การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (18 ม.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการตั้งงบประมาณกลางปี 2554 เพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้เงินคงคลัง และให้เป็นงบกลาง เนื่องจากเห็นว่ารายได้การจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจ

การประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ (18 ม.ค.) นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการตั้งงบประมาณกลางปี  2554 เพิ่มเติม เพื่อนำไปใช้เงินคงคลัง และให้เป็นงบกลาง เนื่องจากเห็นว่ารายได้การจัดเก็บได้เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจทั้งนี้ นายกรณ์เสนอเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ (17 ม.ค.) และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามเสนอเรื่องเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในวันเดียวกัน โดยมีรายละเอียดดังนี้ คือ ตามที่รัฐบาลได้จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล โดยกำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่าย จำนวน 2,070,000 ล้านบาท ประมาณการรายได้สุทธิ จำนวน 1,650,000 ล้านบาท และวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 420,000 ล้านบาท  ภายใต้สถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นกว่าที่ประมาณการไว้ในขณะที่จัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลสูงกว่าประมาณการรายได้ตามเอกสารงบประมาณ และเพื่อให้การบริหารการคลังเป็นไปอย่างเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยยึดหลักวินัยการเงินการคลัง

       กระทรวงการคลัง จึงเสนอแนวทางการบริหารการคลังในช่วงที่เหลือของปีงบประมาณ 2554 ดังนี้

       1. ผลการจัดเก็บรายได้สุทธิ 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554

       ในช่วง 3 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 (ต.ค.-ธ.ค. 2553) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 392,758 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 41,062 ล้านบาท หรือ 11.7% (สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.5%) เนื่องจากการจัดเก็บของกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากรที่สูงกว่าประมาณการ 26,515 ล้านบาท  13,373 ล้านบาท  และ 1,945 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กิจการต่าง ๆ มีผลประกอบการดีขึ้น ตลอดจนการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลให้มีการนำเข้าสูงขึ้น

       2. คาดการณ์การจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิตลอดปีงบประมาณ 2554

       คาดว่าจะจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 1,770,000 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ (1,650,000 ล้านบาท) จำนวน 120,000 ล้านบาท คิดเป็น 7.3% และสูงกว่าที่จัดเก็บได้ในปีงบประมาณ 2553 ที่ไม่รวมรายได้พิเศษ (1,647,325 ล้านบาท) จำนวน 122,675 ล้านบาท หรือ 7.4%  (รายได้พิเศษประจำปีงบประมาณ 2553 ได้แก่ รายได้จากการยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 49,016 ล้านบาท และการส่งคืนเงินประเดิมและเงินชดเชยพร้อมดอกผลของเงินดังกล่าวจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการจำนวน 8,135 ล้านบาท)

       คาดว่าการจัดเก็บภาษีของ 3 กรม ในสังกัดกระทรวงการคลัง (กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร) และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจจะสูงกว่าประมาณการ ภาษีที่คาดว่าจะจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการที่สำคัญ ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ภาษีธุรกิจเฉพาะ ภาษีมูลค่าเพิ่ม และอากรขาเข้า ทั้งนี้ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะมีการขยายตัวสูงกว่าที่ประมาณการในช่วงของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ดังนี้ คือ

       -   ปี 2553 คาดว่าภาวะเศรษฐกิจจะขยายตัว 7.8% และอัตราเงินเฟ้อ 3.0% จากเดิมประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัว 4.0% และ 2.5% ตามลำดับ

       -   ปี 2554 คาดว่าภาวะเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.0% และ อัตราเงินเฟ้อ 3.0% จากประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อจะขยายตัว 4.0% และ 2.5% ตามลำดับ

       มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะที่เก็บจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จาก 3.0% เป็น 0.1% ได้สิ้นสุดเมื่อเดือน มี.ค.  2553 ทำให้จัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะได้สูงกว่าประมาณการ  สัดส่วนคาดการณ์รายได้รัฐบาลต่อจีดีพีของงบประมาณ 2554 มีสัดส่วนเท่ากับ 16.5%  ใกล้เคียงกับงบประมาณ 2553 ที่มีสัดส่วนเท่ากับ 16.6% จึงถือว่าอยู่ในวิสัยที่กระทรวงการคลังจะสามารถจัดเก็บรายได้ตามที่คาดการณ์ไว้

       3. แนวทางการบริหารงานของรัฐบาล

       จากคาดการณ์การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2554 ที่คาดว่าจะจัดเก็บได้สูงกว่าประมาณการ 120,000 ล้านบาท ดังนั้นในกรณีที่อาจจะมีการพิจารณาจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ 2554 ก็ควรอยู่ในวงเงินไม่เกิน 100,000 ล้านบาท  การดำเนินการดังกล่าวจะส่งผลดีต่อการกำหนดนโยบายการคลังและกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2555 โดยเฉพาะการกำหนดวงเงินรายจ่ายลงทุนได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการชดใช้เงินคงคลังในปีงบประมาณ 2554 และทำให้การขาดดุลงบประมาณลดลง

       ในการจัดทำงบประมาณเพิ่มเติม จะต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อชดเชยใช้เงินคงคลังที่มีการใช้ในปีงบประมาณ 2553 จำนวน 84,142.56 ล้านบาท เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดในมาตรา 167 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550  ส่วนที่เหลือจำนวน 15,857.44 ล้านบาท สามารถดำเนินการในลักษณะงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อใช้สำหรับดำเนินโครงการต่าง ๆ ตามนโยบายรัฐบาล

กรุงเทพธุรกิจ  มติชน  ไทยโพสต์  ข่าวหุ้น  ASTVผู้จัดการรายวัน 

ประจำวันที่ 18 มกราคม 2554