วันนี้พยายามอ่านหนังสือที่พี่อ้อ รัชดา (โรงพยาบาลพุทธชินราช). ให้อ่านเมื่อครั้งเข้าไปทำ Pilot. Study เรื่องเครือข่ายKM เบาหวาน...ทำให้ผมได้รู้เลยว่าแนวคิดKM ของทางตะวันตกหรือแม้แต่จะเป็นของเอเซียของ Nonaka..เวลานำมาใช้จริงๆแล้วนั้นต้องมีการปรับให้เข้าบริบทของประเทศไทยอย่างมาก สิ่งที่เรียนรู้จากการพูดคุยกับพี่อ้อ ทำให้ผมเริ่มมองเห็นตัวเองแล้วว่าจะนั่งยึดทฤษฎีที่เคยเรียนมาจากต่างประเทศเมื่อครั้งเรียนปริญญาโทสารสนเทศเพื่อการจัดการไม่ได้อีกแล้ว..Kmของเครือข่ายเบาหวานให้ผมมองในมุมมองที่ผมเห็นนั้น ให้ความสำคัญกับผู้ปฏิบัติและผู้รับประโยชน์สูงสุดนั้นคือผู้ป่วย ไม่ได้ยึดหลักการหรือขั้นตอนของกระบวนการKMต่างๆ ลักษณะการนำKMมาใช้ในเครือข่ายเบาหวานเป็นลักษณะที่เคลื่อไหวตลอดเวลาไม่มีหยุดนิ่ง (Dynamic)...ผู้ปฏิบัติจะไม่หยุดการพัฒนาตัวเองเมื่อในอดีตที่กินความรู้เดิมๆที่มีอยู่ไปวัน แต่จะพยายามวิเคราะห์ว่าตัวเองนั้นมีความรู้อะไรอยู่ (Prior knowledge ) และต้องการความรู้อะไรเพิ่มเติม (External knowledge) จากนั้นจึงค้นขวายหาด้วยใจ(ขอเน้นเลยว่าแสวงหาอยากรู้จริงๆไม่ใช่โดนบังคับให้หา) (Acquisition) จากนั้นเมื่อได้ความรู้นั้นมาจากบุคคลอื่นทั้งในเครือข่ายหรือนอกเครือข่ายก็ตาม ก็จะพยายามะรียนรู้ให้เขัาใจในความรู้นั้นอย่างถ่องแท้ (Assemilation) แล้วจากนั้นก็จะนำความรู้เหล่านำไปผสมผสานกับประสบการณ์หรือความรู้ที่ตนมีอยู่เพื่อสร้างความรู้ใหม่ที่เหมาะสมกับบริบทในการทำงานของตนเองและหน่วยงาน (Transformation) และสุดท้ายก็จะขับเคลื่อนความรู้ใหม่นั้นไปใช้ประโยชน์ได้จริง (Exploitation) แต่ถ้าผลการปฏิบัติออกมาไม่ได้ตามที่คาดหวัง ก็จะพยายามแสวงหาความรู้มาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่ถ้าแนวทงปฏิบัตินันประสบความสำเร็จ (Best practices) ก็จะไม่ลืมที่จะถ่ายทอดความรู้และแนวทางปฏิบัตินั้นกลับคืนสู่เครือข่ายให้ได้รับรู้ต่อไป...นี้คือสิ่งที่ผมพยายามฟังจากพี่อ้อ พอพี่อ้อพูด (เล่า) อะไรออกมา ผมก็จะพยายามนึกไปโยงว่ามันคือConcept. ตัวไหนบ้าง...อย่างที่กล่าวมาข้างต้น มันคือแนวคิดที่เรียกว่า Absorptive capacity