยกเอาประเด็นที่สำคัญ  ประเด็นที่น่าสนใจ  ประเด็นที่มีปัญหา  เช่น  มีผลที่ไม่เป็นไปตามสมมติฐาน  มีผลที่ไม่เป็นตามที่คาดหวัง  เป็นต้น ได้อภิปรายชี้เหตุผลที่เกิดผลดังกล่าวอย่างกว้างขวางหรือไม่  พบบ่อย ๆ  ว่าไม่ได้อภิปรายอย่างแท้จริง  แต่เป็นการสรุปอีกครั้งหนึ่งว่าวิจัยพบอะไรบ้าง

                                      5.7  ด้านข้อเสนอแนะ  ได้เสนอแนะการนำเอาผลการวิจัยไปใช้และเสนอแนะการศึกษาค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมหรือต่อเนื่องการวิจัยที่ได้ทำไปแล้ว  ซึ่งการเสนอแนะนั้นจะต้องโยงไปถึงผลการค้นพบจากการวิจัยด้วย  ไม่ใช่เสนอแนะอย่างลอย ๆ  ไม่ต้องวิจัยก็เสนอแนะได้

                         6.  การพิจารณาผลการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์  คณะกรรมการสอบปากเปล่าฯ  จะพิจารณาร่วมกันว่าควรให้ผลการสอบระดับใด  ระหว่าง  ดีเยี่ยม  (Excellent)  ดี  (Good)  ผ่าน  (Pass)  ไม่ผ่าน  (Fail)  หรือให้ระดับผลการสอบในระบบอื่น  ซึ่งจะพิจารณาประกอบกันทั้งด้านคุณภาพของตัวรายงานและความรอบรู้  ความสามารถในการทำวิจัย  มักพบว่านิสิตนักศึกษาที่จัดทำตัวรายงานไม่ค่อยดีก็ขาดความรอบรู้ในเรื่องที่ทำด้วย

 

 

                         7.  คำถามในการสอบปากเปล่าวิทยานิพนธ์ที่น่าสนใจ  ควรสอบถามนิสิตนักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์โดยไม่คิดคะแนน  มีดังนี้

                                -  การทำวิทยานิพนธ์  เรื่องนี้ได้ประโยชน์ในด้านใดบ้าง  หรือได้ประโยชน์หรือไม่  อย่างไร

                                -  ขั้นตอนใดที่ยากที่สุด

                                -  พบปัญหาอะไรที่สำคัญ

                                -  มีความประทับใจเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง

                                -  ได้แง่คิดอะไรบ้างจากการศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้

                                -  ถ้ามีผู้กล่าวว่าการวิจัยเรื่องนี้เชื่อถือไม่ได้  ท่านจะมีข้อปกป้องวิทยานิพนธ์เช่นไร

                                -  เมื่อจบออกไปปฏิบัติงาน  จะทำการวิจัยลักษณะนี้  อีกหรือไม่  วิจัยเรื่องอะไร