ช่วงนี้ช่างยุ่งเหลือเกิน เมื่อวานซืนนี้เพิ่งไปลงพื้นที่เถินกับแม่พริกมา (หลังจากห่างหายไประยะหนึ่ง)  ส่วนเมื่อวานนี้ต้องรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯ  เนื่องจากต้องมาซ้อมรับปริญญาให้กับนักศึกษา   วันนี้เพิ่งซ้อมเสร็จ (เป็นวันแรก) ก็เลยแว๊ปมาเขียนบันทึกต่อซะหน่อย  จะได้จบเสียที 

คุณสุวัฒนา  กล่าวต่อไปว่า  ตอนนี้ไม่ใช่จะไม่ทำงานหรือหยุดทำงาน  ตอนนี้กำลังดูอยู่ว่ามันยังมีจุดอ่อนอะไรบ้างในสิ่งที่เราทำอยู่  จุดอ่อนที่เห็นในขณะนี้  คือ  ต่อไปในวันข้างหน้าเงินจะหมด  ถ้าผู้นำดีๆไม่อยู่ใครจะสานต่อ  หลักเกณฑ์จะเป็นอย่างไร  อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร  จะบริหารเงินต่อไปอย่างไรให้เงินมันโตขึ้น   เพราะ  ต่อไปคนจะอายุยืนขึ้น  จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย  รัฐบาลจะลงมาดูแลอย่างไร  รัฐบาลจะเอาเงินตรงนี้ไปทำให้มันโตขึ้นกว่านี้หน่อยได้ไหม  มีคนเสนอว่าให้เอาไปลงทุนพันธบัตร  หรือเอาไปลงทุนทำรถไฟฟ้า  ฯลฯ  ขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ประมาณ 8-9 เรื่อง  ซึ่งทาง มสช. ก็กำลังช่วยศึกษาอยู่  อย่างในกรณีของท้องถิ่นซึ่งจ่ายเงินให้คนชราเดือนละ 300 บาท  มันเสียเปล่าเยอะ  แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะตัดทิ้ง  แต่จะเป็นไปได้ไหมว่าจะเอาเงินไปทำรูปแบบอื่นดีไหม  ที่จริงเบี้ยยังชีพสำหรับคนชรามันได้ไม่ครบคนหรอก  แต่เราจะทำอย่างไรให้มันได้ครบทุกคน  หรือทำอย่างไรที่จะเอาเงินมาใส่ในกองทุนนี้แล้วดูแลกันไปให้ได้ประโยชน์ครบทุกคน

  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณภีม  บอกว่า  ที่ลำปางเก่งกว่าสงขลาในเรื่องการจัดการเงิน  เพราะ  ทางสงขลาใช้วิธีฝากธนาคาร  ครูชบจะไม่คิดมาก</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ผู้วิจัยเสริมจากคุณภีมว่า  ไม่ใช่เรื่องการจัดการเงินอย่างเดียว  แต่ลำปางมีความโดดเด่นในเรื่องการจัดการข้อมูลด้วย  ระบบข้อมูลของลำปางเป็นระบบและละเอียดมาก  </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อ.ธวัช  กล่าวถึงเรื่องเบี้ยยังชีพต่อว่า  เมื่อไม่นานมานี้มีการประชุมเพื่อคัดเลือกคนจนในหมู่บ้านได้ทั้งหมด 56 คน  แต่มีเงินที่จะช่วยเหลือได้แค่ 11 คน</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณสุวัฒนา  เล่าถึงตัวอย่างที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า  หน่วยงานมีเงินไม่มากพอที่จะจ่ายเบี้ยยังชีพให้คนชราทุกคนที่มีสิทธิ์ได้  เขาใช้วิธีการแก้ไขปัญหานี้  คือ  เขาเอาเงินมารวมกันค้าขาย  พอได้กำไรขึ้นมาก็เอามาหารแบ่งให้ทุกคน  อาจได้ไม่ถึงคนละ 300 บาท  เช่น  อาจได้แค่คนละ 280 บาท  เป็นต้น  แต่ก็ยังดี  พอค้าขายไปเรื่อยๆปรากฎว่าได้กำไรมากขึ้น  แต่ละคนก็ได้เงินมากขึ้น  พอที่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเขาเอาเงินไปทำปั๊มน้ำมัน  แต่ที่ใต้เอาเงินไปรวมกันซื้อสวนยาง  เงินนี้อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ อบต. เพราะ  กรมประชาสงเคราะห์ได้ถ่ายโอนอำนาจและภารกิจให้ อบต. แล้ว  เพราะฉะนั้น  ในกรุงเทพฯตอนนี้สามารถจ่ายได้ถึงคนละ 500 บาท  และทุกคนที่มีสิทธิ์ได้รับก็ได้รับแล้ว  เพราะ  เขาสามารถเอาเงินมารวมกันได้ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณภีม   บอกว่า  ในส่วนที่เราบอกว่าจะร่วมมือกับ อบต.  หากเราเอาแนวความคิดนี้ไปเสนอว่าเอาเงินเขามาต่อยอดก็จะเท่ากับได้ 2 เท่า  ทุกคนก็จะได้รับเงิน  เขาก็ได้ผลงาน  เราก็ได้เงินเขามาช่วยหนุนด้วย</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณสุวัฒนา  ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า  ขณะนี้ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยก็คือ  การที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาเป็นยุค baby boom คือ  มีคนเกิดมาก  แต่ต่อไปคนจะเกิดน้อยลง  เมื่อเด็กเกิดน้อย  คนในวัยหนุ่มสาวก็จะลดน้อยลง  ขณะเดียวกันคนในวัยหนุ่มสาวปัจจุบันก็แก่มากขึ้น  สุขภาพดีขึ้น  อายุยืนขึ้น  </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณภีม  บอกว่า  รู้สึกว่าเรามีข้อมูล  ความรู้เยอะกันพอสมควรแล้ว  แต่อยู่ที่วิธีการ  ยุทธวิธีที่เฉพาะเจาะจง  เช่น  ลักษณะของ อบต. นี้ หรือ  เทศบาลนี้  มีลักษณะอย่างนี้เราจะใช้วิธีการอย่างไร  การพูดอย่างลอยๆคงจะไม่มีประโยชน์แล้ว  คงต้องพูดแบบเฉพาะเจาะจง</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณยุพิน  บอกว่า  ตัวเองได้ข้อคิดจากกลุ่มปทุมธานีที่มาเยี่ยมกลุ่มดอนไชย  ปลัดที่มาด้วยพูดดีมาก  ปลัดถามผู้ใหญ่บ้านเลยว่าคุณจะทำไหม  ถ้าคุณทำอย่างนี้  คุณไม่ต้องเหนื่อย  ทาง อบต. ยินดีให้การสนับสนุนเลย</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณภีม  บอกว่า  อยากชวนมาตั้งเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน  อย่างสมมติว่าใน 6 เดือนข้างหน้าจะมาดูอีกทีหนึ่ง  ข้อมูลตอนนี้ของกลุ่มแม่พริกมีสมาชิก 946 คน  ทั้งโซนมี 4,000 กว่าคน  อีก 6 เดือนข้างหน้าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร  เราจะพัฒนาคนเพื่อให้มีคนเก่งเพิ่มมากขึ้นอย่างไรบ้าง  สมาชิกในกลุ่มของเราเพิ่มเท่าไหร่  กลุ่มที่เราไปตั้งใหม่เป็นอย่างไร  กิจการที่เราเอาเงินไปขยายเกิดผลอย่างไร  เราต้องมีการวางแผน  ซึ่งแผนนั้นต้องทำให้เกิดพลังโดยดึงคนอื่นเข้ามาร่วมด้วย</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณยุพิน  บอกว่า  ในส่วนของแผนนั้นตนเองคิดเอาไว้หมดแล้ว  เราอยากทำให้เป็นรูปแบบ  ถ้าคนอื่นเห็นเขาก็จะได้รู้ว่าเอามาจากไหน  อย่างตอนนี้เรามีการเก็บสถิติรายรับ  รายจ่าย  กำไรของร้านค้าชุมชน  ถ้าคนทำงานอยากได้กำไรมากกว่านี้  เขาต้องช่วยกันคิด  ช่วยกันทำ  คือ  เขาจะพัฒนาด้วยตนเอง  เพราะฉะนั้น  ข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ  ถ้าเขามีข้อมูลอยู่ในมือ  เขาจะต้องคิดต่อ</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณภีม เสนอว่า  อยากฟังแผนหรือความคิดของแต่ละคน  อย่างเมื่อกี้นี้เสนอในเรื่องร้านค้า     ชุมชน  สิ่งสำคัญก็คือ  ใช้ข้อมูล  สร้างแรงจูงใจกับคนทำงาน  เพื่อทำเป้าหมายนี้ให้เป็นจริง   แล้วคนอื่นมีความคิดอย่างไรบ้าง</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณยุพิน  เสริมว่า  เราไม่ได้คิดแต่เรื่องร้านค้าชุมชน  แต่เราคิดเรื่องการขยายงานให้กับคนในชุมชนด้วย  อย่างตอนนี้ข้าวมีราคาแพง  ทำอย่างไรที่จะทำให้คนคิดว่าไม่ใช่ปลูกข้าวให้ตัวเองกินอย่างเดียว  แต่ต้องปลูกข้างเผื่อให้คนในชุมชนได้กินบ้าง  แล้วตัวเองก็มีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย  อย่างตอนนี้ที่ร้านค้าชุมชนเราซื้อข้าวมาขายประมาณเดือนละ 14 กระสอบ  แต่ซื้อจากแหล่งอื่น  ก็เลยมาคิดว่าทำไมต้องซื้อจากแหล่งอื่น  ทำไมไม่ซื้อในบ้านของเรา  ที่บ้านของเรามีนาว่างเยอะแยะ</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณสุวัฒนา  เสนอต่อว่า  ให้ไปเก็บข้อมูลว่าใน 1 เดือน  คนในชุมชนของเราใช้ชมพูสระผมยี่ห้ออะไรบ้าง  ใช้เงินซื้อเดือนละกี่บาท  อย่างที่อำเภอวังแสง  จังหวัดมหาสารคาม   เขาบอกว่าซื้อปีละแสนกว่าบาท  เขาก็เลยทำเอง  ปีหนึ่งเขาก็เลยประหยัดได้ปีละแสนกว่าบาท</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณบัณฑิต  บอกว่า  ตอนนี้ตัวเองกำลังคิดในเรื่องการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการที่รัฐเอาเงินลงมาช่วยแล้วเงินมันก็หายไปเรื่อยๆ  อย่างที่…  ซึ่งมีประชากรน้อยแค่ 20 กว่าหลังคาเรือน  ผมไปตกลงกับเขาเลยว่าต่อไปนี้ผมจะเข้ามาทุก 2 เดือน  คือ  ผมจะพยายามขยับแผนว่าต่อไปผมจะต้องพยายามหาธุรกิจให้เขาทำ  หางานให้เขาทำ  เพื่อให้เขาพ้นจากความยากจน  ผมเคยโยนคำถามเข้าไปว่าเมื่อก่อน อบต.  เขาเอางบลงมาให้ทีละก้อน สองก้อน  ให้เอาไปประกอบอาชีพ  มันเป็นอย่างไร  ชาวบ้านเขาตอบเลยว่า เจ๊ง! เงินหาย  ขาดทุนหมด  ผมก็เลยถามว่าที่มันเจ๊ง  เงินหาย  ขาดทุนหมด  เพราะ  บริหารจัดการกันถูกหรือเปล่า  อย่างเลี้ยงไก่ 1 เล้า  ประมาณ 20-30 ตัว  เมื่อเอาไปขายได้เงินมาแล้ว  แต่ไม่ยอมไปซื้อไก่มาเพิ่ม  แล้วเอาเงินไปใช้  ถ้ายังเป็นอย่างนี้อยู่แล้วจะหายจนได้อย่างไร  ผมก็เลยบอกไปว่าอีก 2 เดือน  ผมจะเข้ามาใหม่  มาเปิดประชุมใหม่  ให้ช่วยกันคิดแล้วเสนอกันขึ้นมาว่าจะทำอะไรกันดี  ผมจะเอาแผนตัวนี้เสนอไปที่ อบต. แล้วให้ กศน. ไปสอน  แล้วผมจะไปช่วยบริหาร  ผมจะทำให้เกิดความยั่งยืนให้ได้  ส่วนในกองทุนสวัสดิการ  ตอนนี้ผมกำลังปรึกษากับ อ.ธวัช  อยู่ว่าจะทำอย่างไร  ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหน  อย่างถ้าจะเปิดร้านสวัสดิการขายของก็ยังไม่รู้ว่าจะไปได้หรือไปไม่ได้  หรือที่คิดว่าจะทำโรงปุ๋ย  ทำปุ๋ยขาย  ตอนนี้สถานที่เก็บก็ยังไม่มี กำลังรองบ อบต. ซึ่งกว่าจะเข้าแผนก็ปี 2551  </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ในส่วนของการขยายกลุ่มนั้น  ตอนนี้เรากำลังตกลงกันอยู่ว่าจะใช้ระเบียบเก่าหรือระเบียบใหม่  ในวันที่ 2 สิงหาคม  2549 นี้  อ.ธวัช  ได้รับเชิญจากทางอำเภอให้ไปพูดให้ที่ประชุมกำนัน  ผู้ใหญ่บ้านฟัง  พวกเราตั้งใจเอาไว้ว่าจะไปขยายในหมู่บ้านต่างๆของเทศบาลตำบลแม่พริก  อย่างบ้านห้วยขี้นก  ตอนนี้ก็กำลังประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านอยู่  อย่างประชากรทั้งหมดของตำบลแม่พริกมีประมาณ 4,000-5,000 คน  ถ้ามาเป็นสมาชิกของเราสักประมาณ 3,000 คนขึ้นไปก็ถือว่าดีมากแล้ว</p>    <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">สำหรับคณะกรรมการ  ผมก็อยากพัฒนาให้มีคุณภาพ  เวลาเราเรียกประชุมก็อยากให้มากันให้ครบ  ที่ผ่านมาเวลาเรียกประชุมก็มากันไม่ครบ  มีคณะกรรมการทั้งหมด 12 คน  ก็มาแค่ 7 คน  แต่ก็ยังดีที่มาเกินครึ่ง  ถ้าเป็นวันออม  ทุกคนก็ยุ่งอยู่กับการออม  กว่าจะทำงานกันเสร็จก็บ่าย  ค่ำ  ทุกคนก็เหน็ดเหนื่อย  เราก็ไม่อยากจะรบกวนเขา</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อ.ธวัช  กล่าวเสริมในเรื่องคระกรรมการว่า  เราอยากจะเน้นไปที่การปลูกฝังให้คณะกรรมการมี   คุณธรรม 5 ประการ  คือ  ซื่อสัตย์  รับผิดชอบ  ตั้งใจ  โปร่งใส  เสียสละ  โดยเฉพาะในเรื่องความรับผิดชอบและความเสียสละ  เราอยากจะเน้นเรื่องนี้ให้มาก</p>   <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณยุพิน  เสนอแนะในเรื่องการทำงานของกลุ่มว่า  เราจะทำอย่างไรให้การทำงานเสร็จภายใน    1 วัน  เพราะ  ในวันออมเป็นการรวมคนที่พร้อมที่สุด  ดังนั้น  จะเป็นไปได้ไหมที่เราจะลองปรับในส่วนของวันออมว่าให้การทำงานจบในวันนั้น  ประชุมเสร็จในวันนั้น </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณบัณฑิต  บอกว่า  ผมก็อยากให้เป็นอย่างนั้น  แต่ที่ผ่านมาพอบ่าย  คณะกรรมการก็จะรีบกลับ  เราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณยุพิน  บอกว่า  ตอนนี้เราทำงานอย่างนี้เหมือนเราไม่รู้ว่าเราจะหาช่องทางที่จะเจาะข้อมูลของภาครัฐว่าเขาจะลงมาอย่างไร  และจะทำให้หน่วยงานรู้ได้อย่างไรว่าเราทำงานอย่างนี้</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณสุวัฒนา    ยกตัวอย่างกลุ่มพ่อชบที่เขียนโครงการส่งผ่าน พมจ. เพื่อขอรับการสนับสนุนจากคณะกรรมการสวัสดิการสังคม  อยากจะบอกว่าขอให้จังหวัดอื่นทำด้วยจะได้เหมือนกับที่พ่อชบทำ  พอทำขึ้นไปเยอะๆ  เขาจะต้องคิดแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น  ทำไมเขาคิดกันหลายจังหวัดจังเลย  </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณภีม  บอกว่า  กฎหมายนี้มีมาตั้งแต่ปี 2546  โครงสร้างที่ออกแบบไว้นั้นในทางปฏิบัติอำนาจอยู่ที่จังหวัด  คือ  ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกับเลขา  คือ พมจ.จังหวัด และคณะกรรมการ  จะเป็นคนจัดการ เงินกองทุนนี้ก็จะกระจายมาตามจังหวัด  มีระเบียบว่าองค์กรสาธารณะประโยชน์สามารถยื่นขอการจัดสวัสดิการกับชุมชนได้  โดยให้ อปท. เป็นผู้รับรอง  ถ้าเป็นนิติบุคคลแล้วก็ได้เลย  แต่ถ้ายังไม่เป็นนิติบุคคลก็ต้องให้ อปท. เป็นผู้รับรองว่ากองทุนได้ทำกิจการสาธารณะแก่ชุมชนแล้วไปขึ้นทะเบียนกับ พมจ.</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณยุพิน  ตั้งข้อสังเกตว่า  มันจะมีความยุ่งยากไหม  หากเอาเงินมาใช้แล้วจะมีการติดตามตรวจสอบอย่างไร</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณภีม  บอกว่า  ตอนนี้กองทุนที่เราทำอยู่สามารถทำได้หลายรูปแบบ  จะไปจดทะเบียนเป็น  สหกรณ์หรือเป็นวิสาหกิจชุมชนก็ได้  มันสามารถเข้ากับกฎหมายได้หมด  นอกจากนี้แล้ว  ในขบวนการของเราน่าจะมีการสร้างคนที่เชื่อมต่อกับข่าวสาร  ข้อมูล  อย่างครูชบ  เขามีความโดดเด่นอยู่แล้ว  อย่างในวันประชุมของแต่ละเดือน  ครูชบจะถ่ายเอกสารข้อมูล  ข่าวสารต่างๆ  แจกให้ทุกกลุ่ม</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">อ.ธวัช  ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินการว่าใช้เงินในส่วนของกองทุนทดแทนซึ่งเก็บจากค่าธรรมเนียม  ซึ่งดูแล้วว่ามันไม่พอ  มันจำเป็นต้องเอาเงินในส่วนอื่นมาใช้  เช่นเดียวกับค่าสวัสดิการคนทำงาน  ซึ่งมีค่าใช้จ่ายทุกเดือน  ทุกครั้งถ้าเงินไม่พอผมจะเอาเงินในกองทุนธุรกิจชุมชนมาใช้   ปัญหาก็คือ  เราจะเอาเงินในส่วนไหนมาคืนกองทุนธุรกิจชุมชน  ผมได้เขียนโครงการเสนอขอเข้าไปที่ อบต. แล้ว  แต่ความหวังก็คงจะริบหรี่  ถ้าเราจะยื่นไปที่ พมจ. ได้ไหม  ทั้งๆที่เราทำงานให้ชุมชน  </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณยุพิน  บอกว่า  อย่างที่ดอนไชยเขียนโครงการขอรับการสนับสนุนจากเทศบาลแล้วเราได้เงินมา 15,000 บาท  สำหรับใช้ในส่วนของวัสดุสำนักงานและวัสดุสิ้นเปลือง  เราจะเน้นไปที่ภาพรวมของกองทุน  เราจะไม่เจาะจงไปที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง  เราอาจเน้นไปที่การสร้างงานก็ได้  จากนั้นเราค่อยเอางบประมาณมาต่อยอด</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ผู้วิจัย  เสริมว่า  ได้มีโอกาสไปดูงานที่หนองอ้อ  ราชบุรี  ทำให้เห็นว่าในวันออมคนจะมาเยอะมาก  ทีนี้ในวันออมของเราก็เช่นเดียวกัน  คนจะมาออมมาก  แต่เราไม่มีกิจกรรมอะไร  นอกจากการออมเพียงอย่างเดียว  เราน่าจะมีการจัดกิจกรรมอย่างอื่นเสริม  เช่น  กิจกรรมในด้านสุขภาพ  กิจกรรมด้านการค้า  เป็นต้น  อย่างถ้าเราเอาของมาขาย  เรามีคณะกรรมการอยู่ทั้งหมด 12 คน  เราก็แบ่งเป็น 2 ทีม  ทีมที่หนึ่งทำหน้าที่เก็บเงินออมตามปกติ  ส่วนอีกทีมหนึ่งก็ทำหน้าที่ขายของ  แต่เราก็ต้องทำการสำรวจขึ้นมาก่อนว่าชุมชนของเราใช้อะไรกันมาก  มีความต้องการอะไร  แล้วเราก็เอาเงินที่มีอยู่มาลงทุน  อาจไม่ต้องใช้เงินลงทุนมาก  ใช้ประมาณ 5,000 – 10,000 บาท  หรืออาจขอความร่วมมือกับร้านค้าสวัสดิการของเถินก็ได้  พอขายได้กำไรก็เอากำไรนี้มาช่วยคนทำงานก็ได้ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">คุณกู้กิจ  บอกว่า  ในอีก 6 เดือนข้างหน้าทุกกลุ่มจะต้องมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น  รวมทั้งต้องประสานการทำงานกับ อปท.</p><p>            คุณภีม  ถามต่อว่า  อยากจะฟังว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าแต่ละกลุ่มจะมียอดสมาชิกเท่าไหร่  </p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-indent: 36pt; text-align: justify" class="MsoNormal">ที่ประชุมร่วมกันตอบว่า   บ้านดอนไชย  ไม่ต่ำกว่า 3,000 คน  และขยายในตำบลอื่นอีกอย่างน้อย 2 ตำบล , บ้านเหล่า 1,000 คน  และจะขยายโรงอิฐบล็อกสาขา 2  ถ้าเงินไม่พอก็มากู้ที่บ้านดอนไชย</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            อ.ธวัช  ถามขึ้นมาว่า  ตอนนี้มีปัญหาในเรื่องของการรับสมาชิก  คือ  เรารับแต่คนที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่แม่พริก  แต่ในความเป็นจริงยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้มีภูมิลำเนาอญุ่ที่แม่พริก  แต่มีญาติ  หรือเป็นเขย  เป็นสะใภ้  หรือทำงานอยู่ที่อื่นแต่มีญาติอาศัยอยู่ที่นี่จะเข้ามาเป็นสมาชิกได้ไหม</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            ข้อสรุปที่ได้จากที่ประชุม  คือ  สามารถทำได้  แต่ให้พิจารณาตามความเหมาะสม </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            คุณสุวัฒนา เสริมในประเด็นนี้ว่า ข้อดีของชุมชน  คือ  มีความใกล้ชิดกัน  รู้ความเคลื่อนไหว  เช่น  รู้ว่าครอบครัวนี้มีลูก 3 คน  เพราะฉะนั้นลูกทั้ง 3 คนนี้ก็สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้  ไม่ควรเข้าไปเป็นสมาชิกของชุมชน  นี่คือ  จุดแข็งของชุมชนที่สามารถตรวจสอบกันเอง  ใช้กลไกของชุมชนดูแลกันเองได้  อย่างที่บึงคอไหที่กรุงเทพฯ  ชุมชนจะช่วยกันดูแลคนแก่  มีคนแก่ที่แก่มากและจนมาก  พอถึงเดือนคนในชุมชนก็จะเอาข้าวสารไปให้  พอถึงปีก็จะมอบเงินให้เป็นก้อนเอาไว้ไปซื้อของกินของใช้ต่างๆ  เขาจะช่วยกันดูแล  เพราะ  ในชุมชนมีคนแก่ไม่มาก </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            คุณภีม  บอกว่า  กรณีของพ่อชบที่ชูประเด็นเรื่องสัจจะวันละ 1 บาท  ลดรายจ่าย  เป็นการสะท้อนให้เห็นการออมที่ไม่เน้นการกู้  แต่ของพระอาจารย์สุบินยกระดับขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง  คือ  เป็นการทำบุญ  เงิน 1 บาทไม่ต้องคิดว่าจะกลับมาที่ตัวเอง</p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            คุณสุวัฒนา  บอกว่า  ที่สศค.ก็ยึดแนวคิดแบบนี้  คือ  ให้โดยไม่ต้องหวังว่าจะได้คืน  คิดว่าไม่ได้เบิก  แต่ถ้ามีความจำเป็นก็สามารถเบิกได้ตามกติกา  นอกจากนี้แล้วยังอยากให้แต่ละกลุ่มกลับไปคิดเกี่ยวกับเรื่องสวัสดิการการตาย  อยากให้ลดลงมากกว่านี้  เพราะ  มันฟุ่มเฟือย  สู้เก็บเอาไว้ใช้ตอนแก่จะดีกว่า  ตัวอย่างที่อยากจะเล่าให้ฟังคือ  ที่ชุมชนบางซื่อเขาบอกว่าแต่ก่อนเวลามีคนตายจะจ่ายสวัสดิการครั้งละ 10,000 บาท  แต่ต่อไปนี้จะไม่เอาแล้วเขาไปทำสัญยากับวัดเลยว่าถ้ามีคนตายแล้วเอาไว้วัด 7 วัน  วัดคิดเท่าไหร่  เขาจ่ายให้เลย  แล้วอาจให้เงินเพิ่มเติมอีก 5,000 บาท  ไม่ต้องคิดว่าออมมาหลายปีได้มาก  คนที่ตายไปแล้วกลายเป็นว่าคนอื่นได้ประโยชน์  แต่คนที่ออมเงินกลับไม่ได้ประโยชน์ </p>  <p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal">            คุณกู้กิจ  สรุปว่า  วันนี้อาจารย์ทั้ง 3 ท่าน  ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนชื่อกองทุน  เรื่องการลดเงินสงเคราะห์  และเรื่องภูมิลำเนาของสมาชิก  อยากให้ทุกกลุ่มนำมาคิด  โดยในการประชุมครั้งหน้าเราเอามาคิดกันอีกครั้งหนึ่ง</p><p style="text-justify: inter-cluster; margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: justify" class="MsoNormal"></p>             การสนทนาก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ค่ะ