คาดสิได่....บินมาคือนกเจ่า....คาดสิบ่ได่...บินเจ้ย..เจิดจิเรย...

     เมื่อเด็กผมได้ฟังนิทานพื้นบ้านเรื่องหนึ่ง....และจำได้จนบัดนี้ ชื่อเรื่อง  

"สายแนน...นาแก่น ควายตู้...ขี้ตา"

     ผมสงสัยมาตลอดว่า...มันจะเป็นจริงหรือ

     นิทานเล่ากันสนุกๆ ละมั๊ง.....ไม่จริงหรอก

     เรื่องมีย่อๆ ว่า หนุ่มอีสานคนหนึ่งแกตะโกนค่าเทวดา ว่า ขาดความยุติธรรม คนอื่นเขาเกิดมาเป็นลูกคนรวย มีไร่นาที่อุดมสมบูรณ์ ส่วนตัวแก..ทำไมต้องเกิดมาเป็นลูกคนจน นาที่ทำหรือ..ก็..ดินไม่ดี..ดินแข็ง (ดินแก่น)

      

         แกมีควายอยู่ตัวหนึ่ง ก็เป็นควายเขาสั้น (ควายตู้) แล้วก็ยังเป็นโรค อ่อนแอ มีขี้ตาเขลอะ

         

          แกตะโกนด่าเทวดาอยู่นาน จนเทวดารำคาญ มารับแกขึ้นไปสวรรค์ แล้วบอกแกว่า อยากไปเกิดใหม่ก็ให้ไปเลือกสายแนน (เส้นเชือกที่ทำด้วยหนังควาย) ให้ลงไปตามสายแนนที่เลือก นั่นก็คือชีวิตที่เจ้าหนุ่มนั้นเลือกเอง

          

           หนุ่มดีใจ รีบไปเลือกสายแนนที่ระโยงระยางอยู่กลางห้องโถงใหญ่ เขาเลือกเส้นที่สวยที่สุด เลือกจนพอใจ แล้วเดินสาวสายแนนออกจากห้องโถงไป สายแนนพาเขาลงมายังมนุษยโลก และแล้วเขาก็กลับมาที่เดิม....มาหานาแก่น และควายตู้ขี้ตา...ตัวเดิม

          

            เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....พรหมลิขิตมีจริง

             เรื่องของครูสมหมาย...ก็แทบไม่น่าเชื่อ

      

            หลังจากคืนไปกินข้าวเม่า...ผมตื่นแต่เช้า...ลงทุ่ง (ความจริง ไปป่าละเมาะ) และไม่ลืมหาไม้ขนาดเหมาะมือไปด้วย...(ไล่หมาครับ..)

        

            พอกลับมารีบอาบน้ำแต่งตัว จนพ่อเหรียญที่ตื่นนานแล้ว นั่งสูบบุหรี่อยู่นอกชานถามขึ้น

      

            "จะไปไหนรึครู...วันนี้วันเสาร์ไม่ใช่รึ"

      

              "ผมจะไปประชุมกลุ่มที่โรงเรียนบ้านคำเชียงเบ้าครับ"  ผมตอบ โดยที่ยังวุ่นอยู่กับการกลัดกระดุมเสื้อ 

      

               "ขี่ม้าไปซี" พ่อเหรียญบอก "ไม่เจ็บก้นแล้วล่ะ ผมซื้ออานมาแล้ว" พ่อเหรียญยังคงใช้คำแทนตัวท่านว่า "ผม" คงเส้นคงวาตั้งแต่เจอกันจนบัดนี้ผมอยู่บ้านคำบากเกือบปีแล้ว

        

                ผมหัวเราะแห้งๆ เพราะยังไม่ลืมความเจ็บก้นและหวาดเสียวจากการจะตกม้า 

             "ไม่ดีกว่าครับ...ผมไม่มีเวลาดูแลเขา" ผมเลี่ยงอย่างไว้เชิง (ทั้งๆ ที่ไม่มีเชิง)

        

               พอแดดเริ่มร้อน หลังจากกินข้าวเช้า ผมก็สะพายย่ามใส่หนังสือราชการที่ฝากส่งอำเภอ ออกเดินขึ้นเหนือคนเดียว

          ผมใช้เวลาเดิน 2 ชั่วโมง ก็มาถึงบ้านคำเชียงเบ้า (ระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตร) แวะไปขอข้าวเที่ยงกินที่บ้านครูใหญ่โรงเรียนบ้านคำเชียงเบ้า

        

            ที่บ้านครูใหญ่มีครูในกลุ่มหลายคนไปถึงแล้ว

         "ไง...ครูคำบาก...ได้ข่าวว่าเป็นพรานล่าหมีเรอะ" ครูใหญ่บ้านคำเชียงเบ้า ประธานกลุ่มทักผมพร้อมรอยยิ้ม

        

             "ไม่ไปแล้วครับ....สวัสดีครับ"  ผมตอบ แล้วรีบยกมือไหว้

        

            "เลิกประชุมขอไปบ้านคำบากด้วยได้ไหม" ครูหนุ่มผิวค่อนข้างดำ ร่างใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ประธานกลุ่มพูดขึ้น

         "ไปจริงรึ...ครูสมหมาย" ผมถามแบบไม่เชื่อว่าเขาจะพูดจริง

         "จริง"  ครูสมหมายตอบสั้นๆ แต่แววตาฉายความมุ่งมั่น

        

          และแล้ว....ตะวันคล้อยต่ำวันนั้น ผมก็มีเพื่อนเดินกลับบ้านคำบาก

          "ครูสมหมาย"  นั่นเอง

อ่านต่อ ตอน 42. ฤา......จะเป็นพรหมลิขิต