ชีวิตช่วงนี้มีแต่ความเคร่งเครียด

   ประมาณช่วงเดือนธันวาคม 2553 ต่อเนื่องจนถึงกลางเดือนมกราคม 2554 ประมาณวันที่ 20 มกราคม 2554  ผมต้องระดมกำลังกาย ความคิดทุกส่วน  เพื่อผลักดันให้งานตามความรับผิดชอบที่เผอิญมีงานใหญ่ซ้อนกัน 2  เรื่องประดังเข้ามา เรียกว่าทำกันจนแทบไม่มีวันหยุดเสาร์หรืออาทิตย์ หนำซ้ำวันธรรมดากว่าจะออกจากที่ทำงานได้ เป็นเวลา ร่วม ๆ 17.45 น. พอถึงบ้านแทบหมดแรง กินข้าวเย็น อาบน้ำและทำธุระส่วนตัวแล้ว  ต้องรีบพักผ่อนด้วยการนอนหลับทันที  หลังจากนั้นยามดึก ๆ ค่อยตื่นมาสางงานต่อ ชีวิตช่วงนี้มีแต่ความเคร่งเครียด  ตัวเองรู้สึกได้ดีครับว่ามันเป็นอย่างไร  ผลต่อเนื่องจากการกระทำนี้ ทำให้น้ำหนักลดลงไป 2 - 3 กิโลกรัม  เวลาที่จะออกกำลังกายแทบไม่มีเลย

  เมื่อภาระงานช่วงนั้นเบาบางลง  มีโอกาสแหงนหน้ามองท้องฟ้า เจอปุยเมฆบนฟ้าใส ได้เห็นสายน้ำของแม่น้ำน่านที่ไหลระเรื่อย กลิ่นอายของแม่น้ำ บ้านเรือน วัดวา ตลอดริมแม่น้ำน่านที่ผ่านไปมา  ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้อย่างมากครับ

  จริง ๆ แล้ว ธรรมชาติยังคงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามวัฎจักร  แต่อยู่ที่มนุษย์เดินดินเช่นเรา ๆ เท่านั้น  ที่จะรู้จัก เข้าใจถึงสัจธรรมนี้มากน้อยเพียงใด  ชีวิตที่เร่งรีบ เคร่งเครียด ล้วนแต่ส่งผลเสียต่อบุคคลนั้น ๆ ทั้งนี้จะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่สะสม ตัวอย่างหนึ่งแสดงให้เห็นว่า  การประพฤติเช่นนี้ทำร้ายคนได้อย่างไร ลองเข้าไปอ่าน บล๊อก ผลัดใบชีวิต 1 โดย โจ้ (ในนามของร้านหนังสือสมอุรา) http://mblog.manager.co.th/jtatanan/th-109763/  ซิครับ  ยิ่งเมื่ออ่านบทความ Slow life หน้า 31 ในหนังสือคู่สร้างคู่สม ฉบับที่ 699 วันที่ 21 - 31 มกราคม 2554 ต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า  ยังคงจะใช้ชีวิตเช่นนั้นอยู่หรือ  แล้วสักวันในอนาคตตัวเองจะเป็นอย่างไร  หากต้องประสบโรคร้ายที่จะแวะเวียนมาหา  เฮ้อ !  ต่อแต่นี้ไป จะไม่ทำผิดอย่างที่เคยทำ ครับ

  ชีวิตที่ช้าลงทำให้มองเห็นพลวัตของความเปลี่ยนแปลงเรื่องต่าง ๆ ได้ชัดเจนขึ้น ลองดูภาพสุนัขตัวต่อไปนี้ซิครับ  มันนั่งมองผู้คนผ่านไปมาหน้าวัดพลายชุมพล อ.เมืองพิษณุโลก อย่างสงบนิ่ง   เรา-ท่าน เคยหยุดเฉย ๆ อยู่กับที่หรือไม่ครับ