บทความเรื่อง The Disposable Academic : Why doing PhD is a waste of time ใน The Economist ฉบับวันที่ ๑๖ ธ.ค. ๕๓ ชวนให้เราหยุดคิด และตกใจว่าแนวคิดตีตั๋วไปสวรรค์ด้วยใบปริญญาเอกมีอยู่ในโลกตะวันตกมาตั้ง ๕๐๐ ปีมาแล้ว การที่คนไทยจำนวนหนึ่งยอมเสียเงินตีตั๋วปริญญาเอกที่จบไม่ยาก เพื่อเลื่อนชั้นทางสังคม จึงไม่ใช่ของใหม่
มายาของปริญญามีอยู่เสมอ ในทุกสังคม
ลูกเขย ซึ่งเป็นคนอินเดีย เล่าว่าที่อินเดียมีธุรกิจอุดมศึกษา เปิดหลักสูตรเรียนวิศวะ และแพทย์แบบเรียนไม่ยาก แต่ค่าเล่าเรียนแพงมาก แพงประมาณ ๑๐๐ เท่าของค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยดีๆ ของรัฐ แต่ชายหนุ่มจำนวนมากยินดีจ่าย เพื่อให้ได้ปริญญาวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต หรือแพทยศาสตรบัณฑิตไว้ประดับตน เพราะผู้ชายที่มีปริญญาอย่างใดอย่างหนึ่งในสองอย่างนี้ห้อยท้ายค่าตัวแพงมาก พ่อแม่ผู้หญิงที่อยากได้ลูกเขยเป็นหมอหรือวิศวกรต้องจ่ายค่า dowry สูงในระดับที่ค่าเล่าเรียนที่จ่ายไปแล้วเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
กลับมาที่บทความใน The Economist ผู้เขียนบทความสวม “แว่นดำ” มองด้านลบของระบบการศึกษาปริญญาเอก ว่าปฏิบัติต่อนักศึกษาเสมือนทาสหรือแรงงานราคาถูก และเวลานี้ในสหรัฐอเมริกา จำนวนผู้จบปริญญาเอกมากกว่าความต้องการอาจารย์ในมหาวิทยาลัยกว่า ๖ เท่าตัว บทความนำตัวเลขในสหรัฐอเมริกาและยุโรปมาชี้ให้เห็นว่า ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของการเรียนปริญญาเอกต่ำมาก และมีคนจบปริญญาเอกจำนวนไม่น้อย ที่ ๕ ปีให้หลังยังไม่มีงานประจำ
เป็นการตั้งคำถามต่อระบบ mass production ของบัณฑิตปริญญาเอก ว่าเพราะมหาวิทยาลัยต้องการแรงงาน (ทางสมอง) ราคาถูก จึงวางระบบปริญญาเอก และการฝึกอบรมหลังปริญญาเอก (postdoc) ที่ใหญ่โตเกินพอดี เกินความต้องการของสังคม และนำไปสู่การกดขี่เอาเปรียบแรงงาน
เป็นมุมมองที่กระตุกสังคม ให้ทบทวนระบบการศึกษา และแรงงานด้านวิชาการบ้าง ว่าคนที่ถือว่าสมองดีและเข้าไปสู่ระบบ ได้รับความเป็นธรรมด้านรายได้เพียงใด
แต่ผมคิดว่า สำหรับคนที่มีฉันทะด้านวิชาการ การเรียนปริญญาเอกกับอาจารย์ที่เก่ง ในสถาบันที่มีระบบการเรียนดี ก็เป็นเส้นทางชีวิตที่ดีสำหรับเริ่มต้นชีวิตของนักวิชาการ ที่มีไฟในการแสวงหา “ความจริง” ผ่านชีวิตนักวิชาการ นักวิจัย และในการดำรงชีวิตนักวิชาการ ก็สามารถทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น แก่สังคมได้หลากหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการค้นคว้าหาความรู้ ความจริง
ชีวิตที่เราชอบ และทำหน้าที่ได้ดี เป็นชีวิตที่ดี
แต่หากมองเชิงระบบ ระบบที่ไม่สมดุล ไม่พอดี ควรได้รับการแก้ไข
วิจารณ์ พานิช
๒๔ ม.ค. ๕๔
หลวมตัวไปแล้ว ถอยหลังตั้งหลักใหม่ได้ไม่มีคำว่าสายเกินไป อาจารย์ระดับอุดมศึกษา บ้านเรา ส่วนใหญ่ ดักดานวิทยาครับ