....แม่บ้านใหญ่ครับ จำได้มั้ย คุณเคยบอกผมว่า ..."ใจเย็น เย็น นะ".. ทิ้งน้ำเสียงแรงๆ ตรงคำว่า "นะ" ผมจะอธิบายถึงน้ำเสียงของคุณยังไงดีเพื่อที่ทุกคนจะได้เข้าใจว่าตอนนั้นอารมณ์คุณกำลังขุ่นมัวขนาดไหน ผมจำได้ว่าคุณทำคางยื่นๆ แต่ผมจำน้ำเสียงของคุณได้ชัดเจนกระทั่งทุกวันนี้ ผมจำได้ว่า เพราะกิริยาท่าทางและน้ำเสียงของคุณที่เหมือนจะรำคาญผมมาก ผมจึงตอบโต้ด้วยอารมณ์คุกรุ่นไปเหมือนกันว่า "ผมว่าผมอดทนมากแล้วนะ ลูกผมอยู่กสถานสงเคราะห์มาสามเดือนแล้ว เค้าไม่ควรอยู่สถานสงเคราะห์แม้แต่วันเดียวด้วยซ้ำ" ....คุณคงรำคาญ ผมเข้าใจ ....เมื่อไม่นานมานี้ น่าจะซักปลายปีที่แล้ว คุณยังพูดกับผมเลยว่า ตอนนั้นผมยังไงนะ.....คุณพูดประมาณว่า ตอนนั้นผมแรงมาก อารมณ์ขุ่นมัว ลุกโชน ถ้าเป็นปรอทก็ทะลักถึงขีดสุดอะไรทำนองนี้แหละ แล้วคุณก็ชมผมว่าเดี๋ยวนี้ผมใจเย็นขึ้น หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านมาเป็นปีอ่ะนะ ไม่ให้เย็นได้งัย.....
.....อดทนครับ อันที่จริง ผมหลีกเลี่ยงที่จะพูดกับพวกคุณต่างหาก ผมพอจะรู้อะไรมาบ้าง ผมจึงหลีกเลี่ยงที่จะปะทะคารม หรือสอบถาม หรือขอความช่วยเหลือจากคุณ ผมรู้ว่าพวกคุณรับฟังข้อมูลของผมมาจากใคร พูดลับหลังผมยังไง
แม่บ้านใหญ่ไม่รู้คุณจำได้รึเปล่า เรื่องที่ให้ผมปิดแอร์ ในห้องรับรองตอนที่ผมเล่นอยู่กับลูก แต่พอผมออกไปมีแขกมา คุณก็เปิดแอร์รับแขก.....เอ แบบนี้เรียกว่าเลือกปฏิบัติรึป่าวนะ รึเข้าใจว่าเด็กมันร้อนไม่เป็น(พ่อมันด้วย) ???
......แม่บ้านเล็ก คุณบอกผมยังไงนะ....."นั่นสินะ อันที่จริงพี่ก็ว่าน่าจะให้เยี่ยมบ้านได้นะ ทำไมเค้าไม่ให้เยี่ยม" ...เค้านี่หมายถึงแม่บ้านใหญ่รึเปล่าครับ?
อันนี้คือครั้งล่าสุดที่แม่บ้านเล็กพูดกับผม ก่อนปีใหม่นิดๆ เพื่อนผมที่บังเอิญเป็นรุ่นน้องเรียนมาคณะเดียวกันกับแม่บ้านเล็กก็ไปเยี่ยมลูกผมด้วย ก่อนหน้านี้คิดว่าไม่ใช่แค่ผมหรอกครับที่หลีกเลี่ยงการสนทนา...ไม่ได้สุงสิงนานพอสมควรครับ
......นอกจากปฏิกิริยาของแม่บ้านใหญ่ และข้อมูลเชิงลึกที่ผมรู้มาว่าแม่บ้านใหญ่เป็นคนรับผิดชอบในเคสของลูกผมอยู่ เหตุผลหลักที่เรื่องของผมไม่คืบหน้าเป็นเพราะใคร...ที่จริงแล้วต้องยอมรับว่าผมมีความทรงจำกับคำพูดบางคำของแม่บ้านเล็กมากกว่าแม่บ้านใหญ่ ผมเป็นประเภทชอบเก็บมาคิดอ่ะนะ เช่น ตอนที่ผมขอคำปรึกษาว่าจะมีทางออกให้ลูกผมมั้ยเช่น การให้อยู่กับครอบครัวอุปถัมภ์ในชุมชนแห่งหนึ่งแทนที่จะอยู่สถานสงเคราะห์ มีตอนหนึ่งผมพูดว่า ผมมั่นใจว่าผมจะไม่ติดคุก
......แม่บ้านเล็ก..ทำหน้านิ่งๆ ยิ้มมุมปากเล็กๆ เห็นเขี้ยว^_^ แล้วก็พูดว่า "ก็คอยดู" อืม... แค่คำว่าก็คอยดู เก็บมาคิดทำไมก็ไม่รู้......
......ครั้งนึง แม่บ้านเล็ก จำได้มั้ยครับ เรียกผมไปคุยเรื่องที่ผมทำเพลง แล้วเอาภาพลูกชายของผมขึ้นปกอัลบั้ม แม่บ้านเล็กอธิบายว่า มันเป็นการละเมิดสิทธิ์เด็ก เด็กเป็นสิทธิ์ของสถานสงเคราะห์ เราเอาผิดคุณได้ แล้วก็บอกให้ผมหยุดโพสท์ภาพลูก เขียนเรื่องลูกในเว็บ ถ้าผมยังทำสถานสงเคราะห์มีสิทธิ์ที่จะไม่ให้ผมเจอลูก ผมก็เลยตอบไปว่าตกลงผมจะไม่โพสท์รูปลูกผมอีกขอเพียงให้ผมได้เจอลูก และหลังจากวันนั้นผมก็ระงับการจำหน่ายผลงานเพลงของผมเนื่องจากผมละเมิดสิทธิ์ลูกชาย
......ช่วงก่อนวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา แม่บ้านเล็กเชียร์ให้ผมอุดหนุน สคส. ของสถานสงเคราะห์ยกใหญ่ บอกว่าลูกชายของผมเป็นนายแบบ อยู่ในรถ เด่นกว่าเพื่อนเลย ผมช่วยซื้อ 3 โหล แม่บ้านเล็กเชียร์ให้เพื่อนผมช่วยซื้อด้วย เพื่อนผมก็เลยอุดหนุนมา 1 โหล ......ขอบคุณมากครับที่สถานสงเคราะห์เอาลูกผมเป็นนายแบบ สคส. ..ผมควรจะดีใจใช่มั้ยครับ
***ความตั้งใจของผม ....ผมจะลบทุกอย่างทิ้ง ไม่ว่าอะไรที่ผมเคยโพสท์ในเน็ตเกี่ยวกับลูกชายผม โดยเฉพาะเรื่องที่เค้าอยู่สถานสงเคราะห์ ผมจะลบให้หมด นั่นหมายถึงกรณีที่ผมได้เค้ามาเลี้ยงก่อนที่เค้าจะโตจนรู้ความ..แต่ถ้าผมไม่ได้เค้ามาเลี้ยงก็เป็นอีกเรื่อง ผมจะทบทวนอีกทีว่าจะให้เค้ารู้เฉพาะส่วนไหนที่เค้าควรจะรู้ เช่น รู้ว่าผมรักเค้าแค่ไหน เป็นต้น
ถ้าผมไม่ควรทำ(เอารูปลูกขึ้นปกซีดีเพลง) แล้วพวกคุณควรทำงั้นเหรอครับ ผมเอา สคส. ของพวกคุณโพสท์บนเว็บไม่ใช่เพราะภูมิใจแต่เพื่อแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่า คุณเองก็เอาลูกผมไปใช้หารายได้เข้าสถานสงเคราะห์ คุณเคารพสิทธิเด็กอยู่ใช่มั้ย?...แม่บ้านใหญ่ตอบด้วย แล้วแม่บ้านเล็กเคยพูดกับผมยังไงจำได้มั้ยครับ
....แม่บ้านเล็ก จำได้มั๊ยคร๊าบบ ที่คุณบอกว่า ที่ผมเขียนบนปกอัลบั้มประมาณว่า รายได้ส่วนหนึ่งจากการขายผลงานเพลง ผมจะแบ่งนำมาบริจาคกับหน่วยงานที่ให้การดูแลลูกผม ...คุณบอกผมว่าไงครับ...."เราไม่เคยขอให้คุณช่วย" ทำร้ายจิตใจกันเหลือเกินเนาะ นี่ผมผิดใช่มั้ยที่อยากทำบุญ ผมไม่ได้เขียนว่าผมจะบริจาคให้สถานสงเคราะห์เด็กอ่อน________ของคุณนี่ครับ ผมบอกว่าให้หน่วยงาน
....คุณจะรู้สึกยังไงถ้าคุณหวังดีกับใครสักคน อยากทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ เพื่อมีส่วนช่วยเหลือแบ่งปันน้ำใจบ้าง แต่คนๆนั้นกลับพูดกลับคุณว่า "ฉันไม่เคยขอให้คุณช่วย"
....ตั้งแต่นั้นผมก็ไม่ขายเพลงของผมอีกเลยจนกระทั่งทุกวันนี้ แต่ลูกผมกลับไปปรากฏเป็นนายแบบ สคส. ซะงั้น
เรื่องสำคัญ อีกเรื่อง..... หลังจากถูกเรียกไปต่อว่าเรื่องปกซีดี
......แม่บ้านคนไหน? ตอบได้บ้างครับ ว่าใครเป็นคนมอบปกซีดีอัลบั้มผลงานเพลงของผมให้กับอัยการ นำไปใช้ยื่นถอดถอนประกันตัวผม (แต่ไม่สำเร็จ) ทนายผมได้ข้อมูลมาว่า สถานสงเคราะห์เป็นคนมอบให้อัยการครับ
....ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเป็นเรื่องจริงที่สถานสงเคราะห์เอาปกซีดีผมไปให้อัยการ เพราะว่าฝ่ายแม่ของเด็กไม่มีใครมีผลงานเพลงของผมครับ ผมไม่ใช่พี่เบิร์ดที่มีซีดีขายอยู่ตาม seven ประเทศนี้มีไม่ถึง 20 คนหรอกครับที่รู้ว่าผมเขียนเพลงและเรียบเรียงดนตรีได้ ผมเป็นคนมอบ ผลงานเพลงของผมให้ท่าน ผอ. ครับ และเท่าที่รู้ท่าน ผอ. ได้รับคำแนะนำจากบางคนครับ ใครตอบได้บ้าง หน้าที่ของแม่บ้านหรือเปล่าครับที่ต้องมาก้าวก่ายเรื่องคดีอาญา พวกคุณรู้จักพวกเค้า(ฝ่ายแม่ของเด็ก) เท่าๆ กับที่รู้จักผมนั่นแหละไม่ได้รู้จักตัวตนที่แท้จริงฝ่ายใดเลย...เกลียดผมมากขนาดอยากเห็นผมติดคุกเร็วๆ ใช่มั้ยครับ อัยการจะรู้มั้ยครับว่าคุณมี ซีดีเพลงของผม ถ้าพวกคุณไม่นำเสนอ ตอนนั้นมีไม่ถึง 10 คน ครับที่ครอบครองอัลบั้มผลงานเพลงของผม (ช่วงนั้นผมต้องบังคับเพื่อนสนิทและรุ่นน้องอีกคนให้ช่วยซื้อครับ^_^ แล้วก็ยังไม่ทันมีใครสั่งซื้อเลยพวกท่านก็ห้ามผมซะก่อน)
....ครั้งหนึ่งตอนเจ้าตัวเล็กของผมประมาณ 6 เดือน ผมไปเยี่ยมติดต่อกัน 2 วัน วันแรกผมอุ้มเจ้าตัวเล็กเดินไปเดินมารอบตึกอำนวยการเก่า ดูโน่นดูนี่พูดกับเค้าไปเรื่อย..ได้ครับ แต่วัน ถัดมา จำไม่ได้ว่าแม่บ้านคนไหน ก็ออกคำสั่งว่าให้ผมอยู่แต่ในห้อง ตรงโซฟารับรองแขก ห้ามพาเด็กออกเดินไปไหนมาไหน ....มันนานมาแล้วครับแค่เล่าให้ฟัง ตอนนี้ผมอุ้มเดินไปได้รอบทุกพื้นที่สถานสงเคราะห์แล้วครับ ขอบคุณมาก....แต่ตอนนั้น ขอบอกว่าผมรู้สึกแย่มากครับ ขับรถกลับบ้านร้องให้เลย (น่าเห็นใจจัง สงสารตัวเองก็ได้ หุ หุ)
.....1 มกราคม 2553 ผมหิ้วตุ๊กตา เอามาฝากลูกครับ ผมขอเข้าพบลูกในวันปีใหม่ ผมอยากอยู่กับลูก เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกว่า ให้ผมมาวันอื่นเพราะในสถานสงเคราะห์มีเจ้าหน้าที่อยู่น้อย ....ผมขอร้องว่า ผมเดินทางมาไกล ผมมีของมาให้ลูก เจ้าหน้าที่ให้ผมรอก่อน แล้วก็บอกว่าจะไปปรึกษาหัวหน้า...ไม่รู้ว่าใคร? สักพัก ก็กลับมาแล้วบอกว่าให้ผมเยี่ยมได้ ผมไปลงบันทึกในสมุดเยี่ยม ปรากฏว่า มีคนมาเยี่ยมเด็กก่อนหน้าผมสองถึงสามคน...ผมรู้สึกยังไงน่ะเหรอ ผมรู้สึกว่าผมถูกเลือกปฏิบัติและแสดงให้เห็นว่าในสายตาของแม่บ้านมองผมแบบไหน....หน้าที่ตัดสินผมเป็นของศาลอาญาครับคุณแม่บ้าน
****4 เดือนหลังจากนั้นศาลชั้นต้นตัดสินว่าผมมีความผิด แต่ศาลมีทั้งหมด 3 ศาลครับ ผมยังมั่นใจในขบวนการยุติธรรมและจะสู้ให้ถึงที่สุด การที่ผมประกันตัวด้วยหลักทรัพย์ 580,000 บาทนั้นก็เพื่อรับประกันว่าผมจะไม่ทำความผิดใดๆ อีกในระหว่างนี้...ไม่งั้นผมติดคุกหัวโตโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องห่วงนะครับ ผมไม่ขโมยลูกตัวเองหรอกครับ
.....แล้วที่สั่งให้พวกแม่เลี้ยงบันทึกทุกคำพูดของผมที่สนทนากับพวกแม่เลี้ยงในระยะแรกๆ ที่ผมไปหาลูกเนี่ย เพื่ออะไรครับ เอาไปทำไมเหรอ อยากรู้จัง
.....ไอ้ที่พูดถึงผมลับหลังเนี่ย ไม่ว่ากันครับ ผมไม่มีหลักฐาน คนเราจะเลวจะชั่ว การกระทำจะพิสูจน์ครับ พวกที่ได้ยินอะไรแล้วเชื่อเลยเนี่ย จะเรียกว่าอะไรดีนะ......
*****ล่าสุด ที่ปรินท์จดหมายผมในเนี้ย...ใน gotoknow นี่แหละ อันที่จริงผมก็จงใจแหละครับคิดอยู่แล้วว่าคุณแม่บ้านคงเข้ามาอ่านเหมือนที่เข้าไปดู hi5 ผม (ผมส่งข้อความหาครูหยุย ผมไม่เอามาโพสท์ก็คงไม่มีใครรู้ว่าผมพูดกับครูหยุยยังไง) แต่ผมไม่นึกว่าจะเอาไปหยิบยกให้เป็นประเด็นได้ ไม่รู้เอาข้อความตอนไหนไปอ่านให้แม่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์ฟังครับ แล้วปลุกปั่นว่า ผมทรยศหักหลังแม่เลี้ยง ว่าผมว่าแม่เลี้ยงดูแลลูกผมไม่ดี ยอมรับครับ แต่ผมหมายถึงบางคนครับ แต่คุณไปสร้างกระแสว่าผมว่าแม่เลี้ยงเหมารวมทุกคน พยายามทำให้พวกแม่เลี้ยงที่ดีกับผมเกลียดชังผมเนี่ย คุณแม่บ้านคนไหนน๊า....คนที่ชอบโยนความรับผิดชอบให้หัวหน้าตัวเองรึป่าวก็ไม่รู้สินะ
....."นั่นสินะ อันที่จริงพี่ก็ว่าน่าจะให้เยี่ยมบ้านได้นะ ทำไมเค้าไม่ให้เยี่ยม"......
บอกว่าอะไรอีกนะ "คนตัดสินใจไม่ใช่พี่" แล้วหมายถึงใครนะ อ้อ บอกว่า พี่__เค้าเป็นคนดูแลเรื่องเรา โยนเก่งนะครับ น่าจับไปเล่นปีก 555
.....พูดถึงแม่บ้านใหญ่เนี่ย วันนั้นผมรู้สึกประทับใจฝีไม้ลายมือในการ "เขี่ยลูก" ของพี่แกเอามากๆ "ผอ.ค๊า เขาบอกว่าเค้าจะฟ้องเราค่า" พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานหันหน้าไปทาง ผอ.ที่กำลังเดินมาทางนี้พอดี ได้ผลครับ จังหวะ timing เหมาะเหม็งพอดี
"เชิญเลยค่ะ! จะฟ้องก็ฟ้องเลยค่ะ! คุณมายืนอ่านบอร์ด แล้วก็มาขอโน่นขอนี่ คุณมาโกหกเรา เราให้คุณเจอลูกคุณก็ดีแค่ไหนแล้ว" ประมาณนี้อ่ะครับ โอ้โฮ ลีลาการเขี่ยลูกของแม่บ้านใหญ่นี่ต้องยอมเขาจริงๆ จับอารมณ์เจ้านายเก่ง ....สวดยวดมาก จ๋อยสิครับผมจ๋อยเลยอ่ะครับ ^__^
***ย่อหน้านึงที่ผมเขียนถึงครูหยุย***
...........ปัจจุบันลูกชายของผม อายุ 1 ปี 8 เดือน กับ 10 วัน มีพัฒนาการที่ดีมากกว่าเด็กทุกคนในรุ่นราวคราวเดียวกันที่สถานสงเคราะห์ ซึ่งนับเป็นความโชคดีที่แม่เลี้ยงบางคนให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ แต่ก็ยังมีบางคนที่ขาดคุณสมบัติที่จะเป็นพี่เลี้ยงในสถานสงเคราะห์ซึ่งตัวผมเองมีหลักฐานอยู่พอสมควรมิได้กล่าวหาลอยๆ ซึ่งหลักฐานต่างผมจะนำเสนอในโอกาสต่อไป
จาก http://gotoknow.org/blog/necneotrike/423598
.....ผมพูดเรื่องจริงครับ ผมไม่แคร์หรอกครับว่าใครจะโกรธ อยากเห็นข้อมูลผมจัดให้ได้ครับ แต่ผมให้คนอื่นครับ ให้แม่บ้านไปขอดูจากคนที่จะเข้ามาจัดการเรื่องนี้เอาเองนะครับ อีกไม่นานคงได้เห็นของจริงกัน
......ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมถูกกล่าวหาว่าเนรคุณครับ คนที่มีศักดิ์เป็นยายของลูกชายผมก็ไปเที่ยวเล่าชาวบ้านว่าผมเนรคุณ แต่วันนึงความจริงจะปรากฏ ทุกวันนี้คนบางคนถูกชาวบ้านประนาม เพราะชาวบ้านเค้ารู้เค้าเห็นมาตลอดว่าอะไรเป็นอะไร คนที่โกหกจะไม่หยุดโกหกเพราะมันเป็นสันดาน ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่โง่...แม้ไม่ได้เรียนจบปริญญาแต่ชาวบ้านหลายคนก็ฉลาดพอที่จะวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับ ผิดกับบางคนเรียนมาก็เยอะ อุ๊บ! โทษที วันนี้ ตอนนี้ในสายตาพวกคุณ ผมคือศรัตรูเป็นจอมวายร้าย(อันที่จริงผมไม่อยากพูดว่าคุณมองผมแย่กว่านี้เยอะ555)
......ผมอยากบอกพวกคุณว่า ผมแค่ต้องการหาหนทางที่ดีให้กับลูกผม ด้วยการพูดความจริง บางทีคุณอาจจะลืมว่าปฏิบัติต่อผมยังไง แต่ผมไม่เคยลืม รู้มั้ยอะไรที่เลวร้ายที่สุด เรื่องเลวร้ายที่สุดที่ทำให้ผมรู้สึกแย่มาก และอยากรู้ความจริงเหลือเกิน ก็คือ ทำไมพวกคุณถึงได้หาครอบครัวอุปถัมภ์ให้ลูกผม ทั้งๆ ที่ตอนนั้นพวกคุณรู้แล้วว่าเด็กคนนี้มีพ่อ ผมมาตามหาเค้าพบเค้าอยู่ที่นี่ตั้งแต่ 6 มิถุนายน แม่บ้านใหญ่ครับคุณรู้ว่าผมมาตามหาใคร...สิงหาคม พวกคุณหาครอบครัวต่างชาติให้เค้า..ผมคงไม่มีวันได้หลักฐานตรงนี้(แต่ไม่แน่ผมอาจจะมี ขอเวลาค้นดูก่อน) ผมจำได้แม่นยำเหมือนเหตุการณ์มันเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้
"เด็กไม่ใช่สินค้า คุณจะมาชี้เลือกว่าจะเอาเด็กคนนั้นคนนี้ไม่ได้ คุณต้องยื่นเรื่องตามขั้นตอน เมื่อเรื่องผ่านเราจะคัดเลือกเด็กส่งรูปเด็กให้คุณดู ถ้าคุณพอใจคุณก็มารับไป......."
......นั่นคือคำที่คุณบอกผมและเพื่อนชาวฝรั่งเศสของผมในวันนั้น หลังจากที่ผมโกหกว่า ได้รับข้อมูล ว่ามีเด็กชื่อนี้ นามสกุลนี้ ถูกส่งมาจากนี้ ก็เลยอยากจะขอดู ผมรู้ว่าคุณสงสัยในตัวผมตั้งแต่วันนั้นแล้วว่าผมเป็นใคร ผมเดาว่าฝ่ายแม่เด็กต้องให้เหตุผลและเล่าอะไรให้พวกคุณฟังบ้าง ผมจึงไม่กล้าเปิดเผยว่าเป็นพ่อเด็กตั้งแต่คราวแรก ผมมองตาคุณผมรู้ว่าคุณรู้ว่าผมเป็นใคร....ขอโทษนะ ผมรู้สึกแบบนี้จริงๆ
......ผมกับเพื่อนถอดใจว่ายังไงก็คงไม่ได้พบเด็ก และเตรียมตัวจะกลับ แต่เป็นที่น่าเสียดายสำหรับคุณแม่บ้านที่รัก คุณกีดกันผมได้แต่คุณขัดขวางลิขิตฟ้าไม่ได้ บังเอิญ ท่าน ผอ. อยู่ตรงนั้น และกรุณาให้ผมได้พบเด็ก แต่ต้องรอจนกระทั่งบ่ายสามถึงจะเข้าเยี่ยมเด็กได้ หลังจากวันนั้นเรื่องราวก็ดำเนินไปจวบจนบัดนี้ ผมอยากจะบอกอะไรคุณเหรอครับคณแม่บ้านใหญ่
.......คุณคือคนที่สองถัดจากคนที่นำเขาไปมอบให้สถานสงเคราะห์ที่ขัดขวางไม่ให้ผมพบลูก คนกลุ่มแรกบอกว่าลูกผมตายแล้ว สุดท้ายผมก็รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ถัดมาก็คือคุณ...ที่ปิดกั้นไม่ให้ผมได้เห็นหน้าลูกในครั้งแรกที่ผมไปที่นั่น ที่สถานสงเคราะห์ที่คุณทำงานกินเงินเดือนจากภาษีของประชาชนอยู่....แต่สุดท้ายด้วยเหตุบังเอิญผู้มีบารมีเหนือคุณก็อนุญาติให้ผมก็ได้เห็นวงหน้าน้อยๆ และคู่ตากลมโตอันงดงามของลูกผม...จนได้
......."ปาป๊ะ ปาป๊ะ" เป็นคำแรกที่ลูกผมเปล่งเสียงได้ตั้งแต่ 7-8 เดือน ถามแม่เลี้ยงดูก็ได้ ตอนนั้นเขายังอาจไม่เข้าใจว่าเขาพูดอะไรอยู่ แต่ตอนนี้ เขารู้แล้วว่าคำนั้นหมายความว่า"พ่อ" และหลังจากวันนี้เขาจะเรียนรู้อีกหลายคำ และเข้าใจในความหมายของคำว่ารักที่พ่อมีให้เค้า คุณจะขัดขวางผมยังไง?
.....แม่ของเค้าไม่ได้ต้องการเลี้ยงเค้า นี่คุณไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้กันแน่ วันที่คุณเขี่ยลูกให้ ผอ. คุณก็บอกผมประโยคหนึ่งว่า "แม่เค้าก็ยื่นขอเหมือนกัน ถ้าเราให้คุณแม่ของเค้าก็อาจจะฟ้องเรา ถ้าเราให้แม่เค้า...." "ผมก็มีสิทธิฟ้อง".. ผมทำอะไรให้พวกคุณเหรอครับ ..ไม่สิ "เรา พ่อลูก" ทำอะไรให้คุณเหรอ? แม่ของเค้ามายื่นหลังจากที่เค้าอยู่สถานสงเคราะห์มา 10-11 เดือนแล้ว ผมยื่นขอเค้าอย่างเป็นทางการตั้งแต่เขามาอยู่ได้ไม่ถึงสามเดือน หากไม่ติดขัดอะไรผมคงยื่นเร็วกว่านี้
....ผมกับพ่อแม่ของผมรีบมายื่นอย่างเร่งด่วนเพราะผมรู้ว่าพวกคุณประชุมกันเรื่องที่จะมอบลูกผมให้กับครอบครับต่างชาติ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีคนวงในบอกผม คนที่มีมนุษยธรรมที่ไม่ได้จบสังคมสงเคราะห์มาอย่างพวกคุณ...คุณแม่บ้าน ผมไม่เคยลืมบุญคุณคนเหล่านั้น และผมก็ไม่เคยลืมว่าคุณปฏิบัติกับผมยังไง ผมจะทดแทนบุญคุณคนที่มีพระคุณกับผมให้จงได้ แต่สำหรับพวกคุณ "ขอจงมั่นใจในกฏแห่งกรรม"
.....คุณมองไม่ออกเหรอว่าใครรักลูก หรือใครใช้ลูกเป็นหมากบนกระดาน กฏหมายว่าไงผมไม่รู้ แต่ผมยื่นก่อน และเพราะผมลูกจึงยังอยู่ที่นี่ ...ที่ประเทศไทยนี้ คนที่คลอดลูกผมมาจะไม่มีโอกาสได้เห็นหน้าเด็กที่เค้าเบ่งออกมาเป็นครั้งที่สอง ถ้าไม่ใช่เพราะผมตามหาเค้าเจอ พวกคุณร่วมมือกันพยายามจะส่งเค้าไปให้ไกล แล้วยังมีหน้ามาบอกว่า "แม่เค้าก็ขอเหมือนกัน" ตลกนะ ผมควรรู้สึกขำจนท้องแข็งใช่มั้ย "ใจ เย็น เย็น นะ" ลูกผมจะ 2 ขวบ แล้วครับคุณแม่บ้านใหญ่
......คุณแม่บ้านเล็ก ผมไม่รู้คุณคิดยังไงกับผม บางทีคุณอาจเรียนสายนี้เพราะคิดว่าเรียนเภสัชฯ ต่อไปก็อาจจะโดนรีไทร์เหมือนเพื่อนผมก็ได้ ในสายตาคุณผมเป็นตัวอะไรล่ะ พวกชนชั้นต่ำรึเปล่า ช่างมันเถอะ
......เพราะลูกชายของผม ผมถึงได้ศึกษาธรรมะ มองในแง่ดีถ้าไม่มีเรื่องนี้เกิดขึ้นถ้าไม่มีคนอย่างพวกคุณผมก็คงห่างไกลจากพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุธเจ้า ผมเชื่อในกฏแห่งกรรม ผมมีกรรม ลูกชายของผมก็มีกรรม เราทุกคนต้องชดใช้กรรมที่เราก่อ ผมตั้งใจที่ยึดมั่นคำสอนของพระพุทธองค์หยุดสร้างกรรมชั่ว และรู้จักให้อภัย พระพุทธองค์ไม่เคยโกรธ หลวงพ่อสมัย เจ้าอาวาสวัดคลองตาลอง อำเภอปากช่อง พูดให้ฟังอยู่เสมอ ทุกวันนี้ผมก็มีความโกรธเวลาเจออะไรที่มันไม่สมเหตุสมผล แต่ผมโกรธน้อยลง และผมก็ไม่ได้ใช้ความโกรธในการต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรม ผมไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง แต่ผมจะใช้ความจริง ใครทำอะไรย่อมรู้อยู่แก่ใจ
........สำหรับอนาคตลูกผม ผมไม่ได้มองแค่วันพรุ่งนี้ ผมไม่ได้มองข้ามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ผมคงไม่พูดอีกแล้วว่าผมจะไม่ติดคุก เพราะแม่บ้านเล็กก็จะยิ้มมุมปากแล้วพูดว่า "ก็คอยดู" แต่ผมเตรียมทางออกไว้แล้ว ผมเชื่อว่าพวกคุณคิดไม่ได้หรอก เล่าไปก็เท่านั้น
***ใส่ใจในอาชีพของตัวเองรักงานที่ตัวเองทำ รู้จักตัวเอง ซื่อสัตว์และทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ....นี่แหละที่ผมทำอยู่****
ความหมายของ “สังคมสงเคราะห์”
สมาพันธ์นักสังคมสงเคราะห์ระหว่างประเทศ (International Federation of Social Workers:IFSW) ให้ความหมายของคำ “สังคมสงเคราะห์” (Social Work) ไว้ว่า “สังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพที่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคม การแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของคน และกระตุ้นเสริมพลังให้คนสามารถช่วยตนเองได้ โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมของคนและระบบสังคม สังคมสงเคราะห์ช่วยเชื่อมระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมโดยรอบ สังคมสงเคราะห์มีรากฐานที่สำคัญคือ หลักสิทธิมนุษยชนและหลักความยุติธรรมในสังคม
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
มาตรา ๓๙ ........................................................................
ในคดีอาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด
ก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิดจะปฏิบัติต่อบุคคล
นั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้