เมื่อประมาณ ๕๐ ปีมาแล้ว การสร้างอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยได้รับความช่วยเหลือจาก Columbo Plan ให้ทุนนักศึกษาระดับยอดไปศึกษาปริญญาเอกในต่างประเทศ   เมื่อจบทุนนี้ประเทศไทยก็ริเริ่มโครงการของตนเอง เรียกว่าโครงการ UDP  เพื่อสร้างอาจารย์ให้แก่มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งใหม่ในประเทศเมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมา  ทำให้การศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาภายในประเทศพัฒนาขึ้นมาก   และเมื่อมีโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) ขึ้นในปี ๒๕๔๑ เป็นต้นมา   บัณฑิตศึกษาไทยก็ก้าวหน้าขึ้นเทียมระบบนานาชาติที่มีคุณภาพสูง 

 

          บัดนี้ ถึงเวลาที่จะต้องคิดใหญ่ ในเรื่องการพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาระลอกใหม่   ผมจึงขอเสนอหลักคิด ๓ ข้อ  เพื่อพิจารณาภาพใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปของระบบอุดมศึกษาไทย   และนำมาใช้ในการออกแบบหรือวางแผนโครงการปฏิรูปการพัฒนาอาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา คือ
               ๑. อุดมศึกษากับ self-reliance / self-sufficiency ของประเทศ
               ๒. ความคุ้มค่าของการลงทุน  คุณภาพ และ relevance
               ๓. การหลีกเลี่ยง/ป้องกัน inbreeding ทางวิชาการ

 


อุดมศึกษากับ self-reliance / self-sufficiency ของประเทศ

          หลักการ self-reliance / self-sufficiency ของประเทศเป็นเรื่องสำคัญ   แต่ต้องไม่เข้าใจผิดว่าไม่พึ่งประเทศอื่นอีกต่อไป   เวลานี้ระบบอุดมศึกษาของประเทศไทยพัฒนาขึ้นในระดับที่มีความสามารถในการพึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง  ดังนั้นแนวความคิดแบบโบราณ ว่าเมื่อจะต้องการนักวิชาการที่เก่งและทันสมัยต้องส่งไปเรียนระดับบัณฑิตศึกษาในต่างประเทศ   ควรยกเลิกได้แล้ว สำหรับสาขาวิชาที่เรามีความเข้มแข็ง   และ สกว. ก็ได้ประเมินขีดความสามารถด้านการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และพบว่ามีมหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งที่มีความเข้มแข็งในสาขานั้นๆ เทียมเท่ามหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ   สาขาเหล่านี้เราไม่ควรส่งคนไปเรียนระดับบัณฑิตศึกษาในต่างประเทศ  ควรเรียนในประเทศแบบที่คุณภาพสูงและมีความร่วมมือกับต่างประเทศด้วย   ซึ่งก็คือโครงการ คปก. 

          เรายังต้องคบค้าและร่วมมือด้านวิชาการกับต่างประเทศ   ในลักษณะที่เป็นความสัมพันธ์แบบร่วมมือ ที่เป็นความสัมพันธ์แนวราบ เคียงบ่าเคียงไหล่กัน   บางเรื่องเขาเก่งกว่า บางเรื่องเราเก่งกว่า ก็ร่วมมือกัน

          สำหรับนักศึกษาที่เด่นเป็นพิเศษจำนวนน้อย หรือเพื่อให้ได้เรียนในวัฒนธรรมของเขา   อาจต้องส่งไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ระดับปริญญาตรี หรือตั้งแต่ระดับ ม. ปลาย   แต่ต้องมีการจัดการความจงรักภักดีต่อประเทศไทยด้วย  ไม่ใช่แค่ส่งไปเรียน

 

ความคุ้มค่าของการลงทุน  คุณภาพ และ relevance

          สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ หลงพัฒนาอาจารย์มหาวิทยาลัย ให้ได้ความรู้และทักษะสำหรับเป็นอาจารย์แห่งศตวรรษที่ ๒๐ หรือ ๑๙  ไม่ใช่อาจารย์สำหรับจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์มี 21st Century Skills  กลับจัดการเรียนรู้ให้ศิษย์มี 20th Century Skills  เป็นการจัดระบบพัฒนาอาจารย์ที่ขาดทุนย่อยยับ   ทำให้ระบบอุดมศึกษาถอยหลังไป ๑๐๐ ปี

         และที่น่ากลัวรองลงมาคือใช้วิธีคิดสมัย ร. ๕ คือตั้งหน้าตั้งตาส่งไปนอก   ทั้งๆ ที่เวลานี้ขีดความสามารถของอุดมศึกษาไทยเปลี่ยนไปอย่างมากมาย   มหาวิทยาลัยไทยจำนวนหนึ่งได้ชื่อว่าติด ๕๐๐ อันดับต้นของโลก

        จุดอ่อนของการสร้างอาจารย์โดยส่งไปทำปริญญาเอกในต่างประเทศนั้น   ในหลายกรณีไปเรียนมาจากมหาวิทยาลัยที่คุณภาพไม่สูง   และทั้งหมดไปเรียนมาในบรรยากาศวิชาการของประเทศเขา   เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ไม่คุ้นกับการทำงานวิจัยในบ้านเรา   หลายคนไม่สามารถตั้งตัวเป็นนักวิจัยได้

 

การหลีกเลี่ยง/ป้องกัน inbreeding ทางวิชาการ

 

          ในช่วงเวลาประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีการส่งเสริมผลักดันให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีอาจารย์คุณวุฒิปริญญาเอกในสัดส่วนเพิ่มขึ้น   หลายมหาวิทยาลัยที่วิชาการไม่แข็งนัก เปิดหลักสูตรระดับปริญญาเอกให้อาจารย์ของตนเองเรียน   ผมมีโอกาสสัมผัสอยู่บ้าง รู้สึกว่าคุณภาพวิชาการอ่อนยวบ   และที่ร้ายกว่านั้นคือ inbreeding ของความคิด 

          ผมมองว่า สภาพที่ผมกล่าวข้างต้นเป็นตัวชี้วัดความอ่อนแอทางวิชาการอย่างหนึ่ง   ที่จะเห็นผลกระทบในระยะยาว  


          เวลานี้อุดมศึกษาส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัย แบ่งออกเป็น ๔ กลุ่ม   แต่ละกลุ่มควรมีจุดเน้นในการพัฒนาอาจารย์แตกต่างกัน   ตามจุดเน้นในการปฏิบัติหน้าที่ของตน

 

 

 

วิจารณ์ พานิช
๒๙ ธ.ค. ๕๓