สิ่งสำคัญกลับอยู่ที่เราว่า เราจะเลือกที่จะ "จมปลักอยู่กับ" ความมืดของวิกฤติ หรือ เราจะเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ "แสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ"

จากการรับชมข่าวสารต่างๆที่รายงานผ่านโทรทัศน์และระบบอินเตอร์เน็ตทั้งส่วนที่เกี่ยวกับส่วนอื่นๆของโลกที่ห่างไกลออกไป เช่น จากประเทศและทวีปอื่นๆ และส่วนที่ใกล้เข้ามาในเอเซีย ในอาเซียน และใกล้เข้ามาอีกคือข่าวสารต่างๆที่เกิดมีขึ้นจากในประเทศไทย และใกล้ชิดเข้ามาอีกก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือในจังหวัดยะลาที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้

 

หากมองในแง่ลบ หรือ "มองโลกในแง่ร้าย" ดูเหมือนโลกกำลังเผชิญกับหายนะภัยต่างๆมากมาย ทั้งที่เกิดจากภัยธรรมชาติและที่เกิดจาก "น้ำมือของมนุษย์" เอง ซึ่งก็ไม่ผิดแต่ประการใดที่จะมองจากมุมนี้ เพียงแต่เมื่อมองจากมุมนี้เพียงมุมเดียวตลอดอาจจะทำให้เราจมจ๋อมอยู่กับสภาวะการณ์ที่ดูเหมือนไร้สิ้นความหวังใดๆ ณ ปลายอุโมงค์แห่งชีวิตในวันข้างหน้าที่กำลังจู่โจมเราอยู่ทุกวินาที

 

แต่...หากเราจะเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ เป็นมองโลกในอีกมุมหนึ่ง หรือ มองมุมใหม่ มองกลับด้าน มองด้านที่ตรงข้ามกับมุมเดิมที่เป็นอยู่ จาก "ลบ" เป็น"บวก" หรือ "มองโลกในแง่ดี"  เราก็พอมีความหวัง พอมองเห็นประกายแห่งแสงสว่างสำหรับวันพรุ่ง แม้ว่า วันนี้จะเต็มไปด้วยหายะภัยมากมาย 

 

ในชีวิตยามที่เราอาจจะร้องไห้ในยามค่ำคืน แต่แม้จะเนิ่นนานเพียงใดในความรู้สึก แต่...แล้ว รุ่งอรุณอันอบอุ่นก็มาถึงจนได้เมื่อเวลาของมันมาถึง 

 

และในทางกลับกันขณะที่หัวใจของเราสบตาอยู่กับความสุขของชีวิต ณ ยามเช้าท่ามกลางสวนดอกไม้ที่บานสพรั่งโดยมีสายลมอันอ่อนละมุนคลอเคลียไม่ห่าง พลันแสงตะวันอันแผดร้อนแห่งยามเที่ยงก็มาพรากมันจากไป

 

ชีวิต จึงเผชิญกับสิ่งต่างๆ ดั่งเช่นส่วนผสมอันหลากหลาย ที่นี่ประเทศไทย กำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆ ที่บางทียากจะเข้าใจว่า ทำไม เพราะอะไร แต่ที่แน่ๆ หากว่า มันกำลังเกิดบางสิ่งที่เป็น "วิกฤติ" มันก็คือ "กลางคืนอันมืดมิด"ที่กำลังรอคอย "รุ่งอรุณ" ของมันอยู่

 

สิ่งสำคัญกลับอยู่ที่เราว่า เราจะเลือกที่จะ "จมปลักอยู่กับ" ความมืดของวิกฤติ หรือ เราจะเลือกที่จะเป็นส่วนหนึ่งของ "แสงสว่างแห่งรุ่งอรุณ" 

............