หาอะไรไม่เท่ากับหาตน

ปัญญาต้องคู่กับกรุณา จึงจะพาชาติรอด 

โดย พระธรรมโกศาจารย์ ( ประยูร  ธมูมจิตฺโต ป.ธ. ๙)

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

 

มีภาษิตไทยโบราณว่า

                                “ยากอะไรไม่เท่ากับปฏิสังขรณ์

                                ถอนอะไรไม่เท่ากับถอนมานะ

                                ละอะไรไม่เท่ากับละกามคุณ

                                บุญอะไรไม่เท่ากับบุญพรรพชา

                                หาอะไรไม่เท่ากับหาตน

                                จนอะไรก็ไม่เท่ากับจนปัญญา”

                สังคมไทยกำลังอับจนปัญญา เพราะไม่รู้ว่าจะหาทางออกจากวิกฤติการทางการเมืองที่เริ่มก่อตัวตั้งแต่เมื่อห้าปีที่ผ่านมาได้อย่างไรสังคมไทยวันนี้ ( ๓๐ เมษายน ๒๕๕๓) กำลังแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแบ่งกลุ่มแบ่งสี แต่ละฝ่ายดูเหมือนมาถึงจุดอับจนปัญญา คือฝ่ายประท้วงไม่รู้จะทำอย่างไรให้รัฐบาลยุบสภา ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่รู้จะทำอย่างไรให้คนเลิกประท้วง แต่ละฝ่ายหาทางออกยังไม่เจอ ถ้ามีการเผชิญหน้ากันด้วยความรุนแรงจนถึงขั้นเสียเลือดเนื้อก็เป็นการยากที่จะสมานร้อยร้าวในสังคมไทยให้กลับคืนดีกันดังเดิม ดังคำโบราณที่ว่า ยากอะไรไม่เท่ากับปฏิสังขรณ์

                คำว่า “ปฏิสังขรณ์” หมายถึง การซ่อมแซมให้กลับดีดังเดิม จริงทีเดี่ยวที่ว่าสร้างใหม่ง่ายกว่าซ่อมแซม ดังเช่นการบูรณปฏิสังขรณ์พระเจดีย์อายุเกือบสองร้อยปีที่วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ยุ่งยากกว่าและแพงกว่าการสร้างพระเจดีย์องค์ใหม่ การสร้างเด็กใหม่ให้เป็นคนเก่งและคนดี ง่ายกว่าซ่อมแซมผู้ใหญ่ที่เสียคนไปแล้ว ดังนั้น การซ่อมแซมสังคมไทยที่กำลังแตกร้าวให้กลับมารักกันเหมือนเดิม จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายภูมิปัญญาเป็นอย่างยิ่ง

                การจะแก้ปัญหาก็ต้องหาสาเหตุกันก่อน ถ้าถามว่าใครเป็นต้นเหตุของวิกฤติการทางการเมืองไทยครั้งนี้ ก็คงไม่มีใครยอมรับว่าตนเองเป็นต้นเหตุ ทั้งนี้เพราะคงไม่มีใครยอมรับข้อบกพร่องของตน ดังคำโบราณที่ว่า “หาอะไรไม่เท่ากับหาตน”  เพราะว่าคนเรานั้นมักจะมองออกไปข้างนอกโดยไม่มองด้านใน จึงมองไม่เห็นความผิดพลาดของตนเอง ดังคำกลอนที่ว่า

                                “โลกภายนอกกว้างไกลใครใครรู้

                                โลกภายในลึกซึ้งอยู่รู้บ้างไหม

                                จะมองโลกภายนอกมองออกไป

                                จะมองโลกภายในให้มองตน”

                แม้เราจะพยายามมองความผิดพลาดของตนเอง เราก็อดมีฉันทาคติ คือลำเอียงเข้าข้างตนเองเพราะความรักตนไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า “นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ  รักใดไหนเล่าจะเท่ารักตนเป็นไม่มี” เมื่อเรารักตนเองมาก เราก็ลำเอียงเข้าข้างตนเองได้มาก ดังภาษิตอุทานธรรมที่ว่า “โทษคนอื่นมองเห็นเป็นภูเขา โทษของเรามองเห็นเท่าเส้นขน”

                การที่มหาวิทยาลัยได้จัดประชุมคณาจารย์ประจำปีครั้งนี้ก็เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาคมได้รู้จักมองด้านในเพื่อปรับปรุงมหาวิทยาลัย ตามคติที่ว่า “อ่านตนออก บอกตนได้ ใช้ตนเป็น เห็นตนชัด”

                คนเรามักเคยชินกับสิ่งที่เรามีเราเป็นจนมองข้ามข้อบกพร่องของตนเอง ดังคำโบราณที่ว่า “นกมองไม่เห็นฟ้า ปลามองไม่เห็นน้ำ ไส้เดือนมองไม่เห็นดิน” อะไรที่เราเคยชินมักมองไม่เห็นเงื่อนของปัญหา ดังนั้น ท่านทั้งหลายลองถอนใจออกจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหาในชีวิตการทำงานประจำวัน แล้วมองไปย้อนกลับแบบปรวิสัยหลังจากฟังวิทยากรแล้ว ถามตัวเองว่าเราจะทำงานให้ดีว่าเราจะทำงานให้ดีกว่าเก่าได้อย่างไร ไม่ถามตัวเองขณะอยู่ในสถานการณ์จริงที่กำลังฝุ่นตลบ เพราะเราจะมองภาพไม่ชัดเจน

                ภาวะฝุ่นตลบทำให้เราแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นปัญหา อะไรเป็นต้นเหตุของปัญหา ใครคือมิตร ใครคือศัตรู เราต้องฝึกถอนใจออกจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหาแล้วมองย้อนกลับไปแบบคนนอก จากนั้นเราก็ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงสอนตัวเอง เหมือนนักมวยที่ก่อนจะขึ้นชกบนเวทีก็เอาเชิงชกของคู่ต่อสู้มาศึกษาและเตรียมแก้ทางมวยก่อนขึ้นชกจริง อย่าไปคิดแก้ทางมวยบนเวที เพราะบางทีเราจะเปิดตำราไม่ทัน นักมวยบางคนเจอคู่ต่อสู้เหนือชั้นกว่าไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรก็เลยใช้วิธีกัดหูคู่ชกแบบเดียวกับไมค์  ไทสัน เคยทำมาแล้ว