ครั้งนี้อยากเล่าเรื่องที่ดิฉันโดนผู้เป็นเบาหวานเรารายหนึ่งต่อว่า โดยบอกว่าให้ดิฉันหยุดพูดและฟังเขาพูดก่อน เขามากับลูกสาวที่ดูเป็นกันเองกว่าคุณแม่ คุณแม่ดูลักษณะออกจะเป็นสาวไฮโซพอสมควร ลักษณะท่าทาง Active รูปร่างดี ดูคล่องแคล่ว ทั้งที่อายุ 50 กว่าปีแล้ว เราพบกันครั้งแรกดิฉันกล่าว "สวัสดีค่ะ วันนี้มาโรงพยาบาลมีปัญหาพิเศษอะไรที่อยากให้ทางเราช่วยดูแล" เธอนั่งมองหน้าดิฉันอย่างจับจ้องไม่ตอบ พอดิฉันถามต่อว่าเป็นเบาหวานมากี่ปีและ รักษาด้วยการทานยาหรือฉีดยา เธอก็ยกมือขึ้นห้ามว่า "คุณหยุดก่อน แล้วฟังดิฉันพูดก่อน อย่าเพิ่งพูดอะไร" ดิฉันรู้สึกตกใจกับท่าทีของเธอมากขึ้น ในใจยังหวาดๆ ว่าเราจะไปรอดหรือเปล่านี่ เริ่มต้นคุยก็บรรยากาศก็ยังไงยังไงชอบกล เดาไม่ออกจริงๆ ได้แต่สงบอารมณ์ระวังคำพูดและกิริยามารยาทตนเองให้สำรวมมากขึ้น แล้วก็ตั้งใจฟังเธอพูด

          เธอเล่าว่า เมื่อ 4-5 ปีก่อน ตรวจพบ FBS 110 mg แพทย์แนะนำให้ออกกำลังกายและควบคุมอาหาร โดยเธอพยายามเรียนรู้เรื่องอาหารจากหนังสือและสื่อต่างๆ และออกกำลังตอนตื่นนอนทุกเช้าประมาณ 30-45 นาที FBS < 100 ช่วงหลังเริ่มมี FBS สูงขึ้นกว่าเดิมอยู่ที่ประมาณ 130 mg. แพทย์ที่รักษาจึงเริ่มยา Diamet (500) 1x2 pc. และเพิ่มปริมาณและชนิดยามากขึ้นจนปัจจุบันทานยา Diamet 1x3 pc. Aspent M 1xhr.

          ช่วงนี้เริ่มมีตะคริวที่น่องบ่อยขึ้น ถามแพทย์ที่รักษาเบาหวานบอกว่าเกิดจากสาเหตุของเบาหวาน ทำให้ผู้ป่วยรายนี้คิดว่าการรักษาของแพทย์ท่านนี้ไม่ดี จึงได้ย้ายโรงพยาบาลมาที่นี่ ในระหว่างที่เธอเล่าดิฉัน โดนเธอหงุดหงิดใส่บ้าง จากการเข้าไปถามข้อมูลบางเรื่องเพิ่มเติม เธอต้องการให้ฟังเธอเล่าให้จบก่อน ก่อนที่เธอจะให้ดิฉันพูด เธอก็สรุปตอบปัญหาเราว่าเป็นเบาหวานมานาน 6-7 ปีแล้ว เธอเอาผล LAB มาด้วย บอกว่าเดิมเจาะแต่ FBS ช่วงหลังน้ำตาลเริ่มสูงแพทย์แนะนำให้เจาะเป็น 2 PCBS ล่าสุด HBA1C= 8   2 วันต่อมาไปเจาะหลังอาหาร PCBS= 134    HBA1C= 7  ยิ่งทำให้เธอไม่เชื่อถือในแผนการรักษามากขึ้น

เธอถามดิฉันว่า:

1. ทำไม A1C 2 ครั้ง  ค่าที่ได้จึงต่างกัน

     ดิฉันแนะนำว่า: การเจาะเลือดจากแขนไปตรวจเป็นการ Random เลือดบางส่วนในร่างการเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมด ค่าที่ได้ในแต่ละช่วงเวลาอาจต่างกันบ้างเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น วิธีการเจาะเลือด ถ้าดูดเลือดใช้แรงดึงมาก อาจได้ RBC เข้ามามากก็เป็นได้ แถมอาจทำให้คุณรู้สึกเจ็บ หลังเจาะเลือดหรือมีเขียวช้ำได้

2. ทำไม FBS จึงสูงขึ้นเรื่อยๆ จากเดิม 100 เป็น 130 m g ทั้งที่ทานเท่าเดิมและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แล้วทำไมถึงต้องไปเจาะหลังอาหารด้วย ค่าที่ได้ก็ไม่ต่างกับก่อนอาหาร

     ดิฉันแนะนำว่า: FBS คือน้ำตาลตอนเช้าที่คุณยังไม่ได้ทานอะไรเลย ถ้ามันเริ่มสูงขึ้นที่ละน้อยแสดงว่า เรามีน้ำตาลเกินจากอาหาร 3 มื้อหลักเมื่อวาน ที่มาโผล่โชว์คำตอบเช้าวันรุ่งขึ้นที่เจาะ คุณจะไม่ทราบหรอกว่ามื้อไหนคุณทานเกิน ถ้าคุณไม่ได้เจาะ check น้ำตาลหลังอาหารในแต่ละมื้อ คุณหมอจึงแนะนำให้คุณเจาะหลังอาหาร แต่เผอิญมื้อเช้าที่คุณเจาะนั้น คุณทานไม่เกินความต้องการของร่างกายร่วมกับคุณออกกำลังกายตอนเช้า มีการใช้พลังงานไปทำให้ระดับน้ำตาลออกมาดี

          พอตอบคำถามไปได้ซักพักสีหน้าเธอก็เริ่มดูไม่ซีเรียส เธอนั่งสบายๆ เอนหลังลงไป ต่างจากตอนแรกที่นั่งหลังไม่ติดเบาะ ถึงตอนนี้คงเป็นรอบของดิฉันได้แล้วที่จะเก็บข้อมูลความเข้าใจของผู้ป่วยเพิ่มเติม ดิฉันถามทั้งผู้ป่วยและลูกสาวว่า คุณเคยได้ยินคำว่า Insulin ที่เกี่ยวกับโรคเบาหวานไหม ทั้ง 2 ท่านบอกว่ารู้จักเบาหวานคือน้ำตาลสูง เคยได้ยินคำว่า Insulin แต่ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ดิฉันจึงแนะนำให้ทราบว่า Insulin เหมือนตัวขนถ่ายน้ำตาลออกจากหลอดเลือด (messenger) เพื่อเอาน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงาน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่สูง เขาจะถูกผลิตออกมาจากตับอ่อน ปัญหาของคุณแม่คุณก็คือ มีภาวะเสื่อมที่ตับอ่อนเพิ่มขึ้น จึงทำให้คุณหมอเติมยาเบาหวานช่วยทำให้ Insulin ทำงานได้ดีครับ เราคุยกันได้น้อยประเด็น แต่ได้ clear ปัญหาที่เขาต้องการรู้ จึงต้องจบการสนทนาเร็วเพราะเธอทำท่าดูเวลา

          รายนี้มาแปลกทำดิฉันตกใจ เสีย self ทีเดียว ส่วนใหญ่เรามักจะพบในลักษณะเรานั่งคุยแลกเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆ แต่รายนี้รุกอย่างเดียวไม่ให้แลกเปลี่ยนพูดคุย เหมือนจะเป็นคน Control การสนทนามากกว่าที่จะเป็นเรา ก็เป็นอีกแบบหนึ่งที่ทำให้ค่อยได้เรียนรู้มากขึ้น จริงๆ ก็ต้องบอกว่าขอบคุณสำหรับบทเรียนนี้ 


ยุวดี    มหาชัยราชัน