สมยศ ป่วยด้วยหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทมากว่า๑ปี จนเดินด้วยขาขวาไม่ได้ ต่อมาเกิดแผลลึกถึงข้อที่เท้าซ้ายจึงทำอาชีพไม่ได้ วันๆได้แต่อยู่บ้านโดยลำพังจนกว่าภรรยาจะกลับจากงานรับจ้างรายวัน แม้รพ.ชุมชนที่ห่างออกไปเพียง ๓ กิโลเมตรจะส่งพยาบาลมาเยี่ยมบ้านถึง ๔ ครั้งในปีที่ผ่านมา ก็ไม่ช่วยให้สองปัญหานี้ดีขึ้น
บุญสม อ่อนแรงแขนขาทั้งสี่วันๆได้แต่นั่งนอน ทำอาชีพไม่ได้ เป็นภาระแก่ครอบครัว ต่อมาอสม.ซึ่งรู้ว่ารพ.ชุมชนสนใจค้นหาผู้พิการ จึงแจ้งให้รพ.ทราบ ทีมแพทย์และนักกายภาพบำบัดจึงมาตรวจดูอาการป่วยและสันนิษฐานว่าภาวะอ่อนแรงเป็นผลของข้อรูห์มาตอยด์ที่ต้นคอ นำไปสู่การปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญศัลยกรรมกระดูกที่รพ.ใหญ่ ได้ความว่า อาจผ่าตัดแก้ไขการกดทับให้หายได้ บุญสมและครอบครัวจึงได้รับการชี้ชวนให้ไปผ่าตัดโดยรพ.ชุมชนออกค่าใช้จ่ายให้ตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ(บัตรทอง) สุดท้ายบุญสมยอมไปผ่าตัด ปััจจุบันกลับมาเลี้ยงเป็ดหารายได้เลี้ยงครอบครัวได้ ไม่เป็นภาระกับใครอีก
เรื่องราวตรงกันข้ามทำนองนี้เกิดขึ้นที่โน่นที่นี่ในประเทศไทย โดยดูเหมือน คนอย่างบุญสม เป็นส่วนน้อยของคนไทยร้อยละ๙๕ที่มีหลักประกันสุขภาพ และได้รับความใส่ใจจากรพ.ชุมชนอย่างเพียงพอทั่วถึง
การที่คนไทยจะได้บริการที่ดีจึงกลายเป็นเรื่องโชคชะตา โชคดีก็ได้บริการแบบบุญสม โชคร้ายก็เจอแบบสมยศ รายการทีวี จึงไม่ลำบากนักที่จะค้นหาตัวละครชนิดพิกลพิการ จมกองทุกข์มาฉายให้สังคมได้รับรู้ไม่จบไม่สิ้น
เบืื้องหลังความแตกต่างนี้ คือ อะไร
หนึ่งในความต่างที่ผมสังเกตชัดเจนคือ ความคิดคำนึงของแพทย์ ผู้อำนวยการ(ผอ.)รพ.ชุมชน อำเภอที่บุญสมอยู่ มีผอ.ที่มุ่งทำงานโดยยึดประโยชน์ของคนไข้และชุมชน ขยันคิด ขยันปรับปรุงงานอยู่ประจำ เรื่องใดอยู่ในวิสัยที่รพ.พึ่งตนเองได้ก็จะดำเนินการทันทีที่คิดออก เรื่องใดพ้นวิสัยก็จะประสานของการสนับสนุนจากภายนอก
ที่อำเภอด่านซ้าย ผอ.ชื่อ นพ.ภักดี สืบนุการณ์ เชื่อมโยง วิทยาลัยเทคนิคให้ดัดแปลงรถพิิเศษให้ผู้พิการสามารถมารพ.ได้สะดวก เชิญผู้เชี่ยวชาญจากกทม.ที่เก่งเรื่องการประดิษฐขาเทียมไปสอนบุคลากรของรพ. คนขาขาดที่ด่านซ้ายเลยไม่ต้องเดินทางรอนแรมเข้ากทม.เพื่อใส่ขาเทียม แม้แต่คนด่านซ้ายที่อพยพไปหางานทำชั่วคราวต่างถิ่นก็ยังได้รับการดูแลตามจ่ายค่ารักษาพยาบาล แทนที่จะกังวลและประวิงการไปรพ.ยามเจ็บป่วยเพราะไม่มีเงินสำรองจ่ายให้รพ.ต่างถ่ิน เป็นต้น
ทำอย่างไร อำเภอเก้าร้อยแห่งทั่วประเทศจึงจะได้ผอ.เก่งและดีอย่างที่กล่าวมา
การเพิ่มเงินตอบแทน เพิ่มบันไดวิชาชีพไปถึงซีเก้า อาจจะเป็นคำตอบ แต่ดูเหมือนยังไม่เพียงพอ เพราะ"ความดี" ซื้อด้วยเงินไม่ได้เสมอไป และวิธีทั้งสองก็ไม่ผูกกับผลงานที่วัดได้ชัดเจนว่าตกประโยชน์ถึงประชาชนโดยถ้วนหน้าและยั่งยืน
การผลิตแพทย์เพิ่มโดยวิธีที่ปฎิบัติกันอยู่ก็ไม่ใช่คำตอบเพราะนักเรียนมัธยมที่เข้าเรียนแพทย์ได้มักไม่ใช่คนในชนบทยากจน/ห่างไกล ไม่มีความผูกพันกับชุมชน และบรรยากาศของรร.แพทย์ก็ไม่เป็นใจให้บัณฑิตแพทย์อยากไปทำงานชนบท หรืออยากทำงานที่ได้ผลตอบแทนต่ำ(ทุกวันนี้ จึงหาแพทย์จบใหม่ไปเรียนทางการผ่าตัดยาก เรียนการชันสูตรชิ้นเนื้อ/ศพยาก เรียนการสาธารณสุขยากมากๆ)
ที่ออสเตรเลีย เขากำลังทดลองเปลี่ยนวิธีจ่ายเงินให้แพทย์และรพ.โดยมุ่งให้เกิด
ก)การทำงานเป็นทีมแบบสหวิชาชีพเชื่อมโยงสถานพยาบาลทุกระดับ เช่น แพทย์สามารถใช้เงินไปลงทุนระบบสารสนเทศเพื่อให้สมาชิกในทีมสื่อสารกันสะดวกรวดเร็วแม่นยำ สามารถจ้างบุคลากรสายสนับสนุนบริการ ช่วยบันทึกข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล เป็นต้น
ข)การจัดบริการที่คำนึงถึงคนไข้และชุมชนเป็นสำคัญ เช่น สามารถลงทุนเพื่อให้เกิดการใช้ความรู้ทันสมัยเพื่อดูแลคนไข้อย่างมีคุณภาพ ค้นคว้าวิจัยวิธีการใหม่ๆเพื่อปรับปรุงบริการทั้งรุกและรับอย่างต่อเนื่อง
นอกจากใช้เงินเป็นเครื่องมือ ออสเตรเลีย ออกกฏหมายจัดตั้งสถาบันดูแลปรับปรุงบริการใกล้บ้านใกล้ใจอย่างครบวงจร(อาจเรียกว่า "สถาบันเจ้าภาพ") มีอำนาจจัดสรรเงิน ส่งเสริมการผลิตและพัฒนาคน พัฒนาระบบสนับสนุน เสนอกฎหมายที่จำเป็น ติดตามประเมินผล ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สถาบันเจ้าภาพนี้ ทำหลายอย่างที่น่าสนใจ หนึ่งในประเด็นสำคัญคือ การส่งเสริมให้คนไข้เป็นเจ้าของข้อมูลการเจ็บป่วยของตน คนไข้สามารถกำหนดว่าใครดูข้อมูลของตนได้ ช่วยให้คนไข้สามารถใช้ข้อมูลเพื่อปรึกษาแพทย์คนอื่นกรณีต้องการความเห็นรอบด้านมากขึ้น ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ(เช่นการผ่าตัดใหญ่ การยืนยันผลวินิจฉัยของแพทย์คนแรกว่าสงสัยเป็นมะเร็ง ฯลฯ) คนไข้สามารถเติม/แก้ไขข้อมูลของตนเพื่อที่แพทย์และผู้เกี่ยวข้องจะรู้ว่าตนกำลังทำอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่นใช้ยาอะไรที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง กินอาหารเสริมอะไร เล่นโยคะ หรือนวดกดจุด ฯลฯ ....นี่คือตัวอย่างของการคืนบังเหียนชะตาชีวิตให้คนไข้ ใช่หรือไม่
"การส่งเสริมให้คนไข้เป็นเจ้าของข้อมูลการเจ็บป่วยของตน คนไข้สามารถกำหนดว่าใครดูข้อมูลของตนได้ ช่วยให้คนไข้สามารถใช้ข้อมูลเพื่อปรึกษาแพทย์คนอื่นกรณีต้องการความเห็นรอบ ด้านมากขึ้น ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ(เช่นการผ่าตัดใหญ่ การยืนยันผลวินิจฉัยของแพทย์คนแรกว่าสงสัยเป็นมะเร็ง ฯลฯ) คนไข้สามารถเติม/แก้ไขข้อมูลของตนเพื่อที่แพทย์และผู้เกี่ยวข้องจะรู้ว่าตน กำลังทำอะไรเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่นใช้ยาอะไรที่นอกเหนือจากที่แพทย์สั่ง กินอาหารเสริมอะไร เล่นโยคะ หรือนวดกดจุด ฯลฯ "
สำหรับประเทศไทยน่าจะเป็นไปได้ยากนะค่ะอาจารย์
ขณะนี้กำลังมีการจัดตั้งคลินิก ๘_๒๐ โดยส่วนของระบบสนับสนุนจะมีคุณลักษณะใกล้เคียงกับที่ผมเชียร์ คุณหมอก้องเกียรติ เกษเพชร์ เป็นผู้บุกเบิกครับ แน่นอนว่าในปีหน้าคงยังไม่ได้เห็นแบบที่ผมบรรยายไว้ แต่แนวคิดและแนวทางการพัฒนาชัดเจนว่ามุ่งไปในทิศนี้ครับ