ภูเรือ..เหลือแต่ความทรงจำ
ไม่คาดคิิดเหมือนกัน..ว่าจะมาถึงวันนั้นได้เร็วขนาดนี้ ทริปภูเรือได้เป็นการเดินทางร่วมกันครั้งสุดท้ายอย่างเป็นทางการของพวกเรา 32 ชีวิต เพราะเมื่อเข้าที่พักในวันที่ 20 มกราคม เรียบร้อย ระหว่างรับประทานอาหารเย็น ท่าน ผอ. ได้ประกาศแก่พวกเราว่าได้รับคำสั่งแล้วตั้งแต่เมื่อวานก่อน หลังจากที่ร่ำลือกันไปซ้ายทีขวาที หาข้อสรุปไม่ได้
ท่านมาบอกภายหลังว่า ทริปนี้ตั้งใจจะเก็บความทรงจำจริงๆ จึงได้พยายามคะยั้นคะยอให้ครูหลายท่านที่ติดภารกิจเปลี่ยนใจมาร่วมขบวนให้ได้ และท่านก็ไม่ทำให้ใครๆผิดหวัง เพราะร่วมสนุกกับสมาชิกทุกกิจกรรมอย่างทุ่มเทและมีความสุข
แม้ว่าการจากไปสู่สถานศึกษาใหม่เปรียบเหมือนตะวันตกดิน ณ ขอบฟ้าด้านนี้ แต่ท่าน ผอ. ก็จะไปเป็นพระอาทิตย์ที่ขึ้นยังอีกฝั่งของขอบฟ้าอีกด้านหนึ่ง ...มิใช่หรือ...
ที่น่าดีใจ..อย่างน้อย เราทั้ง 32 ชีวิตยังได้นับถอยหลังรอพระอาทิตย์ขึ้น ณ ยอดภูเรือพร้อมๆ กัน...เพื่อเก็บไว้ในความ ทรงจำ...ตลอดไป
ขอบฟ้าก่อนพระอาทิตย์ขึ้น
แสงทองส่องฟากฟ้ายอดภูเรือ
ผอ.และคณะ หันหน้าท้าแสงตะวัน พร้อมก้าวสู่วันใหม่
ไหว้พระ ขอพรจากพระพุทธรูปบนยอดภูเรือ ก่อนกลับลงจากภูมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง
ขอบคุณสมาชิกร่วมขบวนทุกท่านที่มีความทรงจำร่วมกันจ้า
ภาพสวยค่ะ
ตั้งชื่อบันทึกน่าประทับใจ
เปรียบเทียบได้คมยิ่ง
จริงครับ นายเมื่อใกล้เกินไปก็แผดร้อน ห่างเกินไปก็เหน็บหนาวมืดมิด
เป็นกำลังใจให้ทุกท่านครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์
ขอบพระคุณค่ะที่ให้กำลังใจ ยินดีที่ได้รู้จักกันค่ะ
สวัสดีค่ะคุณชำนาญ เป็นข้อคิดที่ดีและควรปฏิบัติเป็นอย่างยิ่ง สำหรับครูปูขอบอกว่าเป็นคนที่อยู่ในระยะ "ไม่หนาวและไม่อุ่น" ค่ะ
ภาพสวยเพราะธรรมชาติสวยจริงๆค่ะ
เรียนท่าน ผอ. พรชัย ค่ะ นี่เป็นของฝากจากผู้ที่เป็นดวงอาทิตย์อีกหนึ่งดวง (ใช่ไหมคะ) จากประสบการณ์ของครูปูผู้ไม่ชอบความร้อนแผดเผา ก็ระดับเบาๆ คือเย็นๆ พออยู่ได้ ยังไม่ถึงขั้นหนาวเหน็บค่ะ
สวัสดีค่ะน้องบีเวอร์
ดีใจจังที่มีอนุชนรุ่นหลังมาให้กำลังใจ และที่ดีใจไปกว่านั้นยังเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ศึกษาศาสตร์ ม.บูฯ อีกด้วย แต่อย่าถาม พ.ศ.ที่จบเลย ปี 2544 นู้นค่ะ อ่ะ..บอกซะแล้ว ยินดีที่รู้จักนะครับ