หลังจากที่คุณครูได้บอกกำหนดวันเปิดเทอมใหม่ให้ทุกคนรับทราบแล้วเด็กๆก็เฮโลแตกแถวและวิ่งหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานแยกย้ายกันไปเป็นกลุ่มๆ
นางเดินกลับบ้านด้วยอาการซึมๆ ต่างกับเพื่อนๆที่ดูเหมือนว่าโลกใบนี้เป็นของพวกเค๊า
เพื่อนสาวสองคนของนางเดินขนาบข้างและช่วยกันถือกระติบข้าวให้ เราสามคนเดินคุยกันเบาๆจนกระทั่งถึงบ้าน
แม่ รวมทั้งพี่สาวและพี่เขยนั่งคุยกันอยู่ที่บ้าน พอนางไปถึง ทุกคนแทบจะถามขึ้นพร้อมกันว่า
" มาแล่วติ อิหล่า เป็นจั่งได๋ ม่วนบ่ "
แต่พอเห็นสีหน้าของนางทุกคนก็มองหน้ากันและเงียบไป สักพักแม่ก็พูดว่า " ไปอาบน้ำอาบท่าซะ สิได้มาเล่นกับน้อง" นางเดินไปอาบน้ำโดยไม่ได้พูดอะไร
วันรุ่งขึ้นแม่แสงซึ่งเป็น "เสี่ยว" กับแม่ มาหาที่บ้าน และพูดกับแม่ว่า
" ถินเอ๊ย อิหล่าเฮียนจบแล่วมึงสิเฮ็ดจังได๋ต่อไป สิให่มันเฮียนต่อบ่"
แม่ตอบสั้นๆว่า " บ่ "
แม่แสงก็พูดต่อว่า " เอาจังซี่เนาะ มึงมีลูกหลายคนแล่วให่อิหล่าไปอยู่กับกูซะ กูสิซอยเลี่ยง"
ขณะนั้นนางแอบอยู่ข้างหลังแม่ รู้สึกตกใจกับคำถามนี้มาก แม่ก็หันมามองหน้านางและมีอาการลังเล เพราะแม่รักและเกรงใจแม่แสงมาก แม่แสงก็ถามนางว่า
" อิหล่าสิไปอยู่กับแมบ่ ไปซอยแมขายของกับเลี่ยงน่อง"
นางอึดอัดมากไม่รู้จะรับหรือปฏิเสธดี เพราะยังไม่ได้เตรียมใจไว้ก่อน เกิดมาก็ยังไม่เคยจากบ้านไปไหน ชีวิตประจำวันก็วนเวียนอยู่กับทุ่งนา บ้าน และโรงเรียน เท่านั้นเอง แม่แสงก็เลยบอกให้คุยกันก่อนก็ได้ ไม่ได้รีบร้อนอะไรเพียงแต่รู้ข่าวว่านางเรียนจบแล้วและอยากช่วยเหลือแม่ด้วย เพราะท่านสองคนรักกันมากไปมาหาสู่กันเป็นประจำ มีอะไรก็แบ่งปันและช่วยเหลือกันมาตลอด
แม่แสงเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวยคนหนึ่งในหมู่บ้านซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงเรียนที่นางเรียนอยู่ ท่านเปิดร้านขายของชำ สามีเป็นครูแต่เสียชีวิตแล้ว ท่านไม่มีลูก และได้ขอลูกคนอื่นมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม มีหลานสองคน คนโตเป็นผู้หญิงอายุ 6 ขวบ ส่วนคนเล็กเป็นผู้ชายเพิ่งเตาะแตะและขี้โรคมาก สามวันดีสี่วันไข้ ท่านรักหลานคนนี้มาก ดูแลมากกว่าแม่ของเด็กอีก นางเคยแวะเล่นกับน้องหลังเลิกเรียนบ่อยๆ เพราะบ้านแม่แสงอยู่ระหว่างบ้านนางกับโรงเรียน ทำให้เกิดความคุ้นเคยและสนิทสนมกันเป็นอย่างดี
เมื่อแม่แสงกลับบ้านไปแล้ว แม่ก็หันมามองหน้านางซึ่งนั่งทำตาปริบๆอยู่ที่เดิม นางก็มองหน้าแม่รู้ถึงความอึดอัดใจเช่นเดียวกัน ต่างคนต่างเงียบไปพักใหญ่แล้วแม่ก็ถามนางว่า
" อิหล่าอยากไปบ่ แม บ่บังคับเด้อ " นางก็ตอบแม่แบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า
" หล่า กะบ่ฮู้คืกัน แล่วแต่อิแม " ในเมื่อไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน ก็เป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องคุยกัน เพราะทุกครั้งที่ต้องมีการตัดสินใจไม่ว่าเรื่องอะไรทุกคนจะต้องมาคุยกันก่อนเสมอ คืนนี้ก็เหมือนกันแม่เรียกทุกคนในบ้านมารวมกันและถกเรื่องนี้ ... สิเอาจั่งได๋ดี ?
สวัสดีค่ะพี่คุณยาย
เล่าได้ดี เห็นภาพเห็นภาพค่ะ
ขอบคุณที่แบ่งปัน เป็นกำลังใจให้พี่คุณยายค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
ข่าวว่าจะหยุดเรียน มนเพียรสิความจน
น้องนางก็สับสน ระยะทางสิยาวไกล
แม่แสงก็เมตตา กรุณาเพราะจริงใจ
น้องนางสิสงสัย ปฏิเสธฤยินดี
สวัสดีค่ะน้องถาวร
คุณยาย เขียนเล่าเรื่องได้ดีมากค่ะ
โดยเฉพาะ พูดภาษาอีสานบ้านเฮาด้วย ขอเอาใจช่วยอีนางเด้อหล่า
สวัสดีค่ะคุณครูดาวเรือง
สวัสดีค่ะพี่คิม
นมัสการหลวงพี่
สวัสดีค่ะคุณครู
เรื่องจริง หรือเปล่าคะคุณยาย
สวัสดีค่ะพี่จรรย์
ขอบคุณสำหรับดอกไม้สวย ๆ
...เป็นกำลังใจให้ อีหล่า นางน้อย เด้อ
โห เหมือนกันเด๊ะเลยอีนางเอ้ย ชีวิต คนมีบุญอยู่บ้าง
ถึงคราวคับขันบุญย่อมมาช่วย
อ่านแล้วนึกถึงตอน ผมจะไปเรียน ป.โท มีเงินแค่ 2 หมื่นบาท
จนหนทางเข้า จึงเดินทางไป
"วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ"
กราบตรงหน้าโลงทองบรรจุสังขารท่าน กราบเรียนตามตรงว่า "หลวงปู่ครับ ผมจะไปเรียนอินเดีย มีเงินอยู่ 2 หมื่นบาท ที่เหลือหลวงปู่ช่วยนะครับ" ก้มกราบแบบสุดตัว เพราะมองหาที่พึ่งอื่นไม่มี "สังโฆ เม สะระณัง วะรัง" พระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันประเสริฐของเรา
คิดเอาว่า ท่านเห็นด้วยแล้ว
ไม่นานนักมีผู้ให้การช่วยเหลือ รับเป็นแม่บุญธรรม ช่วยเหลือด้านการเรียน
2 ปี 4 เดือนที่อินเดีย เมืองพูเณ่ ค่าใช้จ่ายสมัยนั้น 150,000 บาท
สาธุ ด้วยบารมีของหลวงปู่ และแม่บุญธรรม
ได้ลูกนกลูกกา 1 คน มานั่งรำพึง "อันความกรุณาปรานี......"
ในบัดนี้
สวัสดีค่ะ..คุณยาย
สวัสดีค่ะ