การสัมผัสความรู้หลากหลายศาสตร์นอกจากการฝึกปรือให้เราเป็นนักปรุงที่ดีแล้ว ยังช่วยให้เราอ่อนน้อมถ่อมตนต่อศาสตร์อื่น ๆ...ทั้งหมดนี้ คือคำอธิบายของคำว่า "รู้เพื่อละตัวเรา"

ช่วงนี้เป็นช่วงสำคัญช่วงหนึ่งในชีวิตของผู้เขียน ซึ่งอยากขอบันทึกไว้เป็นความทรงจำอันดีที่วันหนึ่งเมื่อย้อนกลับมาทบทวนแล้ว เราจะเข้าใจถึงสภาวะหนึ่งที่เราได้เคยผ่านมาและเข้าสู่สภาวะใหม่ของการกลายมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร

 

เมื่อใดก็ตามที่เราได้รับการฝึกฝนเรียนรู้ในวิชาเฉพาะทางด้านใดด้านหนึ่ง เปรียบเสมือนเราใส่เลนส์สีหนึ่งเอาไว้ และไม่ง่ายเลยที่จะทำความเข้าใจปรากฎการณ์ต่าง ๆ ที่มีความแปลกใหม่สลับซับซ้อนโดยที่ไม่ถอดเลนส์เดิมออก หรือเพิ่มเลนส์สีอื่นเข้ามาเพื่อทำความเข้าใจปรากฎการณ์นั้น ๆ  ด้วยจิตที่เป็นกลาง

      

หากย้อนรอยไปยังที่มาของศาสตร์ต่าง ๆ ทุกท่านย่อมทราบดีว่ามีที่มาจากรากศาสตร์เดียวกัน การแยกศาสตร์ออกมาหลากหลายสาขามีข้อดีตรงที่ทำให้เกิดการพัฒนาเชิงลึก แต่เมื่อลึกจนถึงที่สุดในระดับที่ผู้ศึกษาเฉพาะทางสัมผัสได้ ก็จะค้นพบว่าพรมแดนแห่งศาสตร์แต่ละศาสตร์มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งทำให้เราต้องเปิดรับศาสตร์อื่นที่เราไม่คุ้นเคยมาก่อน เพื่อบูรณาการกับศาสตร์เดิมที่เรามีเลนส์ติดตัวมาอยู่แล้ว ผู้เขียนจึงเข้าใจในสภาวะของการเป็น "นักปรุงศาสตร์" แต่ขอเรียกใหม่ว่า "นักสร้างสรรค์ศาสตร์"

    

ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเรียกว่าอย่างไรในฐานะของนักวิชาการ นักวิจัย หรือผู้รักความรู้ทุกท่านต่างก็อยากสร้างสรรค์ศาสตร์ที่มีส่วนผสมลงตัว ปรุงแล้วทานได้

   

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะยอมอุทิศตนเข้าไปศึกษาในสาขาอื่นที่เราไม่เคยมีเลนส์มาก่อน เราจะเห็นตัวตนจากเลนส์เดิมของเราใหญ่โตมากและรู้สึกว่ามีบางช่วงเวลาที่เราไม่อยากทำความเข้าใจในศาสตร์ที่แตกต่างอีกต่อไปโดยหาข้ออ้างกับตนเองว่าเราไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์นั้น เราไม่จำเป็นต้องรู้ ไม่ต้องศึกษาให้ลึกก็ได้ หรือแม้กระทั่งไม่ต้องฟังให้เข้าหู รู้จนเข้าใจ

         

ความรู้สึกนี้เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับหลายคนที่ไม่เฉพาะการศึกษาข้ามศาสตร์เท่านั้น ยังหมายถึงกลุ่มคนที่แบ่งพรรคพวกและไม่ฟังเสียงต่างไปจากสิ่งที่กลุ่มตนเรียกว่าเป็นอุดมการณ์ร่วม  ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่งที่นอกจากคนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะของความเป็นนักอ่าน แล้วยังขาดทักษะการเป็นนักฟังอีกด้วย  ยามใดที่เราอ่านหรือฟัง เราอยู่ในฐานะของผู้เปิดรับความรู้ และยังเป็นการปฏิบัติตนไปด้วยเมื่อเราสำรวจภายในว่าสิ่งที่เรารับรู้กระทบใจเราอย่างไร  เห็นด้วย ถูกใจ คัดค้าน ต้านทาน ต่อเติม เบื่อหน่าย  ไร้สาระ ไม่ชอบ เฉย ๆ   

 

ผู้เขียนจึงเห็นว่าการสัมผัสความรู้หลากหลายศาสตร์เป็นการฝึกปรือให้เราเป็น    นักปรุงที่ดี มีทักษะและเครื่องมือที่จะไปศึกษาเรื่องอะไรได้อีกมากมาย                 ทั้งนี้เพราะว่าปรากฎการณ์ทางสังคมไม่ได้มีมิติเดียว การศึกษาระดับสูงในสิ่งที่ลึกที่สุดไม่ได้หมายความว่าเราเชี่ยวชาญในเนื้อหา เนื้อหาย่อมเปลี่ยนแปลงได้ตามกาลเวลา แต่เครื่องมือที่เราใช้ได้เหมาะสมกับปรากฎการณ์ต่างหากที่สร้างสรรค์คุณค่าความรู้   นอกจากนี้แล้ว ความรู้ข้ามสาขายังช่วยให้เราอ่อนน้อมถ่อมตนต่อศาสตร์อื่น ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย เข้าใจจุดยืนของผู้ที่มีเลนส์ต่างจากเรา เคารพในธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งต่างต้องการมีตัวตน และให้ผู้คนยอมรับตัวตนนั้น  ทั้งหมดนี้ คือคำอธิบายของคำว่า "รู้เพื่อละตัวเรา"  

  

    

แน่นอนว่าการฟังหรือการอ่านแบบเสียเปล่า เสียเวลา อาจเป็นความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่ขอให้เข้าใจว่าการอ่านมาก ๆ หลากหลายเพื่อที่จะไม่เอาในสิ่งที่อ่านไปใช้ ซึ่งเป็นคำกล่าวที่ผู้เขียนได้ฟังมาจากศาสตราจารย์ ดร. ไชยรัตน์    เจริญสินโอฬาร นั้น นั่นแหละคือการฝึกฝนตัวตนของเรา เสมือนการสกัดหยดน้ำที่ดีที่สุดจากธรรมชาติให้เหลือหยดน้ำที่บริสุทธิ์

 

หากเราเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่ากัน อันเป็นที่มาของกฎแห่งธรรมชาติ (law of nature) ที่ทำให้มนุษย์ออกมาเรียกร้องสิทธิกันมากมาย และบางสถานการณ์ก็ออกจะสับสนวุ่นวาย เพราะทุกคนอ้างสิทธิกันเต็มไปหมด  จึงขอฝากความไว้ว่าเราลองหันมาเรียกร้องหน้าที่ที่เราพึงมีต่อสังคมบ้าง  ก่อนที่จะเรียกร้องสิทธิอันใด เราทำหน้าที่อะไร... หน้าที่ที่ทุกคนสำนึกและให้ความสำคัญไม่เหมือนกัน...จะเป็นอะไรก็ได้ที่เราพร้อมอุทิศตนทำหน้าที่นั้น...   ทั้งนี้  ผู้เขียนมีความเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้มนุษย์ไม่เท่ากันก็คือสำนึกในหน้าที่และทำความดีด้วยจิตตั้งมั่น

         

                หน้าที่ของนักการศึกษาคือการแสวงหาความรู้เพื่อเผยแพร่ความรู้ 

                

                    สิ่งนี้ทำให้มนุษย์แตกต่างกันอย่างสร้างสรรค์