ณ บ้านพักฯขอนแก่น
วันอังคารที่ ๗ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๔
กราบสวัสดีค่ะครู
ช่วงนี้พยายามกับตนเองในการปรับปรุงกิจวัตร ตอนเช้าดูจะพอประคับประคองไปได้ แต่ตอนเย็นเดี้ยงทุกทีค่ะครู หาสาเหตุกับตนเองอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อคืนตื่นมาตอนตีหนึ่งค่ะ ตื่นมาแบบไม่งัวเงีย สังเกตกับตนเองช่วงหลัง พอตื่นขึ้นมาไม่ว่าจะลุกหรือไม่ลุก มันจะคิด บางทีคิดอะไรก็ไม่รู้ค่ะครู เกิดเอะใจกับตนเองเหมือนกันว่า
“ที่ฝันฟุ้งซ่านเพราะว่า จิตมันคิดฟุ้งซ่านเหมือนตอนตื่นนอนใหม่นี่รึเปล่านะ?”
จึงลุกขึ้นมาอาบน้ำ แล้วก็เลือกอ่านหนังสือเรื่อง “ปฏิจจสมุปบาท” อ่านไปก็ระลึกถึงครู จำได้ว่าครูให้ลองเอาแนวทางนี้มาแจงสภาวะที่เกิดขึ้น ติ๋วก็ทำแบบรู้บ้างไม่รู้บ้าง เดา ๆ บ้าง ครั้งนี้หยิบมาอ่านอีกครั้ง
ไปเห็นคนที่ไม่ชอบหน้า รู้สึกโกรธ ไม่พอใจ ตากระทบเกิดจักษุวิญญาณ ขึ้นมารู้สิ่งที่ตาไปกระทบ เมื่อประกอบด้วยอวิชชา เกิดการปรุงแต่งให้เกิดสังขาร เกิดจักษุวิญญาณที่จะรู้เห็นไปทางทุกข์ ตาและรูปคือคนที่ไม่ชอบกระทบกันคือผัสสะ ส่งผลให้เกิดเวทนาคือความไม่ชอบใจ เป็นทุกข์ เกิดตัณหาในรูปคือความไม่อยากเห็น เกิดอุปทานยึดมั่นถือมั่นว่า ฉันไม่พอใจ ทำให้เกิดเป็นภพ ชาติ คือ การเกิดแห่งตัวฉัน ซึ่งเป็นความรู้สึก
พอเวลาผ่านไป อยู่ดี ๆ เผลอนึกหน้าเขาขึ้นมาได้อีก เกิดความโกรธขึ้นมา แต่ครานี้เกิดจาก มโนวิญญาณ
แต่เมื่อใดที่มีสติเข้าไปรู้เห็นวงจรนี้จะดับ เหมือนว่า ขยับเข้าใจมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ชัดค่ะครูที่เขียนเทียบในข้างบนก็ยังเป็นการเทียบจากตำราไม่ใช่ภายในตน
แล้วสุดท้ายก็หลับไปตื่นมาอีกทีนาฬิกาปลุกดังขึ้นจึงลุกทำกิจวัตรแล้วก็ไปวิ่ง สิ่งที่ยังทำไม่ได้ที่ตั้งไว้คือ เขียนบันทึกเรื่องงานในตอนเช้าค่ะ ศีลข้อ ๔ ด่างพร้อย วันนี้มีประชุมทบทวนภารกิจระดับภาค แล้วก็มีอธิบดีมาร่วมด้วยตอนบ่ายๆ จะว่าไปติ๋วแต่งตัวสบาย ๆ เหมือนไปทำงาน แต่หลายคนใส่สูททำให้รู้สึกว่า “เอ๊ะ ทำตัวไม่เหมาะ ไม่ถูกกาลเทศไหม” แต่การประชุมก็เป็น งง ๆ ค่ะ เหมาะประชุมกันมาแล้ว แต่ต้องมาทำซ้ำรื้อใหม่ เกิดปรากฏการณ์งง ไม่เห็นต้องทำ ไปไม่ถูก มีการคาดหวังกันอย่างหนึ่งเกิดเป็นอีกอย่างหนึ่ง ติ๋วก็รู้สึกเอ๋อค่ะครู ไป ๆ มา ๆ จะให้ติ๋วนำเสนอ ยิ่งงงไปใหญ่ จึงขอไม่เป็นผู้นำเสนอ ข้างในใจเป็นกรุ่นโกรธ ศีลข้อ ๑ ด่างพร้อย ขอโอกาสเพียงช่วยทำ slide แต่ไม่ขอนำเสนอ ยอมรับกับตนเองว่า “ขอเถอะค่ะ”เลิกประชุมเกือบ ๆห้าโมงครึ่งค่ะครู แวะเอารองเท้าไปซ่อมกว่าจะขับรถถึงบ้านก็หกโมงกว่า ยอมรับว่าหมดแรง แต่ก็พยายามพยุงตัว เปิดประตูเข้าบ้าน พี่อ้อมาขอให้ช่วย ต่อตัวต่อให้ ใช้เวลาพอดูเพราะว่าขยับได้ไม่ลงล๊อค กว่าจะเสร็จก็ดึกง่วงด้วย ติ๋วได้เพียงเปิดเครื่องแล้วก็หลับไปด้วยความเหนื่อย ความตั้งใจในกิจวัตรตนเย็นล้มพับอีกแล้วค่ะครู ขาดความตั้งมั่นอย่างเห็นได้ชัด มันจะเผลอคร่ำครวญแล้ว ติ๋วต้องบอกตนเองว่า “สมควรแล้วที่เศร้าหมอง เพราะเหตุเก่าศีลข้อ ๔ ด่างพร้อย” ให้เป็นข้อคิดแห่งตนแล้วเอาไปปรับปรุงแก้ไข ความชั่วในใจศิษย์ยังมากอยู่เจ้าค่ะ แต่ก็จะพยายามอดทน
รักและเคารพครูค่ะ...........ติ๋ว.....ลูกศิษย์
อ่านแล้วรู้สึกสุขสงบดีครับ
อ่านแล้วรู้สึกสุขสงบดีครับ
ที่มันเหนื่อย มันดูวุ่นวายไปหมด เพราะเราไม่เคยภาวนา
และไม่ภาวนาสักที ... ปล่อยตัวเองไปตามสมองคิด
นี่ไม่ใช่การวิปัสสนา การวิปัสสนาน่ะมันจะเกิดจากสภาวะจิตอันเป็นสมาธิ แต่ที่ติ๋วเขียนมามันคือ ความวุ่นวายในจิต ในความคิด
พี่ว่า ถ้าเราตั้งใจภาวนา (เจริญสติ)... ก็คงจะก้าวหน้ากว่านี้