ป้องกันเหตุการณืไม่คาดฝันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

เรื่องเศร้าของสาวอ้อย -4

โสภณ เปียสนิท

...........................

 

                กลุ่มเพื่อนสนิทสะกิดแขนแม่อ้ายให้จูงอ้อยเข้าไปห้องใกล้ๆ เพื่อพูดคุยกันให้รู้เรื่อง ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันไม่ให้เกิดขึ้นอีก ไม่มีใครรู้ว่าภายในห้องเกิดเรื่องใดบ้าง เป็นการพูดคุยกันตามประสาแม่ลูกภายในประตูอันหนาแน่นเพียงสองคน ครึ่งชั่วโมงผ่านไป สองแม่ลูกหน้าตาบูดบึ้งออกจากห้อง ไม่มีการพูดคุยกับใครอีก ต่างแยกย้ายกันไป

……………………………….

                บ่ายวันศุกร์ของอาทิตย์ต่อมา แดดบ่ายคล้อยบังอยู่เบื้องหลังอาคารตึกฝั่งตะวันตก ทอดเงาทับอาคารคณะบริหารธุรกิจ หมู่ไม้ใหญ่ยืนต้นสงบนิ่ง เหมือนเหนื่อยหน่ายกับวันที่ผ่านมา  สุนัขพเนจรร่างผอมเพรียวเดินหน้าตึกไปซุกนอนอยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ร่มเย็นตรงข้ามตึก นกเอียงเดินสำรวจพื้นดินและม้านั่งหมู่หิน หาเศษอาหารที่นักศึกษาเหลือทิ้งไว้ มีชายหญิงวัยกลางคนมาพบผมที่ห้องทำงานโดยไม่ได้นัดหมาย ฝ่ายชายเป็นฝรั่ง คะเนอายุราว 50 กว่า พูดไทยได้นิดหน่อย ฝ่ายหญิงราว 40 ปี เธอมีขอบตาตำคล้ำผิดปกติคาดว่า ผ่านความทุกข์ระทมใจมาไม่น้อย

 

                ฝ่ายหญิงยกมือไหว้อย่างนอบน้อม “สวัสดีคะ อาจารย์” ผมรับไหว้อย่างงงๆ คาดเดาไปว่า คงพาฝรั่งสามีมาสมัครงานกระมัง เธอคงเห็นหน้าของผมมีเครื่องหมายคำถามอยู่ “หนู แม่น้องอ้อยค่ะ” เธอยื่นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นให้ดู ผมเห็นภาพนักศึกษายืนบนขอบระเบียง เป็นข่าวพาดหัว มองหน้าเป็นคำถามอีกครั้ง “ลูกหนูเองค่ะ” เริ่มจับเรื่องราวได้บ้างแล้ว จึงบอกให้เล่าเรื่องราวให้ฟัง

 

                เรื่องราวพรั่งพรูจากปากคำของเธอ ทำให้ผมมองเห็นภาพของความขัดแย้งระหว่างสองแม่ลูกชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ตลอดระยะเวลาปีกว่าๆ ที่ผ่านมาเธอกับลูกขัดแย้งกันอย่างหนัก เพราะมุมมองที่แตกต่างกัน ในมุมมองของลูก แม่เหมือนเป็นคนร้ายติดตามกวนใจ ให้เงินน้อย ด่าว่าห้ามปรามไปทุกเรื่อง ไม่มีความเป็นส่วนตัวเหลือไว้ให้แม้จนนิดเดียว ยิ่งคิดยิ่งน้อยใจจนต้องหาทางประชดให้แม่ได้รู้สึกตัวเสียบ้าง