เด่นๆ ของเครือข่าย เรื่องของการ create การสื่อสารความรู้ เวลาเตรียมงานเป็นการเตรียมว่าจะอธิบายความรู้ตรงนี้อย่างไร ใช้เวลาเยอะ บางเรื่องบอกตรงๆ ไม่ได้

เมื่อวันเสาร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ มีการประชุมทีมแกนนำเครือข่าย ๑๐ กว่าคน เพื่อเตรียมการจัดมหกรรม KM ระดับภูมิภาค เราคุยกันเรื่องการแต่งตั้งคณะทำงานและการเตรียมทีมที่จะช่วยเราทำงานในแต่ละภูมิภาค

 

หมอฝน (พญ.สกาวเดือน นำแสงกุล จาก รพ.ครบุรี) บอกว่าประสบการณ์ในการไปจัดงานที่ภูมิภาคในปีที่ผ่านมา รู้สึกว่าการทำงานยังไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เพราะการประชุมที่เราจัดไม่เหมือนกับการประชุมอื่นๆ จึงควรมีการปรับความคิดก่อนที่จะมาเป็นผู้จัดงานร่วมกันได้ อ้อใหญ่ (เปรมสุรีณ์ แสนสม) เสริมว่าผู้เข้าประชุมเตรียมตัวมารับแล้วเอาไปทำต่อ แต่เมื่อประชุมแล้วเสร็จก็มีความพอใจ

หมอฝนเลยชวนให้พวกเราคิดว่า ๓ ปีที่ผ่านมา อะไรทำให้เราทำงานแบบนี้ อะไรเป็นแรงผลักข้างใน อะไรเป็นเทคนิค... โดยให้ทุกคนอยู่กับตัวเองเงียบๆ สัก ๓ นาทีแล้วค่อยตอบคำถาม อ้อใหญ่บอกถามง่าย แต่ตอบยาก

 

บรรยากาศในการประชุม

ภก.เอนก ทนงหาญ จาก รพร.ธาตุพนม ขอพูดก่อนใคร :

ที่ทำงานได้เพราะ KM มีวิธีคิด เป็นความรู้ที่สนุก เพราะเน้น tacit ให้คุณค่าของคนทำงาน เลยทำให้การทำงานของเราแปลก สนุกและตื่นเต้นตลอด ตัว KM ทำให้คนคิดแปลกไป... เวลามาเจอกันก็เปิดใจ แต่ก่อนตัวเองรู้สึกด้อยค่าเสมอ... เราให้คุณค่ากับประสบการณ์เยอะ เราเลยมีความสุขขึ้น แต่ก่อนจะทำอะไรต้องเอาแพทย์มาเป็นวิทยากร เดี๋ยวนี้เป็นใครก็ได้ที่มีประสบการณ์

อ้อใหญ่ (เปรมสุรีณ์ แสนสม) จาก รพ.พุทธชินราช :

ตอนแรกที่เข้ามา... เพราะเข้ากับรูปแบบการทำงาน พอเข้ามาทำ รู้สึกว่าคนในทีมพูดภาษาเดียวกัน มุ่งไปถึงคนไข้เหมือนๆ กัน มาแล้วมีความสุข ตรงกับใจที่อยากจะทำ อยากจะแบ่งปันและรับจากผู้อื่น เอากลับไปพัฒนางาน เพราะเรารู้สึกว่าเราตัน... มาแต่ละทีได้อะไรกลับไปเยอะมาก มาทีไรได้ความคิดอะไรใหม่ๆ ... มาทุกครั้งมีความสุข เติมพลังให้ตัวเอง..มีใจอยากจะทำตลอดไป

มด (ภญ.ปราณี ลัคนาจันทโชติ) จาก รพ.สมุทรสาคร :

ในอดีตเป็นวิทยากรไปบรรยายอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่ปี ๔๑ ทุกอย่างที่แก้ปัญหา อาจไม่ตรงกับ guideline ...ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในสายตาของอาจารย์ เวลามา KM ทำให้เราหยุดคิด หยุดฟัง เป้าหมายเดียวมีหลายคำตอบ… ที่อื่นเวลาใครพูดเสียงดังจะ break คนอื่นไปหมด... เวลาที่เราทำงานจริงๆ จะเห็นการตอบโจทย์ของปัญหาว่าไม่ได้ตามตำรา ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนความอึดอัด

ไก่ (วรนุตร อรุณรัตนโชติ) จากสถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ กรมการแพทย์ : ส่วนตัวเหมือนได้มาเรียนรู้ความรู้อีกด้าน ทำงาน TCEN เน้นวิชาการ เน้น evidence based นพ.สมเกียรติบอกว่าถ้า KM แล้วเก็บแบบ R2R ก็เป็น explicit ได้

หนู จากบริษัทโรชฯ : เพิ่งเริ่มเข้ามาประชุม มีความรู้มาบ้าง ทำให้มุมมองของความรู้ที่มีดึงมาใช้ได้ รูปแบบกิจกรรมสามารถเอาไปใช้กับคนไข้ได้

เกด (นัฏธิกา สงเอียด) จากบริษัทแอ๊บบอต : ความรู้เอาไปปฏิบัติได้จริง

ปิ๊ก (ณัฏฐิยา สุธีพิเชฐภัณฑ์) จากบริษัทโรชฯ : มีความรู้สึกว่าทุกคนมีสิ่งที่เหมือนกันคือความคิดสร้างสรรค์ ทุกคนมี tacit แต่มี tacit อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ในการดึง tacit และสื่อสารไปยังคนอื่นได้ เป็นความแตกต่าง คนอื่นเขาสื่อสารตรงๆ ของเรามีกระบวนการ

หมอฝน :

...ทุกคนดูมีเป้าหมายที่คนไข้ ประชุมวิชาการเหมือนมีเป้าหมายที่วิชาการ แต่ของเรามีเป้าหมายที่คนไข้ เวลาทำอะไรจะนึกว่าคนไข้จะได้อะไร เป้าอยู่ที่คนไข้ที่รับบริการ ประเทศเรายังมีคนไข้อีกมากที่ยังไม่ได้รับบริการที่ดี...วิชาการอื่นอยู่ที่หมอ...

คนของเราเป็นคนทำงานที่ไม่ใช่เพื่อเงินเดือน แต่ทำเพราะรู้สึกว่ามีประโยชน์ มีความมุ่งมั่นสูง เป้าหมายอยู่ที่งานไม่ใช่อย่างอื่น ทำงานแล้วเรียนรู้จากงานแล้วพัฒนาขึ้นมาด้วยความอยากให้คนอื่นดี แล้วอยากแบ่งปัน ไม่ได้มุ่งหวังรางวัลหรือตำแหน่งวิชาการ แต่อยากให้คนอื่นได้... จาก tacit ทำให้กลับไปอ่าน explicit เยอะขึ้น ไปฟังวิชาการ แต่จะแปลไปสู่การทำงานจริง

ที่นี่มีบรรยากาศของความเป็นมิตร เป็นเพื่อน...เปิดใจ ยอมรับที่จะพลาดหรือไม่พลาดด้วยกัน ทำงานแล้วสบายใจ เหมือนมีเพื่อนอยู่ข้างๆ ช่วยกัน create กระบวนการของการสื่อสารเยอะ จนคิดว่าจะหมดมุกไหม เป็นการให้เกียรติคนฟัง/คนเข้าประชุม ไม่ใช่จัดไปให้จบ แต่ถามว่าเขามาเขาจะได้อะไรไหม เขาจะเกิดประโยชน์อะไร อาจเป็นตัวหนึ่งที่ทำให้เรารู้สึกดี เป็นคุณค่าในใจใช่หรือเปล่า

ธวัช หมัดเต๊ะ จาก สคส.:

คำถามดี... นึกย้อนไปถึงการจัดงานมหกรรม KM แห่งชาติครั้งก่อนๆ เคยติดต่ออาจารย์คนหนึ่ง บอกเรื่องที่เราจะเชิญคนหน้างาน อาจารย์ท่านนั้นไม่เห็นด้วย นึกถึงเรื่อง marketing น่าจะเอาคนที่มีชื่อเสียง แต่อาจารย์วิจารณ์แนะให้เชิญคนหน้างาน ก็ทำมาเรื่อยๆ ...เบาหวานตอนนี้แพร่เชื้อแล้ว สมาคมโรคหัวใจอยากทำบ้าง เพราะมางานเบาหวานแล้วชอบ อยากเดินแบบนี้ อยากรู้ว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องเตรียมต้องทำ

คนทำงานเข้าใจแต่อธิบายยาก เขาไม่เข้าใจที่จะหยิบอะไรใกล้ๆ ตัวขึ้นมา ว่าใช่หรือ....เราก็ตอบไม่ได้ว่าทำไม พอดูหลายๆ ที่ ประเด็นที่เราสนใจก็เข้าใจว่าไม่ใช่ตัวความรู้ เช่น เรื่องของลุงหยาด แต่เป็นประเด็นการเรียนรู้ของลุงหยาด เรามีอะไรแค่ไหนแล้วสามารถหยิบฉวยมาใช้ได้ ที่มาหลายๆ ห้องมาโชว์เรื่องการเรียนรู้ของเขา เขาหยิบความรู้ ถ้าดูที่ตัวความรู้มันเล็ก เป็น mode การสร้างความรู้ ไม่ใช่ mode การเสพความรู้

น้องนุช บ่อคำ จาก สปสช.

อยากพูด ทำไม KM กลุ่มนี้จึงอยู่ได้นาน เหมือนการว่ายน้ำ ถ้าว่ายเป็นกลุ่มจะว่ายไปได้เรื่อยๆ คงเป็นเพราะคนมีความอยากตรงกัน... ใช้ KM มาดึงให้กลุ่มอยู่ด้วยกันได้ ถ้าจะจัดที่ภูมิภาค ควรหาคนทำงานที่อยากเหมือนกัน

วัลลา (ขอพูดยาวหน่อย) :

เวลาไปเข้าการประชุมใหญ่ๆ เช่น มหกรรม KM แห่งชาติ HA Forum มีหลายห้องย่อยที่มีเรื่องดีๆ น่าสนใจ เสียดายที่มีเรื่องให้เรียนรู้มากแต่ไม่สามารถเก็บความรู้ได้ทั้งหมด เพราะเข้าไปเรียนรู้ไม่ได้ทุกห้องในเวลาเดียวกัน จึงตั้งใจไว้เลยว่าในงานมหกรรม KM เบาหวาน ผู้เข้าประชุมมาแล้วจะต้องได้เรียนรู้ครบทุกห้อง อยากให้ทุกคนได้ เลยออกแบบการประชุมเป็นแบบนี้มาตลอด

ที่เน้น tacit เพราะพอรู้จัก KM ก็เห็นเลยว่าการเน้น tacit ทำให้คนทำงานมีความสำคัญ ตอบโจทย์เรื่องวิชาชีพของการปฏิบัติว่าวิชาชีพแบบนี้คนที่มีความรู้มากที่สุดคือคนปฏิบัติ แต่ก่อนเวลามีการประชุมวิชาการ มักมีนักวิชาการมาเป็นวิทยากร คนปฏิบัติมานั่งฟังเหมือนกับตัวเองไม่มีความรู้อะไรอยู่ในตัว แต่พอเราให้ความสำคัญกับ tacit เอาคนปฏิบัติมาเป็นวิทยากร เขาภูมิใจ... การประชุมวิชาการบางครั้งมีวิทยากรหลายคนต่างก็มาพูดตามที่ตัวเองอยากพูด คนฟังก็ฟังความรู้ผ่านหูไปมากมาย แต่ไม่เข้าไปถึงใจ... ของเรารู้สึกว่ามันเข้าไปถึงใจ

พอใช้ KM ตัวเองเปลี่ยนไป แต่ก่อนจะเน้นวิชาการเน้นทฤษฎี ใครพูดอะไรจะถามว่า concept อะไร เอามาจากทฤษฎีไหน... แต่ tacit ไม่ได้หมายความว่าไม่อิงทฤษฎีหรือหลักวิชา ความจริงมีหลักวิชารองรับ แต่ tacit บอกชัดเรื่อง How to (ตามบริบท) ที่หลักวิชาไม่ได้บอกละเอียด

การประชุมแบบของเราตอนนี้ขยายสู่สถาบันการศึกษาพยาบาล เอารูปแบบการจัดมหกรรม KM เบาหวานไปจัดในงาน KM สร้างเสริมสุขภาพของเครือข่ายพยาบาลศาสตร์ ผู้เข้าประชุมมีหลากหลายทั้งนิสิต/นักศึกษา ผู้บริหาร อาจารย์ อาจารย์อาวุโสที่เกษียณแล้วก็มี คนเข้าประชุมชอบบอกว่าการเรียนรู้ไม่แห้งๆ แต่ได้อะไรมาก อาจารย์อาวุโสชื่นชมนิสิต/นักศึกษาว่ามีศักยภาพสูง เวทีแบบนี้คนได้เห็นศักยภาพของคนตัวเล็กๆ สร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน ได้ความรู้ ความชื่นชม ภาคภูมิใจ เป็นเสน่ห์ของงาน KM ของเรา

การทำงานของทีมเรามี flexibility สูง น้องๆ มักรู้สึกว่าให้ทำอะไร ยังไม่ clear เลย ขอบอกว่าไม่มีอะไร clear สิ่งที่เราคิดเราเห็นภาพเลาๆ มัน clear ที่สุดก็ตอนที่ได้ลงมือทำ ทำอย่างไรเราก็ไม่ว่ากัน ยอมรับซึ่งกันและกัน ไม่มีถูกหรือผิด แต่ก็เห็นว่าทุกครั้งพวกเราก็ทำงานได้อย่างที่อยากให้เป็น... เราปรับได้เร็วตามสถานการณ์ บอกปุ๊ปว่าน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างเช่นการสร้างบรรยากาศ ก็ทำได้เลย...

ทีมของเรามีความถนัดมีบุคลิกต่างกัน สามารถเสริมและเติมเต็มซึ่งกันและกันได้ เวลาทำงานก็จะมองว่าใครถนัดอะไรและมอบหมายงานให้ตรง คนทำงานได้ใช้ศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่

ที่หมอฝนถามว่าเราคิดรูปแบบของงานใหม่ทุกปี ไม่เหมือนกันเลย เราจะหมดมุกไหม ต้องบอกว่าเราต้องคิดให้ไม่เหมือนเดิมไปเรื่อยๆ คงไม่มีทางจนหรอก และเป็นความท้าทาย ถึงเวลาก็คงคิดได้เอง

หมอฝนพูดเสริมว่าอาจารย์วัลลาเป็นคน support และคอยตบการทำงานให้เข้ากรอบ สนับสนุนเชิงธุรการ ติดตามงานทำให้เป็นรูปร่างได้ ก็ต้องบอกว่าเพราะมีลูกน้องดีที่ช่วยทำงาน

ธวัช หมัดเต๊ะ : เด่นๆ ของเครือข่าย เรื่องของการ create การสื่อสารความรู้ เวลาเตรียมงานเป็นการเตรียมว่าจะอธิบายความรู้ตรงนี้อย่างไร ใช้เวลาเยอะ บางเรื่องบอกตรงๆ ไม่ได้ ทีมมี skills

หมอฝน : คิดจากรากการเรียนรู้ของเรา

เอนก : เห็นด้วยว่าเรามาเสริมกันให้สมบูรณ์ เพราะแต่ละคนมีบุคลิกไม่เหมือนกัน

หมอฝน : เราทำงานเป็นทีมกันดี ตรงที่พูดว่าเสริม-ทักษะการทำงานแบบนี้มันเก่งกว่า เหมือนการสอนและการทำ self help group การทำ self help group ยากกว่า ต้องอ่านบริบทกลุ่มออก เปลี่ยนได้ตามบริบท เป็น skill ที่เรามี

วัลลา ตันตโยทัย