เกิดคำถามกับตัวเองว่า ที่ได้ร่วมทำงานไปนั้น มันคือการจัดการความรู้หรือเปล่า?

บันทึกครั้งที่ ๑

    ขอเริ่มต้นในการบันทึกความคิด ความรู้สึก ความเข้าใจต่อการใช้ชีวิต การทำงาน การเรียน การเล่น ฯลฯ 

    อันที่จริงมีโอกาสเข้ามาอ่านบล๊อกของบล๊อกเกอร์หลายท่านในที่นี้ แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะได้ลงมือเขียนเองบ้าง และแล้วก็ถึงโอกาสนั้นสักที ๕๕๕

    ปัจจุบันดิฉันรับจ๊อบรับจ้างทำงานทั่วไป เช่น เก็บข้อมูลงานวิจัย เป็นต้น (ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นครูอาสามา ๑ ปี) แผนระยะใกล้ในเร็ววันนี้ คือการเรียนต่อในระดับปริญญาโท ซึ่งในส่วนตัวแล้วมีความสนใจในเรื่องการจัดการความรู้ กำลังอยู่ในช่วงติดตามหาข้อมูลเพิ่มพูนความเข้าใจ

    สาเหตุที่สนใจเพราะ  

    ๑.

      ได้ยินคำว่าจัดการความรู้มาตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรี

       ในวิชาการค้นคืนสารสนเทศ ยังจำอ.สมานอธิบายคำว่าความรู้ด้วยภาพๆ นึง ภาพนั้นเป็นภูเขาน้ำแข็ง มีส่วนที่โผล่พ้นน้ำมาเพียงเล็กน้อย แต่ส่วนที่อยู่ใต้น้ำกลับเป็นขนาดที่ใหญ่โตมโหฬาร --> อ.นำไปสู่จุดไคล์แม็กซ์ของวิชานี้ว่า ในฐานะบรรณารักษ์หรือนักสารสนเทศ เราจะทำอย่างไรจึงจะได้สารสนเทศหรือความรู้ที่เราต้องการ ยิ่งความรู้ที่มีจำนวนมากเหมือนภูเขาที่อยู่ใต้น้ำ เราจะทำอย่างไร ? (นี่เป็นความเข้าใจ ณ วันนั้น เมื่อประมาณสี่ถึงห้าปีมาแล้ว อาจคลาดเคลื่อน ก็ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วยจ้า)

     ๒.

      เมื่อปี ๒๕๕๒ หลังเรียนจบป.ตรี ก็มีจังหวะชีวิตได้ไปทำงานเป็นครูอาสาเป็นโครงการ ๑ ปี ชื่อโครงการเต็มๆคือ "ครูอาสาเพื่อการศึกษาทางเลือก" จัดโดยมูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม มูลนิธิปูนซิเมนต์ไทย และเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านการศึกษาทางเลือกทั่วประเทศไทย ๒๑ แห่ง

      ดิฉันเองได้ไปลงพื้นที่ในจ.สุรินทร์ ณ ศูนย์ศึกษาศิลปะธรรมชาติเด็กรักป่า โดยได้ร่วมเรียนรู้การทำงานของที่นี่ไปตามเนื้องานที่หลากหลาย งานการศึกษา งานชุมชน งานอนุรักษ์ งานเยาวชน ฯลฯ

                     ดูนก

                        จัดรายการวิทยุ  

    มีโครงการหนึ่งที่ได้ร่วมกระบวนการ คือโครงการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่นฯ ซึ่งที่เด็กรักป่าได้ร่วมมือกับชุมชน จัดเวทีให้ชาวบ้านมาพูดคุย ว่าจะทำอะไร ดำเนินการอย่างไร หาความต้องการที่แท้จริง โดยเริ่มจาำกเรื่องป่าชุมชน มีแกนนำอนุรักษ์ป่า และชาวบ้าน เล่าถึงวิถีชีวิตในอดีต การใช้ประโยชน์กับป่า อยู่กับป่า มีเรื่องความเชื่อผีสาง เรื่องวัฒนธรรมดั้งเดิม มีหลายอย่างดูเหมือนว่ากำลังหายไปทีละนิดๆ ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง

                              ชาวบ้านกำลังตีข้าว

      พอแลกเปลี่ยนกันไปมา ก็ได้ความเห็นที่ตรงกันว่า อยากให้มีการนำภูมิปัญญา วัฒนธรรมในชุมชนนี้มาสืบต่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้ โครงการนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อนำความรู้ท้องถิ่นไปพัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิ่นเพื่อลูกหลานในชุมชนได้เรียนรู้ ได้สืบทอด

      จากนั้นก็มีการประชุมโดยมีชาวบ้านทั้งตำบลมาระดมความคิดว่า แต่ละหมู่บ้านมีของดีอะไรบ้าง มีภูมิปัญญาอะไรที่ภูมิใจนำเสนอ ก็ได้หัวข้อมาอย่างหลากหลาย

      ต่อมาก็เป็นการเก็บข้อมูล โดยมีตัวแทนเยาวชนและชาวบ้าน ลงไปสำรวจข้อมูลทีละหมู่บ้าน เพื่อบันทึกรายละเอียดว่าความรู้แต่ละเรื่องเป็นอย่างไร มีใครเป็นผู้ให้ข้อมูล บันทึกแผนที่ของแต่ละหมู่บ้าน แต่ทำสัญลักษณ์ว่า มีแหล่งเรียนรู้อะไรบ้างในแต่ละหมู่บ้าน

                               งานจักสาน 

      มีการประกวดคำขวัญของตำบลสำโรงด้วย เปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมกันทั้งตำบล ทั้งเด็กนักเรียน คุณครู ผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้าน จากนั้นนำคำขวัญมาใช้จัดทำเป็นสปอตวิทยุเปิดในสถานีวิทยุชุมชนเด็กรักป่า บ้านแสลงพันธ์ 

      ซึ่งนั่นเป็นกระบวนกาีีรในเฟสแรก ในระยะเวลา ๓ เดือน โดยสรุป ได้ข้อมูลภูมิปัญญา แหล่งเรียนรู้มา 1 ชุดใหญ่ของระดับตำบล(ต.สำโรง อ.เมือง จ.สุรินทร์)

                           เก็บข้อมูล

      (สำหรับแผนต่อไปของโครงการนี้ คือการนำข้อมูลมาประมวลผลอีกครั้ง วิเคราะห์ความถูกต้อง สังเคราะห์เนื้อหา ปรับแต่งเพื่อการนำไปพัฒนาเป็นหลักสูตรท้องถิ่นและนำไปใช้กับการเรียนการสอนในโรงเรียนทั้ง ๔ แห่งในตำบล)

 

      ระหว่างร่วมดำเนินกระบวนการที่ผ่านมานั้น ทำให้นึกถึงตอนที่เรียนป.ตรี คำว่า"การจัดการความรู้" ที่เคยผ่านหูมา แต่ก็ไม่ได้มีความรู้อะไรลึกซึ้ง เกิดคำถามกับตัวเองว่า ที่ได้ร่วมทำงานไปนั้น มันคือการจัดการความรู้หรือเปล่า? 

        ......

        นั่นเป็นเหตุผลหลักๆที่ทำให้ตัวดิฉันสนใจเรื่องการจัดการความรู้ มีความคิดที่อยากศึกษาต่อให้เข้าใจ จึงเริ่มศึกษาจากหนังสือต่างๆ ประกอบกับการค้นหาประเด็นที่อยากทำวิจัยจริงๆ ซึ่งตอนนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการค้นหาและหาต่อไป...