เช้าวันนั้น..ในโลกที่ถูกเรียกว่า เป็นสีเขียว..ของชาว บ้าน ชาวต่างเมือง ที่ชอบ ตีลูกกลมๆสีขาว เล่นกัน.."หล่อน" กับอีกบรรยากาศหนึ่งในสิ่งแวดล้อมของเราหล่อนมายืน มองดูสายหมอก ยามเช้าที่บดบัง ทิวเขาอันยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตา ระดับที่ยืน..สูงปานระดับ ยอดไม้ มองไกลออกไป " ต้นไม้" ได้มีโอกาศยืนต้น สร้างความสูงให้ตนเอง..กว่ายี่สิบเมตรแน่นอน..ต้นไม้เกิดใหม่เหล่านั้น..คงจะต้องมีอายูกว่ายี่สิบไปแล้วแลดูผอมบาง..โก๋รนเกร๋ยน..เพราะต้องทิ้งใบรับความแห้งแล้ง..."นกเอี้ยง" บินข้ามหัวหล่อนไป (อย่างไม่แยแส..ในระดับเดียวกัน)...มันส่งเสียงเจี้ยวจ้าวตามประสา..กระพือปีกสีดำน้ำตาลขาวสวยที่ถูกจัดทำโดยมนุษย์ไม่มีสิทธิที่จะยุ่งเกี่ยว...มันถลาเล่นลม...
ลำน้ำ "แควน้อย" วันนี้ดู นิ่ง อ้อยสร้อยอยู่ในแมกไม้..เหมือนจะรอเวลา..ที่จะพิโรธโกธา..อีกสักครั้ง..ถ้ามีโอกาศในฤดูน้ำหลาก...หล่อน มองดูสายน้ำ..แล้ว.ชั่งใจ
นกเอ๋ยนกเอี้ยง..ใครว่าเจ้าเลี้ยง ซึ่งควายเฒ่า..........( ตรงนี้ "จบไม่ลง" ช่วยต่อที..เจ้า ค่า...ยายธี)
buffalo กินข้าว นกเอี้ยงหัวโต ฮ่าๆๆ ยินดีต้อนรับสู่กาญจนบุรีครับ
เอากวีที่เกี่ยวกับนกเอี้ยงสาลิกามาแปะไว้ตรงนี้ด้วย เขียนขึ้นริมฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ครับผม
สาลิกาในพุ่มแก้ว
บ่ายสงบเงียบงันวันปีใหม่
นั่งอยู่ใกล้พุ่มแก้วแนวกอกก
อีกฝากหนองน้ำน้อยมีรอยนก
ย่ำโคนกกหลายกอรอหากิน
สาลิกาจับกลุ่มในพุ่มแก้ว
วังเวงแว่วกลางวันหวานถวิล
มองสายน้ำเฉื่อยเฉื่อยไหลเอื่อยริน
นกมีถิ่นมีทับให้หลับนอน
วันเวลาเลื่อนไหลไม่คืนหลัง
มองความหวังหวามหวิวยังปลิวว่อน
เคยหวั่นหวาดวาดไว้ให้อาวรณ์
เมื่อหวังจรเกินจับติดกับใจ
เป็นความหวังยังเห็นเป็นความหวัง
อาจสักครั้งหนึ่งเห็นเป็นจริงได้
แต่ละปีที่กาลผ่านเลยไป
คนห่างไกลใจกร่อนย้อนเมืองกาญจน์
ริมลำน้ำแควใหญ่ในวันนี้
คือบ่ายที่ต้อนรับฉันกลับบ้าน
มีอุ่นไอไหลเหลือมาเจือจาน
มองสายธารแควใหญ่ไม่ผันแปร
สาลิกาย้ายกลุ่มที่รุมเกาะ
เสียงเสนาะสรงสนานธารกระแส
มองเห็นจุดสุดท้ายที่หมายแล
หรือเป็นแค่ฝันคว้างกลางสายลม