คำอธิบายในปฏิจจสมุปบาท
ปฏิจจสมุปบาทเมื่อว่าโดยองค์ มี ๑๒ คือ
|
๑. อวิชชา |
๕. สฬายตนะ |
๙. อุปาทาน |
|
๒. สังขาร |
๖. ผัสสะ |
๑๐. ภวะ |
|
๓. วิญญาณ |
๗. เวทนา |
๑๑. ชาติ |
|
๔. นามรูป |
๘. ตัณหา |
๑๒. ชรา มรณะ |
โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสะ ทั้ง ๕ นี้นับรวมเข้าในชรา มรณะ ด้วยกัน เพราะเมื่อว่าโดยลักษณะแล้ว ชรา มรณะ กับ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้น มีลักษณะเหมือนกัน คือมี อนิฏฐลักษณะ แปลว่า มีสภาพที่ไม่น่าปรารถนาไม่น่ายินดีเป็นลักษณะ อีกประการหนึ่ง ชรา มรณะ กับ โสกะ ปริเทวะ เป็นต้นนี้ ก็เป็นผลที่ได้รับมาจากเหตุอันเดียวกัน คือ ชาตินั้นเอง
ปฏิจจสมุปบาทเมื่อว่าโดยประเภทแล้ว มี ๑๘ คือ
|
๑. อวิชชา |
๗. เวทนา |
๑๓. มรณะ |
|
๒. สังขาร |
๘. ตัณหา |
๑๔. โสกะ |
|
๓. วิญญาณ |
๙. อุปาทาน |
๑๕. ปริเทวะ |
|
๔. นามรูป |
๑๐. ภวะ |
๑๖. ทุกข์ |
|
๕. สฬายตนะ |
๑๑. ชาติ |
๑๗. โทมนัส |
|
๖. ผัสสะ |
๑๒. ชรา |
๑๘. อุปายาส |
อุปปัตติภวะ แบ่งออกเป็น ๙ อย่าง คือ
|
๑. จำแนกภพโดยตัณหา มี ๓ |
ได้แก่ กามภวะ รูปภวะ อรูปภวะ |
|
๒. จำแนกภพโดยสัญญา มี ๓ |
ได้แก่ สัญญีภวะ อสัญญีภวะ เนวสัญญีนาสัญญีภวะ |
|
๓. จำแนกภพโดยขันธ์ มี ๓ |
ได้แก่ เอกโวการภวะ จตุโวการภวะ ปัญจโวการภวะ |
แสดงเหตุที่รูปารมณ์ของรูปพรหมเป็นรูปายตนะ รูปธาตุ ได้ แต่คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ ของรูปพรหมเป็นคันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ คันธธาตุ รสธาตุ โผฏฐัพพธาตุ ไม่ได้
พระพุทธองค์ทรงยกรูปารมณ์ในรูปภูมิ ขึ้นแสดงเป็น รูปายตนะนั้น เพราะ รูปารมณ์คือรูปร่างสัณฐานสีสรรวรรณะของพรหมเหล่านี้ ย่อมเป็นอารมณ์แห่งจักขุปสาทของพรหมอื่นๆ ที่อยู่ในชั้นเดียวกันได้ (ส่วน คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ ที่เกิดอยู่ในพรหมเหล่านี้ เป็นอารมณ์ของพรหมอื่นๆ ซึ่งกันและกันไม่ได้ เพราะบรรดาพรหมเหล่านั้นไม่มี ฆานปสาท ชิวหาปสาท และกายปสาท ด้วยเหตุนี้ คันธะ รสะ โผฏฐัพพะ จึงเป็นคันธายตนะ คันธธาตุ รสายตนะ รสธาตุ โผฏฐัพพายตนะ โผฏฐัพพธาตุ ไม่ได้ เป็นเพียงแต่รูปธรรมสามัญเท่านั้น ฉะนั้นจึงนับเป็น ธัมมายตนะ ธัมมธาตุ )
แสดงเหตุที่นามชาติ นามชรา นามมรณะ นับสงเคราะห์เป็นสังขารขันธ์อย่างเดียว
นามชาติ นามชรา นามมรณะ ทั้ง ๓ เหล่านี้ มีสภาพเป็นสังขารขันธ์ เพราะชาติ ชรา มรณะ ของนามขันธ์ ๔ เหล่านี้ จะถือเอาการเสวยอารมณ์ การจำอารมณ์ การรู้อารมณ์ ซึ่งเป็นกิจของปรมัตถ์โดยแท้ไม่ได้ ได้แต่เพียงถือเอากิจของปรมัตถ์ที่ไม่ใช่โดยแท้ คือการปรุงแต่งสังขตธรรมเท่านั้น
แสดงเหตุที่ชาติ ชรา มรณะ ของนามขันธ์ ๔ และนิปผันนรูป เป็น ธัมมายตนะ ธัมมธาตุ
ชาติ ชรา มรณะ ที่จัดเป็นประเภทรูปและนามเหล่านั้น จะถือเอากิจของปรมัตถ์โดยแท้ มีจักขายตนะเป็นต้นไม่ได้ แต่ธรรมทั้ง ๓ เหล่านี้มีสภาพด้วยอรรถว่า ไม่ใช่สัตว์เช่นเดียวกัน ฉะนั้น จึงมีสภาพเป็นธัมมายตนะและธัมมธาตุอย่างเดียว
ปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธองค์ทรงแสดงในธาตุกถานี้ แสดงโดยอภิธัมมภาชนียนัย ฉะนั้นจึงจำแนกไม่ได้โดย เหตุอดีต-ผลปัจจุบัน เหตุปัจจุบัน-ผลอนาคต เหล่านี้ การแยกเป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคตนั้น เป็นการแสดงโดยสุตตันตภาชนียนัย