“ลูกๆ ที่รักของพ่อ เรื่องการพลัดพรากจากกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา คนเราที่เกิดมาแล้วจะต้องพลัดพรากสิ่งของหรือคนที่เรารัก ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เหมือนกับที่แม่ของลูกๆได้จากพวกเราไปนั่นแหละ ที่ลูกต้องจากพ่อและน้องไปอยู่กับคุณครูของลูกในตัวเมืองเพื่อเรียนหนังสือนั้น เป็นการจากกันชั่วครั้งชั่วคราว เป็นการจากกันวันนี้เพื่อที่จะได้พบกันในวันหน้า แต่ยังมีการพลัดพรากจากกันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ นั่นคือการตายจากกัน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง
“จันทร์เอ๋ย แม้ว่าพ่อจะไม่ได้เรียนจบอะไรมามาก แต่พ่อก็อยากจะให้จันทร์ได้เรียนจบสูงๆ จันทร์จะได้มีความรู้ มีการมีงานที่ดีทำ จะได้เป็นที่พึ่งของตนเองละน้อง พ่อก็จะสบายใจ นอนตายตาหลับ เพราะตัวพ่อเองนับวันก็มีแต่จะแก่ชรา ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่กับลูกนานเท่าใด เพราะฉะนั้นลูกของพ่อจะต้องตั้งใจเรียน”
ทำไมพ่อพูดแบบนั้นหละจ๊ะ จันทร์ถามพ่อด้วยความรู้สึกที่ไม่ดีทั้งสงสารและกลัวว่าพ่อจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ และพูดต่อไปว่า พ่อยังไม่แก่เท่าไรนี่ค่ะ ร่างกายก็ยังแข็งแรงดี พ่อคงไม่เป็นอะไรใช่มั้ยค่ะ นายมั่น เงียบไปสักครู่คล้ายนึกตรองอะไรอยู่ แล้วก็พูดขึ้นว่า
“จันทร์ ลูกรัก เรื่องชีวิตนี้เป็นสิ่งไม่แน่นอน ลูกจำไม่ได้หรือ ในเวลาที่ไปทำบุญวันพระ พ่อจำได้ว่าท่านสมภารที่วัดเคยเทศน์สั่งสอนเ อาไว้ว่า เรื่องที่ไม่สามารถจะรู้ได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่นี้มีอยู่ ๕ ประการ คือ
๑. เรื่องชีวิตความเป็นอยู่ ไม่สามารถจะรู้ได้ว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ได้นานเท่าใด
๒. เรื่องโรคภัยไข้เจ็บ ก็ไม่สามารถจะรู้ล่วงหน้าได้ว่าตนเองจะเจ็บป่วยด้วยโรคอะไร
๓. เรื่องกาลเวลาที่จะตาย
๔.เรื่องสถานที่ๆจะตาย
๕. เรื่องคติทางที่จะไปเกิด
ทั้ง ๕ ข้อนี้เป็นเรื่องที่ไม่สามารถจะหยั่งรู้ได้ล่วงหน้า พ่อนึกถึงเรื่องนี้จึงพูดแบบนั้น และพ่อเองก็เป็นห่วงลูกมาก” พ่อไม่อยากให้ลูกๆของพ่อต้องลำบาก พ่ออยากให้ลูกทั้งสองของพ่อพึ่งพาตนเองได้ ในเวลาที่พ่อไม่อยู่ ขอให้ลูกของพ่อจงจำคำสั่งสอนของพ่อให้ดี คำสอนของพ่อนี่แหละ จะเป็นเหมือนตัวแทนพ่อ ที่คอยให้กำลังใจและอยู่เคียงข้างลูกๆตลอดไป
จากวันนั้นเป็นต้นมา จันทร์ก็พยายามตั้งใจเรียน เธอเป็นคนที่มีสติปัญญาดีเป็นทุนอยู่แล้ว ทำผลให้การเรียนของเธอออกมาดี ทั้งเธอยังเป็นที่รักของครูด้วย คุณครูรักเธอเหมือนลูกคนหนึ่ง ในช่วงที่เรียนอยู่นั้น เธอก็พักอยู่กับครูในตัวเมืองจะกลับบ้านไปเยี่ยมพ่อและน้อง ก็เฉพาะวันศุกร์ วันจันทร์พ่อก็จะเป็นคนมาส่งที่โรงเรียน พอดีครูคนนั้นเธอแต่งงานกับสามีมาก็หลายหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีลูกด้วยกัน และเมื่อมีลูกศิษย์ผู้หญิงที่น่ารัก นิสัยดี เธอก็ยิ่งรัก และชวนให้มาอยู่ด้วย จนอยากจะได้จันทร์มาเป็นลูกสาวจริงๆ ในขณะที่อยู่อาศัยกับครูนั้น จันทร์ก็เป็นคนที่มีความเสงี่ยมเจียมตนดีมาก ไม่ทำอะไรให้เดือดร้อนกับผู้ที่ตนเองไปอาศัยอยู่ด้วย มีงานบ้านอะไรที่คิดว่าเป็นหน้าที่ของเธอผู้อาศัย พอจะช่วยเหลือได้ เธอก็ทำด้วยความเต็มใจ และเรียบร้อยด้วยดีตลอดมา เรื่องการอาศัยคนอื่นอยู่นี้พ่อเธอก็มักจะสอนเธอว่า
“ที่คนอื่นเขารักเราให้ที่อยู่อาศัยให้การสนับสนุนเรา ก็เพราะเห็นว่าเราเป็นคนดี ขอให้ลูกเป็นคนดี ดีให้เสมอต้นเสมอปลาย และเมื่ออยู่ที่ไหน ก็ต้องอยู่ให้เขารัก จากไปก็ต้องไปอย่างสวยงาม ให้เขาระลึกถึง และก็สอนให้มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ”
"และการอาศัยคนอื่นอยู่นั้น ก็ต้องทำตนให้คนอื่นอาศัยเราได้กด้วย ไม่ทำให้คนที่เราไปอาศัยท่านอยู่ต้องเดือดร้อน โดยความก็คือให้มีความเกรงใจผู้เป็นเจ้าของบ้าน มีคำๆหนึ่งซึ่งลูกเองก็ต้องเคยได้ยินนะว่า อยู่บ้านท่านอย่านิ่งดูดาย ปั้นวัวปั้นควายให้ลูกท่านเล่น ความหมายในคำพูดประโยคนี้ก็หมายความว่า ทำตนเองให้เป็นประโยชน์นั่นเอง" ซึ่งคำพูดเหล่านี้เธอก็มักจะได้ยินพ่อกล่าวสั่งสอนอยู่บ่อยๆ
กล่าวถึงจันทร์ ใจจริงๆของเธอนั้น ไม่อยากจะจากพ่อและน้องเลย เพราะเป็นห่วงพ่อและน้อง อยู่ด้วยกันมา ๓ คนพ่อลูก ซึ่งไม่เคยจากกันไกลและนานเลย แต่ก็จำเป็นต้องจากกันเพราะการเรียน เรื่องนี้ พ่อก็เคยสอนลูกๆเอาไว้ว่า
“ลูกๆ ที่รักของพ่อ เรื่องการพลัดพรากจากกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดา คนเราที่เกิดมาแล้วจะต้องพลัดพรากสิ่งของหรือคนที่เรารัก ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เหมือนกับที่แม่ของลูกๆได้จากพวกเราไปนั่นแหละ ที่ลูกต้องจากพ่อและน้องไปอยู่กับคุณครูของลูกในตัวเมืองเพื่อเรียนหนังสือนั้น เป็นการจากกันชั่วครั้งชั่วคราว เป็นการจากกันวันนี้เพื่อที่จะได้พบกันในวันหน้า แต่ยังมีการพลัดพรากจากกันที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ นั่นคือการตายจากกัน ไม่วันใดก็วันหนึ่งเรื่องนี้ก็จะต้องเกิดขึ้น ลูกๆต้องหัดทำใจในเรื่องนี้เอาไว้ เมื่อคนที่เรารักได้พลัดพรากจากเราไป เราก็จะได้ไม่เสียใจมาก ขอให้ลูกจำคำของพ่อไว้ให้ดีนะ”
จ๊ะพ่อ จันทร์จะจำคำสั่งสอนพ่อไว้ทุกอย่าง แต่จันทร์ก็อดที่จะคิดถึงพ่อและน้องไม่ได้อยู่นั่นเอง
ทุกวันหลังจากที่เลิกเรียนไม่มีงานอะไรแล้ว เธอก็จะรีบกลับบ้านพัก ทำงานบ้าน อาบน้ำ กินข้าว หลังจากนั้นก็เป็นเวลาส่วนตัวที่เธอให้มันหมดไปด้วยการอ่านหนังสือ อ่านหนังสือเสร็จแล้ว ก่อนนอนทุกวัน จันทร์ก็จะสวดมนต์ไหว้พระ เธอจำบทสวดมนต์ได้หลายบท ตั้งแต่ครั้งที่ไปทำบุญที่วัด หลังจากที่สวดมนต์เสร็จก็จะนั่งสมาธิ ประมาณสามสิบนาที ตามวิธีที่พระอาจารย์ที่วัดได้สั่งสอนมา โดยเธอเชื่อว่าการนั่งสมาธิเป็นวิธีการทำบุญอย่างหนึ่ง เพราะเธอระลึกถึงแม่ของเธอที่เสียชีวิตไปนานแล้ว และเธอเองก็ยังไม่ได้ตอบแทนบุญคุณอะไรท่านเลย เธอจึงสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิเพื่อส่งบุญกุศลไปให้แม่ทุกวัน และก็เป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าได้อยู่ใกล้ชิดกับแม่ได้ตอบแทนบุญคุณท่าน นี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เธอมีความจำดี เรียนอะไรก็เข้าใจได้รวดเร็ว มีผลการเรียนที่ดี หลังจากนั้นก็หลับลงได้อย่างสบาย ตื่นขึ้นมาก็รู้สึกสดชื่นเป็นพิเศษ
นายมั่นหลังจากที่ลูกสาวไปพักอาศัยอยู่กับครูที่ในเมืองแล้ว ก็ไม่ได้เป็นห่วงเท่าไรนัก เพราะคุณครูก็รักลูกสาวของตนเหมือนลูกจริงๆ เป็นห่วงแต่ว่าเมื่อลูกเรียนจบแล้วจะให้ลูกเรียนอะไร ถ้าจะให้เรียนต่อ ตนเองก็มีอาชีพแค่ทำนา จะเอาเงินที่ไหนไปส่งลูกเรียนต่อ เรื่องนี้นายมั่นก็เคยได้คุยกับลูกสาวแล้วครั้งนึง
ลูกสาวก็บอกพ่อว่า “ เรียนจบแค่ ม.๖ ก็ดีแล้วพ่อ และลูกเองก็เป็นห่วงพ่อ ไม่อยากจะเห็นพ่อต้องลำบากมากกว่านี้ พ่อลำบากเพื่อลูกมามากแล้ว เรียนมาได้ถึงแค่นี้ก็นับว่าดีแล้วจ้ะ”
พ่อบอกลูกว่า
“ไม่เป็นไรหรอกลูก ถึงแม้ว่าพ่อจะลำบากมากขนาดไหน ถ้าสิ่งนั้นเป็นไปเพื่อความสุขความเจริญของลูกพ่อก็ยอม ขอเพียงแต่ว่าลูกของพ่อตั้งใจเรียน ไม่มีพ่อแม่คนไหนหรอกที่ไม่อยากเห็นลูกของตนเองมีความสุข มีความเจริญในชีวิต”
ใจจริงเธอก็อยากจะเรียนสูงๆ อยากจะจบปริญญา แต่เธอสงสารพ่อของเธอมาก เธอไม่อยากให้พ่อต้องลำบากเพราะเธอมากไปกว่านี้ ซึ่งเรื่องที่พ่อของเธอคุยกับเธอนั้น คุณครูที่อุปการะเธออยู่ในตอนนี้ก็รับทราบเป็นอย่างดี ที่จริงคุณครูก็มีโครงการจะส่งเธอเรียนอยู่แล้ว แต่เพื่อความมั่นใจ ก็เลยเงียบอยู่ รอดูความความตั้งใจของเด็กก่อนว่าเธอมีความคิดเห็นอย่างไรบ้างในเรื่องนี้ บัดนี้ คุณครูได้ทราบแล้วว่าเธอเป็นคนดีมาก มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณอย่างไร มีความตั้งใจอย่างไร
จึงในวันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันที่เธอใกล้จะสอบเสร็จ คุณครูจึงส่งคนมาตามพ่อของเธอให้เข้าไปคุยเรื่องการเรียนของเธอ คุณครูพูดกับพ่อของเธอว่า
“หลังจากที่จันทร์เรียนจบแล้ว ดิฉันจะส่งจันทร์เรียนเอง นายมั่นไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน ดิฉันจะส่งเธอไปเรียนที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ซึ่งน้องชายของดิฉันเป็นอาจารย์สอนอยู่ในมหาวิทยาลัยนั้น เรื่องที่พักเรื่องค่าใช้จ่ายนายมั่นไม่ต้องห่วงนะ ดิฉันและน้องชายจะรับเป็นธุระทั้งหมด ถ้าดิฉันไม่ได้อุปการะคนแบบนี้ ดิฉันคงจะเสียดายและเสียใจมาก ลูกสาวนายมั่นเป็นเด็กที่นิสัยดีมาก นายมั่นคงจะอบรมมาดีสินะ”
นายมั่นก็ตอบคุณครูว่า “ไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกครับที่อบรมสั่งสอน คุณครูเองก็เป็นคนหนึ่งเหมือนกันที่มีส่วนให้ลูกผมเป็นคนดี ผมและลูกสาวเป็นคนบ้านนอก ได้รับการช่วยเหลือจากคุณครูก็ถือว่าเป็นบุญคุณมากแล้ว ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะตอบแทนความดีของคุณครูอย่างไร ที่ช่วยดูแลลูกสาว และยังรับปากว่าจะส่งลูกผมเรียนอีก ผมและลูกสาวต้องกราบขอบพระคุณคุณครูเป็นอย่างมาก ถ้าหากว่าคุณครูมีอะไร ที่พอที่คนยากคนจนอย่างผมจะช่วยเหลือได้คุณครูก็บอกนะครับ”
นายมั่นพูดด้วยความทราบซึ้งใจ สำนึกในบุญคุณของคุณครูจริงๆ พูดแล้วก็นิ่งเงียบอยู่คล้ายกับสะอื้นอยู่ในลำคอลึกๆ ด้วยความตื้นตันใจ
นมัสการพระคุณเจ้า
การใช้ จ้ะ จ๊ะ
เช่น อย่างนี้นะจ๊ะ ไปไหนมาจ๊ะ
ไม่หรอกจ้ะ ไปเที่ยวมาจ้ะ
อย่าลืมนะ
ไม่ลืมจ้ะ
จ๊ะพ่อ จันทร์จะจำคำสั่งสอนพ่อไว้ทุกอย่าง จ้ะ
เรียนมาได้ถึงแค่นี้ก็นับว่าดีแล้วจ๊ะ” จ้ะ
ต้องขอบคุณคุณครูที่มาแนะนำจันทร์ในเรื่องการใช้คำพูด