คลื่นน้อยแล่นลิ่วพลิ้วตามสายลมอ่อนๆ ทยอยเข้าสู่หาดทราย

เยี่ยมไร่ผู้ใหญ่สมศักดิ์-2

โสภณ  เปียสนิท 

.................................. 

 

                คลื่นน้อยแล่นลิ่วพลิ้วตามสายลมอ่อนๆ ทยอยเข้าสู่หาดทรายเป็นระลอก หันหน้าลงสู่ท้องทะเลอันไพศาลลิบลับทอดสายตามองฟ้าไกลเบื้องหน้า แน่นอนว่านั่นคือทิศตะวันตก เมืองหัวหินบ้านของเราที่เพิ่งจากมาอยู่ที่นั่น เส้นขอบฟ้าเลือนรางแสนไกล เหมือนเส้นทางข้างหน้าของผู้คนเลือนรางจนไม่อาจคะเนได้ว่าจะสิ้นสุดลง ณ ที่แห่งใด ด้านซ้ายมีภูเขาตระหง่านติดทะเล เรียกกันว่าก้นอ่าวหาดแม่รำพึง ด้านขวาจึงเป็นหาดแม่รำพึงอันเลื่องลือ

 

                ยามยืนอยู่ท่ามกลางทางธรรมชาติอันงดงามสงบนิ่ง สุนทรียภาพแผ่คลุมอาณาบริเวณสุดประมาณ ยินเพียงเสียงคลื่นกระทบหาดทรายแผ่วๆ เหมือนคลื่นกระซิบความลับกับสายลมรำเพย เพียงสองต่อสอง บทกวี “คืนหนึ่งที่ริมหาดแม่รำพึง” ทยอยหลั่งไหลเข้าสู่ใจ  ดุจริ้วคลื่นพลิ้วพรายเข้าสู่ฝั่ง  สายตาเก็บสุนทรียภาพรอบตัวไว้ในความคำนึงให้เนิ่นนาน มือค่อยๆ บันทึกบทกวีอย่างต่อเนื่องดุจริ้วคลื่นกระทบหาด

 

                กลับขึ้นมาบนถนนมองความคดโค้งเลียบแนวชายหาด มีเพียงแนวสนขจีกั้นถนนมิให้รุกล้ำชายหาด ฝั่งตรงข้ามมีบ้านเรือนเรียงรายตลอดแนว พบชาย “ชื่อบุญ” ยามของโรงแรมแต่งกายคล้ายตำรวจยืนใกล้สระน้ำของโรงแรมจึงทักทายและยามเล่าว่า เป็นชาวสกลนครมีที่ดิน 50 กว่าไร่ ผมฟังเรื่องนี้ด้วยความสะท้อนใจว่า “เศรษฐีที่ดิน” เหตุใดจึงต้องทิ้งความเป็นเศรษฐีของตนมาปลอมตัวเป็นคนจนรับจ้างทำงานเพียงเดือนละไม่เกิน 10,000 บาท เป็นไปได้หรือไม่ว่า ที่ดินจำนวน 50 ไร่ มีค่าน้อยกว่าเงินเดือนไม่เกิน 10000 บาท เมื่อเทียบคุณค่ากันเดือนต่อเดือน

..................................................

 

นำภาพชายหาดแม่รำพึงยามเช้ามาวางไว้ที่นี่ ก่อนออกเดินทางไปบ้านผู้ใหญ่

พักที่โรงแรมเคียงทะเล และเดินทางด้วยรถตู้คันนี้

ซ้ายสุดอาจารย์โรงเรียนบ้านสองสลึง จำได้ว่า "ชื่อสมนึก" (หากผิดต้องขออภัย) ภาพเล็ก ผู้ใหญ่กำลังอธิบายเรื่องการเผาถ่าน ให้คาร์บอนไดอ็อกไซด์แก่ต้นไม้ เพื่อใช้ถ่าน เพื่อรองน้ำส้มควันไม้ไว้ใช้ไล่แมลง โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมี