ความหมาย

ความหมาย

บทว่า  ธาตุกถา  ตัดบทออกเป็น ๒ บท คือ
          ธาตุ   เป็นบทหนึ่ง
          กถา   เป็นบทหนึ่ง

คำว่า  ธาตุ  ในคัมภีร์ธาตุกถานี้  ได้มีความหมาย ๔ ประเภท คือ
          ๑.  ลักษณะ
          ๒.  สภาวะ
          ๓.  อาการะ
          ๔.  สุตะ

ธาตุ แปลว่า ลักษณะ   หมายความว่า  กิริยาแห่งการเคลื่อนไหว  คือความเป็นไปของ จิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน  เช่น
          จิต = อารมฺมณวิชฺชานนลกฺขณํ     จิต มีการรับรู้อารมณ์เป็นลักษณะ
          เจตสิก = จิตฺตสมฺปยุตฺตลกฺขณา    เจตสิก มีการประกอบในจิตเป็นลักษณะ
          รูป = รุปฺปนลกฺขณํ           รูป มีการประกาศสีเป็นต้นแล้วเสื่อมสิ้นสลายไปเป็นลักษณะ
          นิพพาน = สนฺติลกฺขณํ         นิพพาน มีความสงบจากสังขตธรรมเป็นลักษณะ

ธาตุ แปลว่า สภาวะ  หมายความว่า  ปัจเจกลักษณะ  คือมีเฉพาะลักษณะของตน ๆ เช่น
          ปฐวีธาตุ   มีลักษณะ อ่อนและแข็ง
          อาโปธาตุ   มีลักษณะไหลไปและเกาะกุมเป็นต้น

ธาตุ แปลว่า อาการะ  หมายความว่า  กิริยาอาการต่าง ๆ ของจิต เจตสิก รูป นิพพาน เช่น
          จิต      มีอาการ คือความเป็นไปของธาตุ  มีการรับรู้อารมณ์  เรียกว่า  ธาตุรู้
          เจตสิก    มีอาการ คือสนับสนุนจิตที่ตนเองประกอบในการรับรู้อารมณ์  เรียกว่า  ธาตุรู้
          รูป      มีอาการ คือความเป็นไปในการรับกระทบ  เรียกว่า  ธาตุรับกระทบ
          นิพพาน   มีอาการ คือการปรากฏแห่งความไม่มีสังขตธรรม  เรียกว่า  วิสังขารธาตุ

ธาตุ แปลว่า สุตะ  หมายความว่า  สภาวะธรรมทั้งหมด  คือความว่างเปล่า  คือเป็นความว่างเปล่าจาก สัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา  เรียกว่า  นิสฺสตฺตนิชฺชีวธาตุ

กถา  หมายความว่า  วาจาเป็นเครื่องแสดงถึงสภาวะ  ลักษณะ  อาการ,    เมื่อรวมทั้ง ๒ บทเข้ากันแล้ว เป็น ธาตุกถา  แปลว่า  วาจาเป็นเครื่องแสดงถึงสภาวะ  ลักษณะ  อาการ  ของจิต  เจตสิก  รูป  นิพพาน  ท่านเรียกว่า  ธาตุกถา

 

 

วจนัตถะ (คำจำกัดความ)

คำว่าธาตุกถาเมื่อแยกบทแล้วก็มี ๒ บท  คือ  ธาตุ + กถา
วจนัตถะของคำว่า  ธาตุ
       ๑.  อตฺตโน  สภาวํ  ธาเรนฺตีติ = ธาตุโย
          ธรรมชาติใด  ย่อมทรงไว้ซึ่งสภาพของตน  เหตุนั้น  ธรรมชาตินั้น  ชื่อว่า  ธาตุได้แก่ขันธ์ ๕ เป็นต้น  จนถึงอรณธรรม   ( กุศล  อกุศล  วิบาก  กริยา  เจตสิกที่ประกอบ  รูป  นิพพาน )

       ๒.  ติฏฺติ  อภิธมฺมกถา  เอตฺถาติ = ธาตุโย
          การแสดงอภิธรรมตั้งอยู่ในธรรมชาตินี้  เหตุนั้น  ธรรมชาตินี้  ชื่อว่า  ธาตุ  ได้แก่ขันธ์ ๕  เป็นต้นจนถึงอรณธรรม

วจนัตถะของคำว่า  กถา
       ๑.  กถียนฺติ  เอตฺถาติ = กถา
          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมต่าง ๆ  ไว้ในการสืบต่อแห่งศัพท์และเนื้อความเหล่านี้  เหตุนั้น  การสืบต่อแห่งศัพท์และเนื้อความเหล่านี้จึงชื่อว่า กถา  ได้แก่ปกรณ์ทั่วไป

       ๒.  กถียนฺติ  เอตายาติ = กถา
          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมต่าง ๆ  โดยการสืบต่อแห่งศัพท์และเนื้อความเหล่านี้  เหตุนั้น  การสืบต่อแห่งศัพท์และเนื้อความเหล่านี้จึงชื่อว่า กถา  ได้แก่ปกรณ์ทั่วไป

วจนัตถะของคำว่า  ธาตุกถา
       ธาตูนํ  กถา = ธาตุกถา
       ศัพท์และเนื้อความอันเป็นที่ตั้งแห่งการแสดงธรรม  หรืออันเป็นเหตุแห่งการแสดงธรรม  มีขันธ์ ๕  เป็นต้น  จนถึงอรณธรรมเป็นที่สุด  ศัพท์และเนื้อความเหล่านั้นชื่อว่า ธาตุกถา  ได้แก่ปกรณ์ธาตุกถา

 

แสดงอนุสนธิและอุทเทส

          เมื่อพระองค์ทรงแสดงวิภังคปกรณ์จบลงแล้ว  ทรงแสดงธาตุกถาปกรณ์ต่อไป  ธาตุกถาปกรณ์มี ๒ ประเภทคือ  อุทเทส ๑  นิทเทส ๑  พระองค์ทรงแสดงอุทเทสก่อน  แล้วทรงแสดง   นิทเทสต่อไป  อุทเทสนี้ชื่อว่ามาติกา  มาติกานี้มี ๕ อย่างคือ
๑.  นยมาติกา
๒.  อัพภันตรมาติกา
๓.  นยมุขมาติกา
๔.  ลักขณมาติกา
๕.  พาหิรมาติกา

อธิบายในมาติกา ๕ อย่าง

         ๑. นยมาติกา  หมายความว่าเป็นมาติกาที่กล่าวถึงการจำแนกขันธ์ ๕   เป็นต้น  โดยแบ่งการแสดงออกเป็นนัยต่าง ๆ กัน  มีอยู่ ๑๔ นัยด้วยกัน  เรียกว่า  มูลมาติกา  ก็ได้

นยมาติกา มี ๑๔ อย่าง คือ

๑.  ปฐมนยมาติกา

๘.  อัฏฐมนยมาติกา

๒.  ทุติยนยมาติกา

๙.  นวมนยมาติกา

๓.  ตติยนยมาติกา

๑๐.  ทสมนยมาติกา

๔.  จตุตถนยมาติกา

๑๑.  เอกาทสมนยมาติกา

๕.  ปัญจมนยมาติกา

๑๒.  ทวาทสมนยมาติกา

๖.  ฉัฏฐนยมาติกา 

๑๓.  เตรสมนยมาติกา

๗.  สัตตมนยมาติกา

๑๔.  จุททสมนยมาติกา

          ๒. อัพภันตรมาติกา  หมายความว่า  ธรรม  ๑๒๕  ด้วยกัน  มีขันธ์ ๕ เป็นต้น  จนถึงมนสิการเป็นที่สุด  เรียกว่า อัพภันตรมาติกา  เพราะพระองค์ทรงยกธรรมเหล่านี้ขึ้นแสดงก่อนให้เป็นประธานในการแสดงตามนัยทั้ง ๑๔ นัยนั้นทุก ๆ  นัย

อัพภันตรมาติกา  มี ๒ อย่าง คือ

๑.  ขันธาทิอุทเทส

๒.  ผัสสสัตตกราสีอุทเทส

 ขันธาทิอุทเทสมี ๑๕ อย่าง คือ

๑.  ขันธอุทเทส  (ปัญจักขันธา = ขันธ์ ๕)

๙.  อิทธิปาทอุทเทส  (จัตตาโร อิทธิปาทา = อิทธิบาท ๔)

๒.  อายตนอุทเทส  (ทวาทสายตนานิ = อายตนะ ๑๒)

๑๐.  ฌานอุทเทส  (จัตตาริ ฌานานิ = ฌาน ๔)

๓.  ธาตุอุทเทส  (อัฏฐารส ธาตุโย = ธาตุ ๑๘)

๑๑.  อัปปมัญญาอุทเทส  (จตัสโส อัปปมัญญาโย = อัปปมัญญา ๔)

๔.  สัจจอุทเทส  (จัตตาริ สัจจานิ = สัจจะ ๔)

๑๒.  ปัญจินทริยอุทเทส  (ปัญจินทริยานิ = อินทรีย์ ๕)

๕.  อินทริยอุทเทส  พาวีสตินทริยานิ = อินทรีย์ ๒๒)

๑๓.  พลอุทเทส  (ปัญจ พลานิ = พละ ๕)

๖.  ปฏิจจสมุปปาทอุทเทส  (ปฏิจจสมุปปาโท = ปฏิจจสมุปบาท)

๑๔.  โพชฌังคอุทเทส  (สัตต โพชฌังคา = โพชฌงค์ ๗)

๗.  สติปัฏฐานอุทเทส  (จัตตาโร สติปัฏฐานา = สติปัฏฐาน ๔)

๑๕.  มัคคอุทเทส  (อริโย อัฏฐังคิโก มัคโค = อริยมรรคมีองค์ ๘)

๘.  สัมมัปปธานอุทเทส  (จัตตาโร สัมมัปปธานา = สัมมัปปธาน ๔)      

 

           ๓. นยมุขมาติกา  หมายความว่า  เป็นมาติกาที่แสดงถึงวิธีการแห่งการแสดงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  โดยพระองค์ทรงวางหลักที่เป็นคำถาม  ให้ถูกต้องเหมาะสมกับนัยทั้ง ๑๔ นัยนั้นว่า  นัยหนึ่ง ๆ ควรจะตั้งคำถามอย่างไร

ในนยมุขมาติกานี้  พระองค์ทรงตั้งบทไว้ ๔ บท คือ

๑.  ตีหิ  สงฺคโห

เป็นนัยที่แสดงการนับสงเคราะห์ได้ด้วยขันธ์  อายตนะ ธาตุ

๒.  ตีหิ  อสงฺคโห

เป็นนัยที่แสดงการนับสงเคราะห์ไม่ได้ด้วยขันธ์ อายตนะ  ธาตุ

๓.  จตูหิ  สมฺปโยโค

เป็นนัยที่แสดงถึงสภาวธรรม ที่ประกอบกับนามขันธ์  ๔ ได้

๔.  จตูหิ  วิปฺปโยโค

เป็นนัยที่แสดงถึงสภาวธรรม ที่ไม่ประกอบกับนามขันธ์ ๔

           ๔. ลักขณมาติกา  หมายความว่า  เป็นมาติกาที่แสดงถึงวิธีตอบ  ใน        นยมุขมาติกาให้ถูกต้องตามสมควรแก่คำถามนั้น ๆ

ในลักขณมาติกานี้  พระองค์ทรงตั้งบทไว้ ๒ บท คือ

สภาโค

เป็นการแสดงถึงสภาพธรรมที่เข้าร่วมกันได้  ตามหลัก สัมปโยคนัย สังคหนัย

วิสภาโค

เป็นการแสดงถึงสภาพธรรมที่เข้าร่วมกันไม่ได้  ตามหลัก สัมปโยคนัย สังคหนัย

           ๕. พาหิรมาติกา  หมายความว่าเป็นมาติกาภายนอก  คือกุสลา ธัมมา เป็นต้น  จนถึงอรณาธัมมาเป็นที่สุดรวม ๒๖๖ บทที่แสดงในมาติกานี้นั้น  พระองค์ได้ทรงนำมาจากปกรณ์อื่น  คือธัมมสังคณีปกรณ์  และเมื่อเวลาแสดงก็ทรงแสดงทีหลังอัพภันตรมาติกา  ฉะนั้น จึงเรียกว่า พาหิรมาติกา

ในพาหิรมาติกานี้  พระองค์ทรงแสดงด้วยบท ๒๖๖ บท  มี
          ติกบท ๖๖
          ทุกบท ๒๐๐ 
ดังที่พระองค์ทรงแสดงไว้ว่า  “สพฺพาปิ  ธมฺมสงฺคณี  ธาตุกถาย  มาติกา”  มาติกาที่พระองค์ทรงแสดงไว้ในธัมมสังคณีปกรณ์  แม้ทั้งหมดนั้น  เป็นมาติกาของธาตุกถาด้วย

          ในมาติกา ๕ อย่างนี้  พระองค์ทรงแสดงนยมาติกาก่อน  เมื่อพระองค์ทรงแสดงอุทเทสจบลงแล้ว ทรงแสดง นิทเทสต่อไป นิทเทสนี้มีนัย ๑๔ นัย  (ชื่อของแต่ละนัย เหมือนกับอุทเทส  เปลี่ยนแต่ อุทเทส เป็น   นิทเทสเท่านั้น)