วันพุธ ที่ ๙ เดือนกุมภาพันธุ์ พ.ศ. ๒๕๕๔
กราบสวัสดีค่ะครู
ไม่รู้ว่าจะเขียนจดหมายฉบับนี้อย่างไรดี ด้วยใจที่ยังมีความรู้สึกเช่นนี้ปรากฏสม่ำเสมอ และไม่ปรารถนาให้ครูทราบ แต่ก็เชื่ออย่างยิ่งกับตนเองว่า “ไม่มีอะไรปิดบังได้ เพราะความจริงก็คือ ความจริง” ณ ขณะที่นั่งลงสวดมนต์ทำวัตรเย็น ข้อคิดที่ครูเมตตาเตือนสติ จิตก็แว๊บเวียนไปหยิบมาทิ่มแทงใจ ด้วยความไร้ปัญญาแห่งตน รับรู้กับตนถึงการมีผู้รู้คอยเตือนสติอย่างสม่ำเสมอให้อยู่ในแถวแนวทาง อยู่ในถิ่นที่เหมาะสม ในการทำความเพียร แต่หาได้ภาวนาถึงพร้อมไม่ คำกล่าวของบทสวดทำวัตรเย็นและการได้น้อมกราบด้วยจิตใจ สะเทือนเข้าไปภายใน ถึงความด้อยสติปัญญาแห่งตน ในการปฏิบัติภาวนา โง่หนอ ประหนึ่งวานรได้แก้ว หาได้รู้จัก หาได้เข้าใจในประโยชน์ในสิ่งที่ตนได้ไม่ น้อมกราบพระธรรมด้วยสำนึกในความโง่และกราบขอขมา รับรู้ถึงความเศร้าหมอง เตือนตนได้เพียงว่า “อย่าให้อารมณ์ครอบงำ มีสติอยู่หรือไม่” แม้น้ำตายังคงหลั่งไหล แต่การสวดมนต์ภาวนาก็ยังดำเนินไปตามเจตนาแห่งตน กราบขอขมาพระสงฆ์ ใจระลึกถึงกราบขอขมาครูที่เมตตาให้โอกาสในทุกสิ่ง แต่จิตนี้ก็ยังโง่อยู่ ด้อยปัญญาที่จะทำความเพียรให้ก้าวหน้า การสวดมนต์ภาวนายังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตามแนววิถีที่วางไว้ จวบจน สวดบทแผ่เมตตา ความรู้สึกผ่อนคลายปรากฏขึ้นมาภายใน สวดบทอุทิศบุญ แล้วก็นั่งลงทำสมาธิ ตามลมหายใจ ภาพปรากฏอยู่ภายในหมุนเวียนเปลี่ยนผ่าน เป็นภาพครูบาอาจารย์บ้าง เปลี่ยนเป็นหัวกะโหลกบ้าง รับรู้ความอุ่นทั้งร่างกายบ้าง เปลี่ยนเป็นแสงสีต่าง ๆ บ้าง น้ำเงินบ้าง มโนภาพภายในไม่มีอะไรคงอยู่นาน แต่ก็มีเสียงบอกตนเองว่า “ฟุ้งซ่าน” แล้วก็หายใจลึก ๆ ลืมตา
เป็นสิ่งที่ปรากฏ ณ ตอนสวดมนต์ทำวัตรเย็นค่ะครู หลังจากเข้าไปอ่านข้อความที่ครูฝากไว้ในตอนกลางวัน ใจน้อมรับอย่างไม่มีข้อกังขา แต่เผลอเมื่อใดก็จะปรากฏความรู้สึกคร่ำครวญ และซ้ำเติมแห่งตน เมื่อเช้า (๘ กุมภาพันธ์) อธิบดีมาเยี่ยมศูนย์ ท่านให้ข้อคิดและแนวทางในการปฏิบัติงานว่า
“องค์กรขยาย แล้วก็หดเปลี่ยนไปเป็นธรรมดา แต่อย่าลืมแก่นของหน้าที่หลักว่า ทำไมต้องมีหน่วยงานนี้ในพื้นที่”
หลายประโยคของท่านประหนึ่งมาให้ความชัดแจ้งในแนวทางการปฏิบัติงาน คำกล่าวหนึ่งท่านเอ่ยว่า
“อย่าไปยืดติดว่า เราทำตำแหน่งนี้ แล้วต้องทำเพียงแค่นี้เท่านั้น ต้องมองเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก ตำแหน่งนี้จะอยู่กับเราไปตลอดซะเมื่อไหร่ เขาก็แค่สมมุติให้คุณมารับหน้าที่นี้เท่านั้น พอหมดวาระคุณก็ต้องไป”
เห็นความชั่วในจิตคือว่า ช่วงแรก ๆ ใจติ๋วคอยจับผิดผู้นำเสนอประหนึ่งเป็นผู้ตรวจสอบจิตแสดงเจตนาถึงความเบียดเบียน ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย เมื่อมีผู้มากระซิบสิ่งที่รู้สึกคล้ายกัน ก็กระโจนลงไปซุบซิบ ศีลข้อ ๔ ด่างพร้อยแทนที่จะนิ่งเฉย แล้วก็แว๊บกับตนเองว่า “มองบริบทที่แท้จริงซิ” พี่ผู้กำลังนำเสนอ แม่ป่วยหนักมาก อยู่โรงพยาบาลในกรุงเทพ เมื่อวานท่านก็เป็นผู้จัดประชุมบริหารจัดการงานระดับภาค โดยที่คนในองค์กรยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือน้อย แม้แต่ติ๋วเอง (เขียนออกมาแล้วก็รับรู้ถึงความชั่วแห่งตน แทนที่จะยื่นมือไปช่วย กลับมาตำหนิ จิตหนอจิต ไม่มีปัญญาเป็นเช่นนี้เอง) ครูค่ะตอนที่ไม่ได้เขียนออกมา ติ๋วก็หาได้รู้สึกไม่ จิตสอดแส่หาแต่ข้อบกพร่อง ทั้งที่ท่านเป็นผู้เสียสละในการทำหน้าที่อันใหญ่หลวง ตลอดเช้าจนเที่ยงเป็นการประชุม ตรวจเยี่ยมของท่านอธิบดีคนใหม่ เที่ยง ๆ แวะไปทานข้าวที่ร้านตะวันทอง บ่าย ๆ ก็ติดต่องานเกี่ยวกับกล้าพันธุ์รางจืดที่ต้องการจำนวนมากที่จะใช้ในการ “ออกหน่วยแพทย์แผนไทยเคลื่อนที่ ณ จังหวัดมหาสารคาม ในวันที่ ๒๔ นี้”
วันนี้ได้เรียนรู้กับตนเองว่า “หากไม่มีการเขียนใคร่ครวญหรือตรวจสอบศีลแห่งตน จะทำให้ขาดการถอดถอนข้อบกพร่องออกจากใจ การถอดถอนภายในเกิดสภาวะ unlock เอง ณ ขณะเขียน อย่าน่าประหลาดใจ” การเริ่มเขียนจดหมายฉบับนี้เป็นความรู้สึกคร่ำครวญ ปนน้ำตา แต่ลงท้ายด้วยความรู้สึกว่า “เบา” เพราะรับรู้ถึงข้อบกพร่องแห่งใจตนเองที่เพ่งโทษสิ่งต่าง ๆ เพราะไร้สิ้นซึ่งปัญญา
น้อมคารวะครูด้วยจิตอันนอบน้อม..............เจ้าติ๋ว ลูกศิษย์