ต่อจากตอนที่แล้วครับ ผมขอคุยต่อเลยครับ เป็นประเด็นที่ 1 คือเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของการจัดการศึกษาอิสลามในประเทศไทย แต่จะเป็นข้อที่สองครับ เนื่องจากตอนที่แล้วเขียนจบเพียงข้อแรก

2. หลากหลาย ซ้ำซ้อนและยาวนาน หัวข้อนี้ ผมถือว่าเป็นประเด็นที่ตอกย้ำความซับซ้อนของระบบการศึกษาอิสลามในประเทศไทยครับ อะไรคือความหลากหลาย อะไรคือความซ้ำซ้อน และอะไรที่บ่งบอกถึงความยาวนาน ผมขออนุญาตสาธยายต่อครับ

หากเราลองมานั่งทำตารางเรียนของเยาวชนมุสลิม เราจะพบว่าตารางเรียนของพวกเขาเต็มเยียดเลยครับ แปดโมงเช้าเรียนโรงเรียนประถมศึกษา เย็นมาเลิกจากเรียนที่โรงเรียนก็เข้าสู่การเรียนตาดีกา (สำหรับบ้างพื้นที่) หรือไม่ก็เข้าสู่การเรียนอัลกุรอานอีกครั้ง กลับจากเรียนอัลกุรอานก็สองสามทุ่มไปแล้วครับ วันเสาร์อาทิตย์ก็มีเรียนอีกครับ ตาดีกาคือการเรียนสำคัญของเยาวชนสำหรับสองวันนี้ ข้างต้นธรรมดาๆ ครับ บางครอบครัวยังต้องจัดการเรียนการสอนพิเศษ ประเภทติวเตอร์เพื่อพัฒนาความสามารถลูกๆ อีก จากสภาพข้างต้นเราจะเห็นว่า ในช่วงอายุหนึ่งของเยาวชน เขาจะพบกับการเรียนในหลากหลายสถาบัน ซึ่งทั้งหมดล้วนมุ่งหมายเพื่อพัฒนาเขาเกี่ยวกับความรู้ทางศาสนาภาคบังคับทั้งสิ้น 

ความหลากหลายที่เยาวชนมุสลิมจะเจอะเจอคือ สถาบันที่สอนเรื่องอิสลามศึกษา ต้องเรียนว่า เดิมโรงเรียนประถมศึกษาไม่ได้มีอิสลามศึกษานะครับ แต่ด้วยมีความต้องการสร้างความมั่นใจต่อผู้ปกครองในการเรียนโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐและด้วยความต้องการลดเวลาเรียนของเยาวชนมุสลิมที่ต้องเรียน 7 วันเต็ม (ส่วนหนึ่งของเหตุผลที่ทำให้มีการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียน) จึงมีการเพิ่มการสอนอิสลามศึกษาเข้าไปในโรงเรียนประถม แต่สุดท้ายเป้าหมายดังกล่าวบรรลุผลบ้างแต่ก็ไม่สามารถแทนที่ตาดีกา หรือคุรุสัมพันธ์ที่มีการสอนในวันหยุดโดยชุมชนได้ ในขณะเดียวกันรูปแบบการจัดการศึกษาอิสลามสำหรับเยาวชนก็เพิ่มรูปแบบมากขึ้นครับ ในปัจจุบัน การสอนท่องจำอัลกุรอานก็เริ่มก่อตัวขึ้นและได้รับความนิยมจากผู้ปกครองมากขึ้นเช่นกัน แต่ความหลากหลายดังกล่าวยังไม่ได้เป็นที่พอใจสำหรับผู้ปกครองอย่างเต็มความต้องการนัก

โรงเรียนประถมฯ กับตาดีกาและคุรุสัมพันธ์ เป็นการจัดการศึกษาคู่ขนาน ผู้เรียนกลุ่มเดียวกัน และมีแนวโน้มที่จะวิ่งหาจุดร่วมที่เหมือนกันครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียนประถมฯ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ให้ความสำคัญกับการสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียนมากขึ้น เพราะเป็นแนวทางเดียวเพื่อสร้างการยอมรับจากผู้ปกครองในพื้นที่ และยิ่งการจัดการเรียนการสอนมีแนวโน้มไปในทางเดียวกันมากเท่าไร ความซ้ำซ้อนในเรื่องนี้ก็มีเพิ่มขึ้นเช่นกัน 

การดำเนินการในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้จะเห็นว่า นโยบายรัฐเริ่มนำเอาเนื้อหาอิสลามศึกษาจากตาดีกามาจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนประถม และกลวิธีที่จะสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้นคือการนำเอาครูจากตาดีกามาร่วมสอนอิสลามศึกษาในโรงเรียน ซึ่งคงไม่ต้องพูดถึงความซ้ำซ้อนในเรื่องที่เยาวชนจะต้องเรียน ในขณะเดียวกันกลวิธีดังกล่าวก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะสามารถลดบทบาทของตาดีกาได้ เพราะมีอีกหลายภารกิจของสถาบันการศึกษานี้ที่โรงเรียนประถมศึกษาไม่สามารถทดแทนได้

จากสองประเด็น คือ หลากหลายและซ้ำซ้อน ประเด็นสุดท้ายก็ตามมา นั่นคือยาวนาน เพราะถ้าคำนวนเวลาเรียนเนื้อหาอิสลามภาคบังคับสำหรับเยาวชนแล้ว เยาวชนมุสลิมไทยใช้เวลายาวนานมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจัดการจัดศึกษาในระดับตาดีกาหรือประถมศึกษากลับไม่ได้รับการยอมรับในการศึกษาระดับสูงขึ้นไป เป็นผลให้เยาวชนต้องเรียนซ้ำต่ออีก 4 ปี ในเนื้อหาเดิมแต่เป็นการจัดการของอีกระดับการศึกษาหนึ่ง รวมๆ แล้วเฉพาะการศึกษาขั้นบังคับใช้เวลาเรียนทั้งสิ้น 10 ปี

เราไม่อาจยืนยันได้ว่า ระยะเวลาที่ยาวนานสามารถบ่งชี้ถึงคุณภาพของเยาวชนในระบบการจัดการศึกษาดังกล่า่วได้ แต่ที่ปรากฏชัดจากปรากฏการณ์ดังกล่าวคือ สภาพปัญหาของการจัดการศึกษาอิสลามในประเทศไทยที่จำเป็นต้องมีการแก้ไขโดยด่วน

(การเขียนอ้างอิงบทความ: จารุวัจน์ สองเมือง.2554. การศึกษาอิสลามจะเป็นไปในทิศทางใด 2. (ออนไลน์) สืบค้นจาก http://www.muallimthai.com/?p=156 )