ว่าด้วยธรรม ๑ ถึง ๑๐ ประการ
(ฆ)ธรรม ๑ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ อัสมิมานะ (ความถือตัวว่าเป็นเรา)
นี้ คือธรรม ๑ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๑/๓๖๘
..........................................
(ฆ)ธรรม ๒ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ
๑. อวิชชา (ความไม่รู้แจ้ง)
๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๒/๓๗๐
.......................................
(ฆ)ธรรม ๓ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือตัณหา ๓ ได้แก่
๑. กามตัณหา (ความทะยานอยากในภพ)
๒. ภวตัณหา (ความทะยานอยากในภพ)
๓. วิภวตัณหา (ความทะยานอยากในวิภพ)
นี้ คือธรรม ๓ ประการที่ละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๓/๓๗๓
........................................
(ฆ)ธรรม ๔ ประการที่ควรละ
คือโอฆะ (ห้วงน้ำคือกิเลส) ๔ ได้แก่
๑. กาโมฆะ (โอฆะคือกาม)
๒. ภโวฆะ (โอฆะคือภพ)
๓. ทิฏโฐฆะ (โอฆะคือทิฏฐิ)
๔. อวิชโชฆะ (โอฆะคืออวิชชา)
นี้ คือ ธรรม ๔ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๔/๓๗๖
.......................................
(ฆ)ธรรม ๕ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่
๑. กามฉันทะ (ความพอใจในกาม)
๒. พยาบาท (ความคิดร้าย)
๓. ถีนมิทธะ (ความหดหู่และเซื่องซึม)
๔. อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่านและร้อนใจ)
๕. วิจิกิจฉา (ความลังเลสงสัย)
นี้ คือธรรม ๕ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๕/๓๘๐-๓๘๑
...............................................
(ฆ) ธรรม ๖ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือหมวดตัณหา ๖ ได้แก่
๑. รูปตัณหา (ความทะยานอยากได้รูป
๒. สัททตัณหา (ความทะยานอยากได้เสียง)
๓. คันธตัณหา (ความทะยานอยากได้กลิ่น)
๔. รสตัณหา (ความทะยานอยากได้รส)
๕. โผฏฐัพพตัณหา (ความทะยานอยากได้โผฏฐัพพะ)
๖. ธัมมตัณหา (ความทะยานอยากได้ธรรมารมณ์)
นี้ คือธรรม ๖ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๖/๓๘๙
.....................................
(ฆ)ธรรม ๗ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ อนุสัย ๗ ได้แก่
๑. กามราคานุสัย (อนุสัยคือความกำหนัดในกาม)
๒. ปฏิฆานุสัย (อนุสัยคือความยินร้าย)
๓. ทิฏฐานุสัย (อนุสัยคือความเห็นผิด)
๔. วิจิกิจฉานุสัย (อนุสัยคือความลังเลสงสัย)
๕. มานานุสัย (อนุสัยคือความถือตัว)
๖. ภวราคานุสัย (อนุสัยคือความติดใจในภพ)
๗. อวิชชานุสัย (อนุสัยคือความไม่รู้แจ้ง)
นี้ คือ ธรรม ๗ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๗/๓๙๙
........................................
(ฆ)ธรรม ๘ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ มิจฉัตตธรรม (ธรรมที่ผิด) ๘ ได้แก่
๑. มิจฉาทิฏฐิ (เห็นผิด)
๒. มิจสังกัปปะ (ดำริผิด)
๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด)
๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด)
๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด)
๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด)
๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด)
๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด)
นี้ คือธรรม ๘ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๘/๔๐๗ ๔๐๘
................................................
(ฆ)ธรรม ๙ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ได้แก่
๑. เพราะอาศัยตัณหา ปริเยสนา (การแสวงหา) จึงเป็นไป
๒. เพราะอาศัยปริเยสนา ลาภะ (การได้) จึงเป็นไป
๓. เพราะอาศัยลาภะ วินิจฉยะ (การกำหนด) จึงเป็นไป
๔. เพราะอาศัยวินิจฉยะ ฉันทราคะ (การกำหนดด้วยอำนาจพึงพอใจ) จึงเป็นไป
๕. เพราะอาศัยฉันทราคะ อัชโฌสานะ (ความหมกมุ่นฝังใจ) จึงเป็นไป
๖. เพราะอาศัยอัชโฌสานะ ปริคคหะ (การยึดถือครอบครอง) จึงเป็นไป
๗. เพราะอาศัยปริคคหะ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) จึงเป็นไป
๘. เพราะอาศัยมัจริยะ อารักขะ (ความหวงกั้น) จึงเป็นไป
๙. เพราะอาศัยอารักขะ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนกที่เกิดขึ้นจากการถือท่อนไม้ การถือศาสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การกล่าวขึ้นเสียงว่า มึง มึง และการพูดเท็จ จึงเป็นไป
นี้ คือธรรม ๙ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๕๙/๔๒๑
.......................................
(ฆ)ธรรม ๑๐ ประการที่ควรละ คืออะไร
คือ มิตฉัตตะ (ความเป็นธรรมที่ผิด) ๑๐ ได้แก่
๑. มิฉาทิฏฐิ (เห็นผิด)
๒. มิจฉาสังกัปปะ (ดำริผิด)
๓. มิจฉาวาจา (เจรจาผิด)
๔. มิจฉากัมมันตะ (กระทำผิด)
๕. มิจฉาอาชีวะ (เลี้ยงชีพผิด)
๖. มิจฉาวายามะ (พยายามผิด)
๗. มิจฉาสติ (ระลึกผิด)
๘. มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตมั่นผิด)
๙. มิจฉาญาณะ (รู้ผิด)
๑๐. มิจฉาวิมุตติ (หลุดพ้นผิด)
นี้ คือธรรม ๑๐ ประการที่ควรละ
ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๖๐/๔๓๐ ๔๓๑
ตามมาเรียนครับ
มารับธรรมค่ะคุณณัฐ
ละได้บ้างเป็นบางข้อ
บางข้อพยายามอยู่
บางข้อทำไม่ได้ทำไงดี....
เยอะตาลายไปหมดเลย
ข้าพเจ้าละข้อเดียวเองคือ
การกระทำใดก็ตามแต่ อันก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น
สิ่งนั้นควรละเสีย
สวัสดีค่ะ
คุณยายแวะมาอ่านธรรมะก่อนนอนค่ะ
ขอบคุณค่ะที่นำธรรมะดี ๆ มาฝาก
สวัสดีค่ะ คุณณัฐรดา
จะนำธรรมะดี ๆ ไปปฏิบัติค่ะ เป็นแนวทางที่ดีมากๆ
...ให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง