ผลการตรวจสุขภาพ สมุดรายงานตรวจสุขภาพ

 

ไม่ต้องเน้นกันอีกแล้วถึงประโยชน์ของการตรวจสุขภาพประจำปี แต่ "ผลตรวจ" ที่ได้รับแจ้งในภายหลัง ซึ่งแสดงเป็นค่าตัวเลขกลับยากต่อความเข้าใจ

เรานำเสนอวิธีแปรค่าผลตรวจในเบื้องต้น ที่จะช่วยให้ผู้รับบริการสุขภาพเข้าใจได้ง่ายและเป็นประโยชน์ต่อการดูแลสุขภาพอย่างแท้จริง

 

นายแพทย์กฤษดา ศิรามพุช อายุรแพทย์จากศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ แปรค่าข้อมูลในสมุดรายงานตรวจสุขภาพอย่างง่าย เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้รับบริการสุขภาพเฝ้าระวังตนเอง โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านสุขภาพ เพื่อการเกิดโรคหรือการเจ็บป่วย

 

ประเดิมด้วยผลการตรวจไขมันในเลือด ซึ่งปัญหาไขมันในเลือดสูงพบบ่อยในผู้รับบริการสุขภาพ โดยแนะนำว่าจะต้องตรวจไขมันให้ครบ 4 ชนิด ทั้งคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เอชดีแอลและแอลดีแอล จากนั้นจึงนำค่าที่ได้มาประมวลผลร่วมกัน แล้วจึงจะสรุปได้ว่ามีความเสี่ยงต่อโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ที่นำไปสู่ภาวะโรคหัวใจขาดเลือดและอัมพาต

 

กรณีผู้รับบริการสุขภาพมีคอเลสเตอรอล 280 ไตรกลีเซอไรด์ 237 เอชดีแอล 59 แอลดีแอล 100 (หน่วย : มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) แม้ว่าค่าคอเลสเตอรอลจะสูงกว่าค่าปกติ (ค่าปกติ 150-200) แต่เอชดีแอลซึ่งเป็นไขมันดีทำหน้าที่ดักจับไขมันตัวร้ายไปทำลายที่ตับกลับมีค่าสูงกว่าค่าปกติ (ค่าปกติ 35) จึงสามารถลดทอนความแรงของคอเลสเตอรอลและแอลดีแอลหรือไขมันตัวร้าย ซึ่งเป็นตัวการอุดตันเส้นเลือด อีกทั้งแอลดีแอลที่ตรวจได้ก็อยู่ต่ำกว่าค่าปกติ (ค่าปกติ 150)

 

ส่วนไตรกลีเซอไรด์ ตัวการทำให้เลือดข้นเหนียวขึ้น เกิดการจับตัวกันเป็นลิ่มและอุดหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะหัวใจและสมอง ผลตรวจสูงกว่าค่าปกติ (ค่าปกติต่ำกว่า 200) แสดงว่าร่างกายมีปัญหาในการขจัดไตรกลีเซอไรด์ ฉะนั้น ผู้รับบริการจึงได้รับคำแนะนำให้ลดปริมาณคอเลสเตอรอลในเลือด โดยเน้นการควบคุมอาหารมัน อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ยังไม่รุนแรงถึงขั้นต้องรักษาด้วยยา

 

ผลตรวจน้ำตาลในเลือดแบ่งเป็น 2 ค่าคือ FBS เป็นค่าน้ำตาลในเลือดทั่วไป เกณฑ์ปกติ 70-110 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ตรวจได้ 81 ถือว่าปกติ แต่กรณีที่ผลตรวจสูงเกินค่าปกติ อาจไม่ได้มีสาเหตุจากโรคเบาหวาน แต่เป็นเพราะช่วงเวลางดอาหารก่อนเจาะเลือดน้อยกว่า 8 ชั่วโมง ส่วนกรณีผลตรวจได้ 120 ถือว่าสูงเกินปกติแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์โรคเบาหวาน แนะนำให้งดอาหารหวานและตรวจเลือดเป็นครั้งคราว

 

"ผู้รับบริการฯบางคนต้องการให้ผลตรวจออกมาสวย หรือผู้ป่วยเบาหวานบางรายกลัวถูกหมอตำหนิ ก็งดน้ำตาลงดอาหารหวานราว 1-3 วันก่อนตรวจ ผลตรวจระดับน้ำตาลก็สวยสมใจ" นายแพทย์กฤษดา กล่าว

 

ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการตรวจระดับค่าน้ำตาลสะสมในเลือด หรือ HbA1C ซึ่งเป็นค่าน้ำตาลสะสมในเลือดย้อนหลังประมาณ 3 เดือน นับเป็นตัวเลขระดับน้ำตาลในเลือดที่มีผลต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ค่าปกติของ HbA1C ควรจะต่ำกว่า 6 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

 ผลตรวจค่าความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด เพื่อวินิจฉัยภาวะซีดหรือโลหิตจาง การอักเสบหรือติดเชื้อ โรคเลือดบางชนิดอย่างมะเร็งเม็ดเลือดขาว โดยดูจากค่าความเข้มข้นของเลือด (Hb) และเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hct ) หากต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ อาจมีภาวะโลหิตจางเนื่องจากขาดธาตุเหล็ก หรือจากโรคพันธุกรรมธาลัสซีเมีย พยาธิปากขอ มีแผลในกระเพาะอาหารและจากการมีประจำเดือน เป็นต้น

 

นอกจากเม็ดเลือดแดงแล้ว ผลตรวจยังระบุถึงจำนวนเม็ดเลือดขาวแยกชนิด (WBC) และเกล็ดเลือด ในคนปกติจะมีเม็ดเลือดขาว 5,000 - 10,000 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร หากมีมากผิดปกติแสดงว่ากำลังมีการอักเสบติดเชื้อ โดยค่าเม็ดเลือดขาวชนิด Eosinophil  มีหน้าที่ต้านการอักเสบ หากสูงถึง 6% จากเกณฑ์ปกติ 1-4% มักมีสาเหตุจากโรคภูมิแพ้หรือพยาธิ จึงควรจะตรวจอุจจาระเพิ่มเติม เม็ดเลือดขาวชนิด Lymphocyte (Lym) มีหน้าที่หลายอย่างเกี่ยวกับการอักเสบ เกณฑ์ปกติ 20-30% หากเม็ดเลือดขาวสูงและ Lym สูง บอกถึงการติดเชื้อแบคทีเรีย หากเม็ดเลือดขาวต่ำและ Lym สูง บอกการติดเชื้อไวรัส พยาธิหรือภูมิแพ้

 

การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจหาโปรตีนไข่ขาว เม็ดเลือดแดงและน้ำตาล ที่ปะปนอยู่ในปัสสาวะ ทำให้ทราบถึงการอักเสบของทางเดินปัสสาวะ นิ่ว เบาหวาน โรคตับและโรคไต รวมถึงภาวะการขาดน้ำของร่างกาย หากสีของปัสสาวะขุ่นแสดงถึงการติดเชื้อและไตผิดปกติ ปัสสาวะที่มีค่าเป็นด่างแสดงถึงการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด กินผักมากหรือพวกมังสวิรัติ ในทางกลับกันหากมีค่าเป็นกรดแสดงว่ากินเนื้อสัตว์มาก รวมถึงผลจากการกินยาและนม

 

ผลตรวจที่พบเลือดในปัสสาวะ บอกถึงความผิดปกติบางอย่างที่ไต หรือในระบบทางเดินปัสสาวะ ผลตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะหากมากกว่าปกติเล็กน้อย อาจเกิดจากการยืนนานๆ มีไข้ ออกกำลังกายมากเกินไปและโรคเครียด

 

"ผมแนะนำให้ผู้รับบริการสุขภาพควรรับบริการตรวจอัลตราซาวนด์ อย่างเดียวกับที่ตรวจดูทารกในครรภ์ อัลตราซาวนด์ไม่มีรังสีจึงปลอดภัย เหมาะสำหรับดูความผิดปกติบริเวณช่องท้อง เช่น ไขมันตับ นิ่วในไต ความผิดปกติของถุงน้ำดี เป็นต้น" แพทย์จากศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าว

 ที่มา  http://www.bangkokbiznews.com