สำนึกว่าวันทุกวัน คือวันครู

 

ความในใจของครู

     ถึง คุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน  ยังไม่ได้หายไปไหนนะคะใจใสใสคนเดิมแต่ก็หายไปนานหลายเดือนเนื่องจากการเข้าระบบมีปัญหาเล็กน้อยซึ่งครูการงานที่ด้อยประสบการณ์ ด้านเทคโนโลยีอย่างใจใสใส ก็คงหาได้ยากในยุคไอทีเช่นนี้

   อีกอย่างช่วงนี้เด็กๆที่น่ารักของใจใสใสก็กำลังฮิต เฟสบุค กันเป็นอย่างมาก

ครูอย่างเราๆก็ต้องใช้ความรู้อันน้อยนิด ติดตามเด็กๆให้ทันโดยอาศัยเทคโนโลยีให้เป็นเครื่องมือในการติดตาม เด็กรุ่นพี่ที่จบไปแล้วบ้าง  เด็กๆที่กำลังเรียนอยู่บ้างใช้ในการเรียนการสอน  ในการติดตามพฤติกรรมการพูดคุย  อย่างน้อยโผล่ไปให้เด็กๆได้อุ่นใจว่ายังไงเราก็ยังใกล้กัน 

  ทุกสิ่งล้วนมีทั้งข้อดีและข้อด้อย ขอเพียงเราเลือกหยิบเอามาและใช้ให้เป็นประโยชน์ ในการดำเนินชีวิต ในหน้าที่การงาน ในสังคมของเราในยุคของเรา

   ใจใสใสก็ได้ใช้เป็นประโยชน์ ได้คุยกับเด็กทุกคน ที่มีปัญหาก็ได้ให้คำแนะนำปรึกษาในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับตัวในสถานศึกษาแห่งใหม่ การคบเพื่อนต่างเพศ การมีปัญหาครอบครัว ทะเลาะกับคุณแม่  การให้แนวทางในการเปลี่ยนคณะ  จนถึงภาวะอกหัก ผิดหวังจากความรัก

  อย่าคิดนะคะว่าเด็กจะจัดการทุกเรื่องได้ด้วยตนเอง บางครั้งเด็กๆก็ต้องการคำปรึกษาที่ดีจากครู  บางครั้งบางเรื่องเด็กๆก็ระบายความในใจ ในเฟสบุค 

ในรูปแบบของคำถาม  การเกริ่นนำ  บทเพลง ฯลฯ

ถ้าเราสามารถที่จะเข้าใจสิ่งเล็กน้อยเหล่านั้นได้ เราก็จะสามารถแก้ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตเด็กแต่ละคนได้เช่นกัน 

   แต่ก่อนอื่นเราต้องเข้าถึงใจเด็กให้ได้ก่อน  อย่างน้อยต้องเป็นพรรคพวกเดียวกัน ใจใสใส ใช้วิธีสร้างกลุ่มขึ้นมา  ก็ใช้ได้ระดับหนึ่ง

  และสิ่งสำคัญต้องให้เด็กๆไว้ใจเราได้ทุกเรื่อง  แก้ปัญหาให้ได้ เป็นผู้รับฟังที่ดี

ไม่ใช่สอนเป็นอย่างเดียวและบ่นเป็นอีกอย่าง  แบบนี้เด็กไม่เข้าใกล้หรอกนะคะ

มันต้องมีกลยุทธ  ไม่มาหาเราก็ บริการถึงที่  ไปคุย นั่งใกล้คอยถามไถ่ตลอดแต่ก็ต้องดู ระบบนิเวศของเด็กขณะนั้น  ที่แตกต่างกัน  ต้องค่อยๆฝึกนะคะ

บางครั้งเค้าจะมาหาเราเองตรงๆ  หรือไม่ก็มานั่งซึมๆให้เห็นบ้าง

ต้องใช้หลักการสังเกตุพฤติกรรมมนุษย์  อันนี้ก็ไม่เคยเรียนแต่ฝึกบ่อยๆก็จะทราบได้เอง  ว่าเด็กคนไหนมีอะไรผิดปกติและควรเข้าไปหาไปคุย รูปแบบใด

             ใจใสใสมีความสุขมากในการใช้ชีวิตแบบนี้  ก่อนหน้านี้ใจใสใสเคยรับราชการอยู่ที่กรุงเทพฯ  มีความสุขดี ในการดำเนินชีวิต ในการสอนเด็กนักเรียนตอนเย็นก็ไปออกกำลังกายที่สวนสันติภาพ แต่ทุกครั้งแว็บนึงในความคิด

ชีวิตที่เราเป็นตอนนั้นเหมือนรูปภาพใหญ่ๆของจิ๊กซอว์ ที่ต่อเป็นภาพชีวิตเราที่

สมบรูณ์เพียบพร้อมแต่มีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่ามีจิ๊กซอว์ตัวนึงได้หายไปเคยรู้สึกแบบนี้บ้างไหมคะ  มันแหว่งๆ เหมือนจะใช่แต่ก็ไม่ รู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าชีวิตคนเรามันต้องมีอะไรอีกอย่างที่สำคัญกว่านี้

ยิ่งใหญ่มากและเราต้องทำ  บางสิ่งที่ใช่กำลังรอเราอยู่ให้เราต้องไปทำ ไปค้นหา

ให้เจอให้ได้

            จนกระทั่งใจใสใสได้ย้ายกลับภูมิลำเนาด้วยการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นจากนั้นก็ได้มาสอนที่โรงเรียนประจำใจแห่งนี้ และที่แห่งนี้ก็เป็นที่ๆใจใสใสได้ค้นพบ จิ๊กซอว์ตัวนั้น ตัวที่ได้หายไป  จากการได้สอนในหน้าที่

การดูแลนักเรียนประจำ การได้ศึกษาทางธรรม แล้วนำธรรมะมาบูรณาการในการให้คำแนะนำปรึกษา แก่เด็กๆนักเรียน โดยการนำไปใช้ทั้งในการเรียนการสอน การดำเนินชีวิตในหอพัก  ขณะที่เด็กๆห่างใกลพ่อแม่ เด็กๆขาดความอบอุ่นทั้งทางร่างกายและจิตใจ 

  เด็กส่วนใหญ่จะไม่กล้าแสดงความอ่อนแอให้เราได้รับรู้ การเข้าไปมอบธรรมะ

 ชี้แนวทางในการดำเนินชีวิตที่ดีให้แก่เด็กๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก โดยเฉพาะเด็กๆในยุคนี้  ก็ต้องใช้วิธีน้ำหยดลงหิน  ทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆแทรกซึม กลมกลืน

และแน่นอน ปํญหาก็คงยังมีอยู่ แต่อย่างน้อยใจใสใสคิดว่าถ้าครูทุกคนในประเทศของเราช่วยกัน เข้าใจและเข้าถึงอย่างจริงจังและมีความสุขที่ได้

ทำหน้าที่ๆสำคัญกว่าการสอนความรู้เพียงอย่างเดียวแล้วจบๆไปวันๆ

ลองดูนะคะ วิธีของใจใสใสอาจจะไม่เหมาะสมกับครูทุกคน  ทุกสถานที่ ที่ล้วนตั้งอยู่บนความแตกต่างของระบบนิเวศ  แต่เป็นความในใจเล็กๆจากครูเล็กคนนึง

ที่มีความรักต่อแผ่นดินนี้  ต่อในหลวงของเรา ต่อโลกและสรรพสิ่งทั้งหลายในเอกภพนี้อย่างเต็มที่ เต็มหัวใจ 

                        อย่าลืมนะคะคนละมือคนละหัวใจช่วยได้มาก

                                ยาวไปหน่อยแต่ก็ทนอ่านเถอะค่ะ

                             เพราะทุกประโยคมาจากหัวใจทั้งสิ้น

                                           ด้วยรัก

                                          จากใจใสใส

           ของฝาก

                    ไห้วครู  ( เนาวรัตน์  พงษ์ไพบลูย์ )

    ครูใช่เพียงคนผู้รู้วิชา

ครูใช่เพียงคนพารู้มาให้

เด็กใช่เพียงเชื่อฟังอย่างตั้งใจ

เด็กจะต้องคิดได้ด้วยตัวเอง

   มิใช่เชื่อใช่ฟังอย่างฟุ้งฟุ้ง

มีแต่น้ำท่วมทุ่ง ผักบุ้ง โหรงเหรง

ได้แต่เชื่อได้แต่ฟังอยู่วังเวง

สมองว่าง โหวงเหวง ไปวันวัน

   รู้แต่เชื่อแต่ไม่เชื่อที่จะรู้

แม่ปูสอนลูกปูให้เดินนั่น

ไม่รู้ข้ามขอบกระด้งก็งงงัน

ต่างติดตัน อัตตาบ้าตัวตน

   ต้องรู้คิดรู้อ่าน หมั่นตรวจตรา

มีสติปัญญาหาเหตุผล

ความเชื่อเชื่อม ความคิดไม่ติดกล

ไม่ติดกับ อับจน มนต์ ปริญญา

   ขอไหว้ครูรู้คิดรู้ผิดชอบ

ให้รู้รอบ รู้ลึก รู้ศึกษา

สิ่งรอบข้างเป็นครูอยู่ทุกครา

สำนึกว่า วันทุกวันคือวันครูฯ

 

                                ขอกราบไหว้คุณครูทุกท่านด้วยดวงใจ

                                                   ใจใสใส