บันทึก 09.40น. วันอังคาร 18 มกราคม 2554

       บันทึกนี้เพื่อเป็นแนวทางให้ท่านอื่นๆ ได้นำไปพิจารณาเลือกใช้จากประสบการณ์ เมื่อยามเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นครับ สืบเนื่องจากการที่ผมต้องพาพ่อไปหาหมออยู่กับโรงพยาบาลประจำแห่งหนึ่ง  ทำการตรวจรักษาอย่างต่อเนื่อง  แล้วก็เกิดกรณีแปลกๆ ที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน  ส่วนที่เปิดเผยได้บางส่วนก็จะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน บางส่วนบันทึกไว้เหมือนกัน แต่ขอเก็บไว้เป็นบันทึกส่วนตัวนะครับ
    

      เมื่อ 17 ม.ค. ไปเยี่ยมพ่อช่วงเช้า เปรียบเทียบกับเมื่อเย็น 16 ม.ค. พบว่า มือข้างขวาที่เคยมีแรงบีบ เช้าวันที่ 17 ม.ค. ไม่มีแรงแล้ว แนะนำให้พ่อพยายามใช้อีกมือช่วยดัด และฝึกขยับนิ้วด้วยการสั่งการผ่านทางสมองด้วยตนเอง ซึ่งพบว่ามีความเคลื่อนไหวได้เพียงเล็กน้อย  เท้าข้างซ้ายยกได้ กระดิกนิ้วเท้าได้ พูดได้แบบลิ้นคับปากนิดหน่อย สามารถใช้ความพยายามยันตัวเองลุกนั่งได้

      17 ม.ค. มีงานต้องไปประชุมหาดใหญ่  จึงใช้เวลาช่วงเที่ยงไปยื่นบัตรพ่อเพื่อขอปรึกษา อ.นพ............ หมอเจ้าของไข้ทางอายุรกรรมที่ไปพบตามนัดครั้งสุดท้ายเมื่อ 10 ม.ค. 54 ก่อนที่จะเข้าห้องฉุกเฉินและไม่ได้พบอาจารย์หมอ....  ประเด็นที่จะปรึกษาหมอ คือ อาการที่เกิดขึ้นหลังการตรวจครั้งสุดท้ายดังกล่าว และประเด็นที่สองคือ หลังจากออกจากห้องฉุกเฉิน ทำไมไม่รักษาตัวต่อที่ รพ. ......... โดยส่งตัวมารักษาต่อที่ รพ.ปัตตานี

       อาจารย์หมอ....ได้อธิบาย(ร่วม 20-30 นาที) ว่า อาการที่เกิดขึ้นเป็นอาการของสมองขาดเลือด ที่เกิดจากเส้นเลือดฝอยตีบ ซึ่งเป็นอาการของผู้สูงอายุที่ร่างกายเสื่อมไปตามวัย อันตรงกับผลเอกซเรย์ที่พบว่าสมองมีขนาดเล็กลง  ซึ่งโรคดังกล่าวไม่สามารถรักษาให้หายได้ ไม่มีใครสามารถเอาชนะความแก่ชราได้  เพียงแต่ช่วงเวลานี้ทำได้เพียงประคับประคองอย่าให้เกิดซ้ำอีก  เช่น ถ้าไม่ดูแลอาจเกิดซ้ำอีกภายใน 5 เดือน  หากดูแลดีๆ อาจจะยืดได้ถึง 8 เดือน เป็นต้น  สำหรับการฟื้นฟูอาจต้องใช้เวลา 6 เดือนจึงจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น  อาจารย์หมอ.... บอกว่า อาการเส้นเลือดตีบจะฟื้นฟูได้ช้ากว่าอาการเส้นเลือดแตก เพราะหากเส้นเลือดแตก มื่อสามารถควบคุมการแตกของเส้นเลือดได้ สมองก็จะสามารถกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เร็ว แต่อาการเส้นเลือดตีบจะฟื้นฟูได้ช้า  การวินิจฉัยของแพทย์ในห้องฉุกเฉินอาจารย์หมอ.... ยืนยันว่าถูกต้องแล้ว

       สำหรับประเด็นที่หลังจากเข้าห้องฉุกเฉิน ทำการตรวจรักษา เอกซเรย์สมองเสร็จ ทำไมไม่ให้นอนที่ รพ.สงขลานครินทร์ อาจารย์หมอ.... บอกว่า แผนกอายุรกรรม มีเตียงเพียง 100 เตียงเท่านั้น เมื่อเตียงไม่ว่างก็ไม่รู้จะทำอย่างไร   อาจารย์หมอ เสริมอีกประเด็นว่า ไม่เห็นด้วยที่จะรับคนไข้ฉุกเฉินจาก 3 จ.ช.ต. เพราะแม้รับมาก็ไม่สามารถรับเป็นคนไข้ในได้  หน้าที่เช่นนี้เป็นของกระทรวงสาธารณะสุข  โดยตรง  การตรวจรักษาในเบื้องต้นเสร็จแล้วส่งกลับ รพ.ปัตตานีจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว  กรณีที่เมื่อออกจากห้องฉุกเฉินแล้วสามารถเข้ารักษาเป็นคนไข้ในได้ทันที นับว่าเป็นความโชคดีมากๆ เพราะต้องสอดคล้องกับเตียงที่ว่างลงพอดี

       อีกประเด็นที่ต้องขอความกระจ่างก่อนกลับคือ ยาลดความดันโลหิตที่หมอให้มาสามารถทานต่อได้หรือไม่ อาจารย์หมอบอกว่าสามารถเอายาไปให้หมอที่ รพ.ปัตตานี ดูแล้วทานต่อได้

       เช้าวันนี้ก่อนบันทึก ได้พบกับเพื่อนๆ ที่ทำงานที่ถามข่าวคราว  น้องคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่า พ่อเธอเคยเกิดปัญหาแบบนี้ หลังจากมีอาการ 2-3 วัน พาไปรักษาตัวที่ รพ.พญาไท กทม. กับหมอประจักษ์  ซึ่งเธอรับว่าจะหาข้อมูลให้อีกที  พี่อีกคน บอกว่าน่าลองติดต่อหมอจีนสามีของ อ.นิตยา  ซึ่งตอนนี้อยู่ กทม. รพ. อะไรจำไม่ได้แล้ว เพิ่อฝังเข็ม  พี่เค้าให้เบอร์โทรศัพท์ไว้เช่นกัน  ขอบคุณท่านทั้งหลายที่ให้คำแนะนำครับ