ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???ฉันเดินออกไปแล้วมอง  เห็นน้องชายของฉันยืนอยู่ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง...ฉันถามเขาว่า


"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

 

 

น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า



"ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่  เพื่อนๆก้อได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"



ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้องและพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

 

 

" พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไงเธอเป็นน้องของพี่  ไม่ว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"


จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง  เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ เขาติดกิ๊บให้ฉัน  แล้วพูดว่า



"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"

 

 

ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด  ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน  ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี .



วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก  ฉันสังเกตเห็นว่าหน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป  ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว  เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป ฉันพูดกับแม่ว่า



"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจกเพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"



แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า " แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหากวันนี้เค้าขอเลิกงานเร็ว  เพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้านลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอน้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ



"ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขาฉัน  รู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ  ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม"ฉันถาม

 

"ไม่เจ็บสักหน่อย  พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆมีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด  แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะและ..."  น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูดเพราะฉันหันหน้าหนีเขา  น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

 

"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ" ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี ส่วนฉันอายุ 26 ปี...



หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง  หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ  ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง  แต่เมื่อออกไปแล้วท่านไม่รู้จะทำอะไรดีจึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม  น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...



เขาบอกกับฉันว่า

"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ  ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"



สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว  เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท...แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้  เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา  วันหนึ่งน้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิลและตกลงมาเพราะโดนไฟดูด  เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล  ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล  น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา...

 

ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า

" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!!ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้  ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว   ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"



คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียดยังยืนยันความคิดเดิมของเขา"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ  พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน  ส่วนผมมันการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ  คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....ฉันบอกกับน้องว่า



"แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

 


ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"  น้องชายของฉันจับมือฉันไว้ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

 


เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี  เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน  ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

 


" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"

 



น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....

 



และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

 


"ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม  โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง  เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2 ชม.เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้านวันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง  พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่งและเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล  เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาวเธอ ไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ .......นับจากวันนั้นผมสาบานกับตัวเองว่าตลอดชีวิตของผม  ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดีและจะทำดีกับเธอ"

 



เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่วสายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน  คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก .......

 


"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด  คือน้องชายของฉันค่ะ"

 



ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆวันในชีวิตของคุณและเขา  คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ  แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อนหรือแม้คนที่คุณไม่รู้จัก ก็ตาม



จบบริบูรณ์....



ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปี ดำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่ บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท  น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า"ซัมซุง"และเรื่องราวของท่านทั้ง 2 คนได้ถูกนำมาสร้างเป็นซี่รี่ย์ โดยดาราเล็กๆ คนคือ ซอง เฮ เคียว และ ลี ดอง ฮุคครับบู มิง ฮอง

 

 

น้องชายของฉัน

Posted by สัจจโชติ

หมวดการศึกษา 

จาก0K Nation Blog